
นาทีวิสามัญดุเดือด ปิดเมืองล่าหัวหน้ามาเฟีย
เสียงปืนและระเบิดที่ดังกึกก้องในเมืองตาปัลปา รัฐฮาลิสโก ไม่ใช่เพียงแค่การปะทะกันตามแนวชายแดนทั่วไป แต่คือฉากสุดท้ายของปฏิบัติการไล่ล่าระดับโลกเพื่อปิดฉาก เนเมซิโอ “เอล เมนโช” โอเซเกรา เซร์บันเตส ราชายาเสพติดผู้ทรงอิทธิพลที่สุดที่ทางการเม็กซิโกและสหรัฐฯ ต่างต้องการตัวมากที่สุดในรอบทศวรรษ
ทันทีที่ปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ เริ่มขึ้น ทั่วทั้งรัฐฮาลิสโกก็ตกอยู่ในสภาวะ “รหัสแดง” เมื่อกลุ่มคาร์เทลรุ่นใหม่แห่งฮาลิสโก หริอ CJNG ไม่ยอมจำนนและพยายามตอบโต้อย่างบ้าคลั่งด้วยการจุดไฟเผารถยนต์ เพื่อปิดล้อมถนนกว่า 250 จุด และโจมตีธนาคารหลายสิบแห่งงท่องเที่ยวที่เคยคึกคัก กลายเป็นเขตสงคราม ในชั่วพริบตา สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนเป็นอย่างมาก
ความสำคัญของ "เอล เมนโช" นั้น สะท้อนได้จากเม็ดเงินรางวัลนำจับมหาศาลถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 500 ล้านบาท ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมทุ่มทุนเพื่อแลกกับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมตัวเขา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในค่าหัวที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การปราบปรามยาเสพติด
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ระบุว่า เอล เมนโช เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติในระดับสูงสุด เนื่องจากเขาคือ ผู้บงการอยู่เบื้องหลังเครือข่ายค้ายาเสพติดที่ไร้ความปรานี และเป็นเป้าหมายเบอร์หนึ่งที่รัฐบาลเม็กซิโกต้องเร่งกำจัด เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะแก๊งค้ายาดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตและส่งออก "เฟนทานิล" และยาเสพติดสังเคราะห์รายใหญ่ที่สุดที่ทะลักเข้าสู่แผ่นดินอเมริกา
แต่ก่อนที่จะได้ฉายาราชายาเสพติด เขาเป็น ‘ตำรวจ’ มาก่อน จากการเป็นผู้พิทักษ์สันติราช กลายมาบริหาร 'เครื่องจักรผลิตเงิน' หมื่นล้านดอลลาร์ผ่าน 40 ประเทศทั่วโลกได้อย่างไร? ทำไมคาร์เทลของเขาถึงถูกขนานนามว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมที่ 'รวยที่สุดในประวัติศาสตร์เม็กซิโก'?
เนเมซิโอ “เอล เมนโช” โอเซเกรา เซร์บันเตส คือราชายาเสพติดผู้เป็นที่หวาดเกรง และเป็นผู้นำของกลุ่มคาร์เทลรุ่นใหม่แห่งฮาลิสโก (Jalisco New Generation Cartel หรือ CJNG) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรงมากที่สุดในเม็กซิโก เป็นเวลาหลายปีที่เขาติดอันดับหนึ่งในผู้ร้ายหลบหนีคดีที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดในประเทศ และสหรัฐอเมริกาเคยเสนอเงินรางวัลสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เขาเกิดเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1966 ในรัฐมิโชอากัง ประเทศเม็กซิโก ต่อมาโอเซเกราได้ย้ายไปยังสหรัฐอเมริกา และในปี 1994 เขาถูกตัดสินความผิดในรัฐแคลิฟอร์เนีย ข้อหาสมคบคิดเพื่อจำหน่ายเฮโรอีน หลังจากรับโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี เขาถูกส่งตัวกลับเม็กซิโกและได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐฮาลิสโก แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กลับไปพัวพันกับกิจกรรมทางอาญาอีกครั้ง
เขาได้สร้างกลุ่ม CJNG ขึ้นมาพร้อมกับพี่เขยของเขาคือ อะบิเกล กอนซาเลซ บาเลนเซีย ผู้นำกลุ่ม ลอส คูอินิส ซึ่งเป็นคาร์เทลแบบเครือญาติในรัฐมิโชอากัง สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) ระบุว่า กลุ่มลอส คูอินิส ทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนด้านการเงินและโลจิสติกส์ให้กับ CJNG และดูแล "เครือข่ายการฟอกเงินที่หลากหลาย" ขององค์กร
