
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ส.ค. ที่ชั้น 20 ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ “บอร์ดกลั่นกรอง” นัดประชุมพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. รอง จตช. ไปจนถึงระดับ ผบก. วาระประจำปี 2569 โดยมีรอง ผบ.ตร. และผู้แทนสำนักงาน ก.พ. เข้าร่วมพิจารณา พร้อมกำชับไม่อนุญาตให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมการพิจารณา
ปีนี้มีตำแหน่งว่างรวม 163 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รอง ผบ.ตร. 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. 6 ตำแหน่ง ผบช. 19 ตำแหน่ง รอง ผบช. 41 ตำแหน่ง และ ผบก. 94 ตำแหน่ง
สำหรับตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ที่ว่าง 3 ตำแหน่ง มีการพิจารณาตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รอง จตช. และ พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.
ขณะเดียวกันมีรายงานถึงแนวทาง “โยกสลับ” โดยจับตา พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ หรือ “บิ๊กแมน” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ โยกขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร. และให้ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รอง จตช. ขึ้นดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติแทน
ส่วนระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ว่าง 6 ตำแหน่ง มีชื่อ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ภ.4 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ท.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตส. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 อยู่ในกลุ่มที่ได้รับการพิจารณาตามลำดับอาวุโส
สำหรับระดับ ผบช. มีรายงานว่า ตำแหน่งสำคัญบางส่วนยังคงอยู่ที่เดิม อาทิ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ ผบช.ส. และ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9
ขณะที่ตำแหน่ง ผบช. ที่มีการจับตาการโยกย้าย ได้แก่ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. โยกเป็น ผบช.สตม. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. โยกเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. ขึ้นเป็น ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผบช.สพฐ.ตร. ขึ้นเป็น ผบช.ภ.3
นอกจากนี้ พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4 ขึ้นเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. ขึ้นเป็น ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รอง ผบช.ภ.6 ขึ้นเป็น ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ โยกเป็น ผบช.ภ.7 พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา โยกเป็น ผบช.ภ.8 และ พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง โยกเป็น ผบช.ปส.
ส่วน พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. ขึ้นเป็น ผบช.ทท. ขณะที่ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. ขึ้นเป็น ผบช.สอท. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม ขึ้นเป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ ขึ้นเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ปรีดา สถาวร ขึ้นเป็น ผบช.สกพ.
ส่วน พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ขึ้นเป็น ผบช.สทส. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว ขึ้นเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ ขึ้นเป็น ผบช.สยศ.ตร. ขณะที่ พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ.3 โยกเป็นหัวหน้าจเรตำรวจ และ พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 ขึ้นเป็น ผบช.กมค.
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการแต่งตั้งระดับ ผบก. ซึ่งมีตำแหน่งว่างถึง 94 ตำแหน่ง โดยแบ่งเป็นการพิจารณาตามลำดับอาวุโส 50% จำนวน 47 ตำแหน่ง และพิจารณาจากความรู้ความสามารถอีก 47 ตำแหน่ง
สำหรับโควตาอาวุโส 50% มีรอง ผบก. ที่ครองอาวุโส 9 ปี จำนวน 14 นาย และอาวุโส 8 ปี จำนวน 33 นาย ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่มีโอกาสได้รับการเลื่อนขึ้นเป็น ผบก. ตามหลักเกณฑ์อาวุโส
รายชื่อกลุ่มอาวุโส 47 ตำแหน่ง ประกอบด้วย พ.ต.อ.อภิชิต สุรพินิจ, พ.ต.อ.นิรุธ ประสิทธิเมตต์, พ.ต.อ.สมชาย จันทร์คง, พ.ต.อ.จำเริญ ลุสวัสดิ์, พ.ต.อ.ตระกูล เกียวประเสริฐ, พ.ต.อ.พรชัย แก่นเพชร, พ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา, พ.ต.อ.ศุภสวัสดิ์ ศรีนาคา, พ.ต.อ.รัชพล ชนะศรีขจร, พ.ต.อ.เสกสิทธิ์ สุวรรณฤทธิ์, พ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน, พ.ต.อ.กฤษดา พันธ์เกษม, พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน, พ.ต.อ.ณรงค์ เสวก และ พ.ต.อ.ยศนันท์ ชมบุญ
รวมถึง พ.ต.อ.กิตติพงศ์ วิเศษสงวน, พ.ต.อ.จารุวิทย์ วงศ์ชัยกิตติพร, พ.ต.อ.พงศ์ฤทธิ์ คงศิริสมบัติ, พ.ต.อ.พิษณุ อัชนะพรกุล, พ.ต.อ.วสันต์ เกศะรักษ์, พ.ต.อ.ธนวัฒน์ ตั้งวงษ์เจริญ, พ.ต.อ.ธนาวัชร ดีบุญมี ณ ชุมแพ, พ.ต.อ.พันกฤษณ์ วิชญชีวินทร์, พ.ต.อ.สักรินทร์ บำเพ็ญสมัย, พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง, พ.ต.อ.ชิตพล กาญจนกิจ, พ.ต.อ.อรรถชาย อรรถตราสิงห์, พ.ต.อ.เอนก ศรีกิจรัตน์, พ.ต.อ.เศวก โพนทัน และ พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์
นอกจากนี้ยังมี พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล, พ.ต.อ.วิธิวัฒน์ ศรีทองจ้อย, พ.ต.อ.พรหมวุฒิ วุฒิวิวัฒน์ชัย, พ.ต.อ.ภูมิธัช โฆษิตวนิขพงศ์, พ.ต.อ.ณรงค์ศักดิ์ บวรวงค์พิทักษ์, พ.ต.อ.กริช ปัตลา, พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น, พ.ต.อ.หทัยวัฒก์ จารุชัยนิวัฒน์, พ.ต.อ.วิโรจน์ สีน้ำเงิน, พ.ต.อ.พงษ์สวัสดิ์ คำปาเชื้อ, พ.ต.อ.จักริน พันธ์ทอง, พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น, พ.ต.อ.ชัยพร พงษ์ศักดิ์, พ.ต.อ.ศักดิ์ศรี ยะปาละ, พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์, พ.ต.อ.อำนาจ โฉมฉาย และ พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พิทักษ์ธรรม
ส่วนโควตาความรู้ความสามารถ หนึ่งในชื่อที่ถูกจับตาคือ พ.ต.อ.กรกฎ โปชยะวณิช รอง ผบก.สปพ. นรต.รุ่น 52 นายเวร พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. ซึ่งมีรายงานว่าถูกเสนอชื่อขึ้นเป็น ผบก.สท.
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดคือกรณีผู้ครองตำแหน่งรอง ผบก. เพียง 4 ปี แต่มีชื่ออยู่ในข่ายได้รับการเลื่อนขึ้นเป็น ผบก. จำนวน 6 นาย ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีอายุราชการเหลืออีกยาว
ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดข้อสังเกตว่า การแต่งตั้งจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และกฎ ก.ตร. ที่กำหนดให้ตำแหน่งส่วนที่เหลือจากโควตาอาวุโส 50% ต้องพิจารณาจากทั้งอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน โดยต้องพิจารณาประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน และความประพฤติ และนำมาเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจน
จึงเกิดกระแสเรียกร้องให้บอร์ดกลั่นกรองยึดหลักระบบคุณธรรม ไม่ใช้เพียงระบบโควตาหรือแรงสนับสนุนจาก “ตั๋ว” เป็นปัจจัยในการแต่งตั้ง โดยเฉพาะเมื่อผู้มีอาวุโส 8-9 ปีต้องแข่งขันกับผู้ที่ครองตำแหน่งรอง ผบก. เพียง 4 ปี
ซึ่งต้องจับตาว่าบอร์ดกลั่นกรองจะพิจารณารายชื่อกลุ่มดังกล่าวอย่างไร และจะมีการทบทวนรายชื่อผู้ที่มีอาวุโสน้อยแต่ถูกเสนอขึ้นเป็น ผบก. หรือไม่ ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการแต่งตั้งตามลำดับต่อไป
Advertisement