
ความสัมพันธ์ของจีน และเกาหลีเหนือกลายเป็นความสัมพันธ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะทั้งคู่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวจากสงครามเกาหลีมาด้วยกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความไม่ไว้วางใจของทั้งคู่ทำให้ความสัมพันธ์นี้ตึงเครียดมาก นั่นจึงเป็นที่มาของการที่สี จิ้นผิงตั้งใจจะไปเยือนเกาหลีเหนือเพื่อยกระดับความสัมพันธ์นี้ให้ดีขึ้น หลังจากที่ประเทศจีนกำลังมีบทบาทสำคัญอย่างมากบนเวทีโลก
จีนเริ่มมีความกังวลมากขึ้นต่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเกาหลีเหนือ และรัสเซีย หลังจากรัสเซียบุกยูเครน เกาหลีเหนือได้ขยายความร่วมมือทางทหารกับปูติน จนถึงขั้นลงนามในสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันในปี 2567 ในระหว่างที่ปูตินไปเยือนเกาหลีเหนือ รายงานจากการสืบสวนเผยว่า ทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตประมาณ 2,300 นายในการรบร่วมกับรัสเซีย
ในขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวหาว่าส่งเครื่องกระสุนให้รัสเซียเพื่อแลกกับน้ำมัน และความช่วยเหลือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างความกังวลกับจันแบบเงียบ ๆ เพราะจีนมีสนธิสัญญาป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการกับเกาหลีเหนือเพียงประเทศเดียว จีนจึงไม่อยากให้รัสเซียก้าวขึ้นมามีอิทธิพลในเกาหลีเหนือ ซึ่งจะหมายความว่า จีนกำลังจะมีอำนาจต่อรองลดลง
อันกิต พันดา ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนิวเคลียร์จากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศเผยว่า สี จิ้นผิงต้องการจะพบปะกับคิม จองอึน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนในระหว่างที่ความสัมพันธ์ของเกาหลีเหนือ และรัสเซียแน่นขึ้น
ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีน และเกาหลีเหนือค่อนข้างเหินห่าง และเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองประเทศแทบไม่ได้จัดงานฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อเดือนตุลาคมปี 2567 และไม่มีการแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ระดับสูงตลอดทั้งปี นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตจีนก็ไม่ได้เข้าร่วมงานฉลองวันสถาปนารัฐของเกาหลีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาด้วย ซึ่งต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือ และรัสเซียที่สนิทกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จุดเริ่มต้นของความเย็นชา สืบเนื่องมาจากอดีต หลังจากที่คิม จองอึนขึ้นเป็นผู้นำเกาหลีเหนือต่อจากคิม จองอิล ผู้เป็นพ่อ เพราะในระหว่างที่คิม จองอิลปกครองประเทศ เขามักเดินทางเยือนจีนอยู่เป็นนิจ และพึ่งพาการสนับสนุนของจีน ในขณะที่เกาหลีเหนือภายใต้การนำของคิม จองอึน มักเร่งความก้าวหน้าของโครงการนิวเคลียร์ และหลังจากคิม จองอึนได้เป็นผู้นำ 6 ปีแรก เขาได้ทดสอบขีปนาวุธไปแล้วกว่า 90 ครั้ง รวมถึงระเบิดนิวเคลียร์อีก 4 ครั้ง ซึ่งมากกว่าในสมัยปู่ และพ่อของเขารวมกันเสียอีก ซึ่งสิ่งนี้สร้างความกังวลกับจีนเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ที่คิม จองอึน สั่งประหารชีวิตจาง ซองแต็ก (ลุงของคิม) ซึ่งจีนมองว่า จาง ซองแต็กเป็นบุคคลที่ช่วยสร้างเสถียรภาพ ซึ่งยิ่งสร้างความแตกแยกในความสัมพันธ์ระหว่างจีน และเกาหลีเหนือ
หลังจากนั้น สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนส่งสัญญาณความไม่พอใจด้วยการไปเยือนเกาหลีใต้ก่อนเกาหลีเหนือในปี 2557 ซึ่งทำให้เกาหลีเหนือประกาศว่า จีนเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก และเป็นศัตรูของเกาหลีเหนือ
จนกระทั่งในปี 2561 มาตราการคว่ำบาตรโครงการนิวเคลียร์ของเขาเริ่มส่งผลกระทบ คิม จองอึนจึงได้เริ่มเดินทางเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรก เขาได้ขึ้นรถไฟตรงไปยังประเทศจีน ซึ่งการประชุมครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เปราะบาง
จีนได้พยายามรีเซ็ตความสัมพันธ์อีกครั้ง โดยปลายปีที่แล้ว สี จิ้นผิง ได้เชิญ คิม จองอึนมาร่วมงานสวนสนามทางทหารที่ปักกิ่ง โดยให้ยืนเคียงข้างเขา และปูติน ซึ่งนับเป็นการประชุมสุดยอดอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 6 ปี ซึ่งสี จิ้นผิงได้กล่าวชมทั้งกับประเทศเกาหลีเหนือ และรัสเซียว่า ‘ทั้งสองประเทศนี้เป็นเพื่อนบ้านที่ดี เพื่อนที่ดี และสหายที่ดีซึ่งผูกพันด้วยชะตากรรมร่วมกัน’ และเรียกร้องให้มีการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
การเดินทางเยือนเกาหลีเหนือของสี จิ้นผิงในครั้งนี้ จึงเป็นการรักษามิตรภาพระหว่างกัน และมากไปกว่านั้นคือการหาอำนาจต่อรองระหว่างจีน และเกาหลีเหนือ หลังมีวคามสัมพันธ์ของรัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
สำหรับ คิม จองอึน เขาก็ไม่สามารถเมินจีนอย่างสิ้นเชิงได้เช่นเดียวกัน เพราะประเทศจีนเป็นแหล่งความช่วยเหลือที่ใหญ่ที่สุด โดยเมื่อปีที่แล้ว ยอดส่งออกของจีนไปยังเกาหลีเหนือพุ่งสูงถึง 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ คิม จองอึนยังรู้ดีว่า หากสงครามในยูเครนยุติลง ความจำเป็นที่รัสเซียต้องพึ่งพาเขาอาจจะลดลงตามไปด้วย เขาจึงต้องรักษาสายสัมพันธ์กับจีนเพื่อไม่ให้ตนเองต้องพึ่งพาพันธมิตรที่กำลังอ่อนแอลงเพียงฝ่ายเดียว