เบื้องหลังภาพลักษณ์ของเจ้าพ่อจอมโหด คือผู้บริหารอาณาจักรอาชญากรรมที่ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่ “รวยที่สุดในโลก” สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) เคยประเมินว่า "เอล เมนโช" อาจมีความมั่งคั่งส่วนตัวสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ทรัพย์สินโดยรวมของกลุ่ม CJNG นั้น รัฐบาลเม็กซิโกคาดการณ์ว่าอาจมีมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลพอจะสั่นคลอนเศรษฐกิจของหลายประเทศได้
CJNG เป็นเจ้าของโรงงานผลิตยาไอซ์ (Methamphetamine) กว่า 100 แห่งทั่วเม็กซิโก และเป็นผู้ควบคุมเส้นทางลำเลียง "เฟนทานิล" รายใหญ่ ซึ่งสร้างกำไรมหาศาลกว่ายาเสพติดชนิดอื่นหลายเท่าตัว ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรนี้ไม่ได้มาจากการค้ายาเสพติดแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจที่หลากหลาย
การฟอกเงินผ่านธุรกิจถูกกฎหมายผ่านเครือข่ายของกลุ่ม "Los Cuinis" เอล เมนโช ได้แทรกซึมเงินสกปรกเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติ ตั้งแต่โรงแรมหรูระดับห้าดาวในย่านตากอากาศ ห้างสรรพสินค้า บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงร้านซูชิและธุรกิจส่งออกเกษตรกรรม
นอกจากนี้ เขาขยายอิทธิพลเข้าสู่การข่มขู่กรรโชกทรัพย์จากไร่อะโวคาโดในรัฐมิโชอากัง และการขโมยน้ำมันจากท่อส่งของรัฐ ซึ่งสร้างรายได้เสริมให้คาร์เทลปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แม้ตัวของเอล เมนโช จะถูกวิสามัญไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้คือโครงสร้างการเงินที่สลับซับซ้อนและไร้พรมแดน เครือข่ายของเขามีปรากฏอยู่ในกว่า 40 ประเทศ และมีรายงานว่า ลูกชายของเขา "เอล เมนชิโต" (ซึ่งถูกจำคุกในสหรัฐฯ ขณะนี้) ถูกศาลสั่งริบทรัพย์ที่มาจากการค้ายาเป็นมูลค่าสูงถึง 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การสูญเสียผู้นำสูงสุดในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปิดฉากอาชญากรคนสำคัญ แต่คือการเปิดศึกแย่งชิง "มรดกเลือด" มหาศาลที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก ซึ่งนักวิเคราะห์ความมั่นคงหวั่นเกรงว่า ขุมทรัพย์เหล่านี้เองที่จะกลายเป็นเชื้อไฟให้เกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหม่ระหว่างสมุนที่เหลืออยู่ เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของอาณาจักรหมื่นล้านคนต่อไป
ประธานาธิบดี คลาวเดีย เชนบอม แห่งเม็กซิโก ได้ออกมากล่าวชื่นชมการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมปิดภารกิจสังหาร "เอล เมนโช" โดยระบุว่า นี่คือความสำเร็จจาก "การประสานงานอย่างเต็มรูปแบบ" ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น พร้อมย้ำจุดยืนว่า “พวกเราทำงานทุกวันเพื่อสันติภาพ ความมั่นคง ความยุติธรรม และความเป็นอยู่ที่ดีของเม็กซิโก”
อย่างไรก็ตาม ภายใต้คำชื่นชมนั้นกลับแฝงไปด้วยความกังวล ที่ผ่านมาเชนบอมเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ "เด็ดหัว" เนื่องจากมองว่า การสังหารผู้นำสูงสุดอาจกลายเป็นการ "ทุบรังแตน" ที่ทำให้องค์กรอาชญากรรมแตกกระจายออกเป็นฝักฝ่าย และนำไปสู่การแย่งชิงอำนาจที่รุนแรงกว่าเดิม ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน เธอแทบจะไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อแรงกดดันจากเพื่อนบ้านมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ มาถึงจุดเดือด
การวิสามัญดุเดือดในครั้งนี้ถูกมองว่า เป็นการส่ง "ผลงานชิ้นเอก" ให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่เขาแสดงท่าทีแข็งกร้าวและข่มขู่อย่างต่อเนื่องว่า หากเม็กซิโกไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในการยับยั้งการค้ายาเสพติด สหรัฐฯ อาจพิจารณามาตรการตอบโต้ขั้นรุนแรง
การตายของ "เอล เมนโช" จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปราบปรามอาชญากรรม แต่เป็นหมากกระดานสำคัญบนเวทีการเมืองระดับโลกที่เดิมพันด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐฯ ในยุคที่เฟนทานิลกลายเป็นประเด็นชี้เป็นชี้ตายของความมั่นคงทั้งสองประเทศ