
โดยถ้ำดังกล่าว อยู่กลางสวนทุเรียนของชาวบ้าน ใกล้กับเนินเขาธงหงส์ ซึ่ง นายวัชระ แสวงสวาท ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 ตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง เปิดเผยว่า ถ้ำดังกล่าว มีขนาดกว้าง 70 เซนติเมตร ยาว 70 เซนติเมตร ลึกประมาณ 2 เมตร มีโพรงลอดใต้ดินเป็นช่องทางเดิน และออกได้หลายทาง แต่ถูกดินทับถม เหลือช่องกว้างประมาณ 30 เซนติเมตร เท่านั้น แต่เนื่องจากพื้นที่ปลูกต้นทุเรียน เคยมีหงส์อาศัยอยู่ เจ้าของสวนทุเรียนจึงตั้งศาลพระภูมิ และนำรูปปั้นหงส์ 2 ตัว ตั้งไว้ข้างศาลเพื่อเป็นศิริมงคล
นางสยาพันธ์ อภิญญานุรักษ์ อายุ 73 ปี เปิดเผยว่า แต่เดิมถ้ำมีขนาดกว้าง ซึ่งอดีตเคยมีพระและสามเณร 2 รูป เดินธุดงค์ มาปักกรด ใกล้กับถ้ำ และเห็นหงส์บินออกจากถ้ำ จากนั้นพระและสามเณร จึงพากันเดินเข้าไปสำรวจดู และพบว่าภายในถ้ำมีหงส์หลายตัว แต่ไม่สามารถจับหงส์ได้
และกลางดึกวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา ชาวบ้านจะได้ยินคล้ายเสียงพิณพาทย์มโหรีไทย ยุคนั้นชาวบ้านทราบว่า ภายในถ้ำมีสิ่งของเครื่องใช้ลายครามโบราณ ครั้นเมื่อมีงานบญ จึงไปจุดธูปบริเวณปากทางเข้าถ้ำ บอกกล่าวเจ้าที่ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอยืมสิ่งของนำไปใช้ในงานมงคล แต่บางคนไม่ซื่อสัตย์ นำสิ่งของที่ยืมไปจากถ้ำ แต่เก็บเอาไว้ และนำภาชนะชนิดอื่นสับเปลี่ยนมาส่งคืนแทน จากนั้นเมื่อถึงฤดูฝน ดินจากภูเขาได้ไหลลงมาปิดปากถ้ำ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปในถ้ำได้ และฝูงหงส์ที่อยู่ในถ้าพากันบินหนีออกจากถ้ำไปจนหมด จึงทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปิดถ้ำ จากนั้นชาวบ้านจึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่าหมู่บ้านหนองหงส์ หรือ ธงหงส์
ต่อมาชาวบ้านปลูกสวนทุเรียนใกล้กับปากทางเข้าถ้ำ จึงตั้งศาลพระภูมิ และนำรูปปั้นหงส์ 2 ตัว มาตั้งไว้บริเวณศาลพระภูมิ เพื่อความเป็นศิริมงคล นอกจากนั้นยังมีชาวบ้าน พากันนำรูปปั้นหงส์ ไว้หน้าบ้านเพื่อเป็นศิริมงคล เช่นเดียวกัน
นางมารยาท ตันประเสริฐ อดีตครูโรงเรียนวัดธงหงส์ เปิดเผยว่า สมัยตนเองเป็นเด็ก ช่วงกลางดึก เคยได้ยินเสียงมโหรีพิณพาทย์ ดังมาจากเขาธงหงส์ ทั้งที่ไม่มีบ้านใครจัดงาน ส่วนเศษชิ้นส่วนเครื่องลายครามที่เก็บโชว์ไว้ ไม่ทราบว่าอยู่ในยุคสมัยใด ซึ่งชาวบ้านพบเจอจึงนำมาเก็บไว้เพื่อศึกษา
ทางด้านพระสายัณห์ อดีตวัฒนธรรมตำบลกะเฉด เปิดเผยว่า วัดธงหงส์ เคยสร้างหงส์ทองสำริดไว้ 2 ตัว ตัวใหญ่ 1 ตัว และตัวเล็ก 1 ตัว สำหรับให้ชาวบ้านเสี่ยงทาย ต่อมาประมาณ ปี 2533 หงส์ทองสำริดตัวใหญ่สูญหายไป และหงส์ทองสำริดตัวเล็ก อยู่กับเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง ตำบลแกลง ส่วนเรื่องเมืองลับแลตามคำบอกเล่าว่า คนที่อยู่ในเมืองลับแล อาศัยอยู่ในถ้ำ จะพบคนที่เป็นพวกเดียวกันเท่านั้น ส่วนคนนอกจะไม่มีโอกาสได้พบ เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย
Advertisement