
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีสัญญาณผ่อนคลายลง หลังอิสราเอลและเลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 10 วัน โดยจะมีผลเริ่มต้นในวันที่ 16 เมษายน เวลา 17.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ
ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการเจรจาที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางสู่การเจรจาเพื่อสร้างข้อตกลงสันติภาพ และความมั่นคงถาวรระหว่างทั้งสองประเทศ หลังการปะทะที่ยกระดับความรุนแรงตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
1. เริ่มหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน เป็นเวลา 10 วัน
อิสราเอล และเลบานอนจะเริ่มดำเนินการยุติการสู้รบตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2026 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ตามเวลาของสหรัฐฯ เป็นระยะเวลาเบื้องต้น 10 วัน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่ดีของรัฐบาลอิสราเอล และเปิดทางให้เกิดการเจรจาอย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงด้านความมั่นคงและสันติภาพถาวรระหว่างทั้งสองประเทศ
2. ขยายเวลาได้ หากการเจรจาคืบหน้า
ช่วงเวลาหยุดยิงชั่วคราวนี้ สามารถขยายออกไปได้โดยความยินยอมร่วมกันของอิสราเอล และเลบานอนหากการเจรจามีความคืบหน้า และเลบานอนสามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้อธิปไตยเหนือดินแดนของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. อิสราเอลยังคงสิทธิ์ป้องกันตนเอง
อิสราเอลยังคงสงวนสิทธิ์ในการใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อป้องกันตนเองได้ตลอดเวลา หากมีการโจมตีที่อยู่ในขั้นวางแผน ใกล้จะเกิดขึ้น หรือกำลังดำเนินอยู่ โดยสิทธิดังกล่าวจะไม่ถูกจำกัดด้วยข้อตกลงหยุดยิง
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากกรณีป้องกันตนเอง อิสราเอลจะไม่ดำเนินปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกต่อเป้าหมายในเลบานอน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายพลเรือน ทางทหาร หรือหน่วยงานของรัฐ ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล
4. เลบานอนต้องสกัดการโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธ
นับตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2026 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป รัฐบาลเลบานอนจะดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง โดยได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และกลุ่มติดอาวุธนอกภาครัฐอื่นๆ ในดินแดนเลบานอนก่อเหตุโจมตี ปฏิบัติการ หรือกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเป้าหมายของอิสราเอล
5. กองกำลังความมั่นคงเลบานอนมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว
ทุกฝ่ายยอมรับว่า กองกำลังความมั่นคงของเลบานอนเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ในการปกป้องอธิปไตยและการป้องกันประเทศของเลบานอน โดยไม่มีประเทศหรือกลุ่มใดสามารถอ้างตนเป็นผู้ค้ำประกันอธิปไตยของเลบานอนได้
6. ขอให้สหรัฐฯ เป็นตัวกลางเจรจา
อิสราเอล และเลบานอนได้ร้องขอให้สหรัฐฯ เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจาโดยตรงระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ทั้งหมด รวมถึงการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่ข้อตกลงที่ครอบคลุม ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคง เสถียรภาพ และสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ
สหภาพยุโรป (EU) แสดงความยินดี ชี้เป็นโอกาสยุติการสู้รบ
อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ออกมาแสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 10 วันระหว่างอิสราเอลและเลบานอน พร้อมระบุว่าเป็น “พัฒนาการที่น่ายินดีอย่างยิ่ง” หลังความขัดแย้งได้คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อพลเรือนอย่างหนัก
เธอย้ำว่าสหภาพยุโรปยังคงสนับสนุนอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของเลบานอนอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนเลบานอนต่อไป
ขณะเดียวกัน กายา กัลลัส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการยุติการสู้รบและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด และใช้ช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาเพื่อสันติภาพระยะยาว
สหประชาชาติ (UN) หนุนเต็มที่ จับตา 10 วันชี้ชะตาสงคราม
ด้านสหประชาชาติก็ออกมาแสดงการสนับสนุนเช่นกัน โดยนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า ยินดีต่อทุกความพยายามที่มุ่งยุติการสู้รบ และลดความทุกข์ทรมานของประชาชนทั้งสองฝั่งตามแนวเส้นแบ่งเขตบลูไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนระหว่างเลบานอนและอิสราเอล
โฆษกสหประชาชาติ สเตฟาน ดูจาร์ริก กล่าวว่า สหประชาชาติพร้อมสนับสนุนทุกความพยายามทางการทูตที่นำไปสู่การยุติความรุนแรง พร้อมย้ำให้ทุกฝ่ายเดินหน้าปฏิบัติตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1701 ซึ่งถูกมองว่าเป็นกรอบสำคัญสู่การหยุดยิงถาวร และการแก้ไขความขัดแย้งในระยะยาว
นอกจากนี้ สหประชาชาติยังแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในเลบานอนที่ยังคงวิกฤต โดยระบุว่า พลเรือนยังคงเป็นผู้ได้รับผลกระทบหลักจากการสู้รบครั้งนี้ ทั้งในแง่ของผู้เสียชีวิต ผู้อพยพ และการเข้าถึงความช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน
ท่าทีจากทั้งสหภาพยุโรป และสหประชาชาติสะท้อนว่า ช่วงเวลา 10 วันนับจากนี้จะเป็นจุดชี้ชะตาสำคัญว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล และเลบานอนจะก้าวสู่สันติภาพถาวร หรือกลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง