
บรรยากาศการทูตที่เจนีวากำลังร้อนระอุ เมื่อโต๊ะเจรจาสันติภาพระหว่าง "สหรัฐฯ-อิหร่าน" รอบล่าสุดจบลงด้วยความย้อนแย้งที่น่าจับตา ในขณะที่นักการทูตเริ่มประกาศความคืบหน้าเรื่อง "หลักการชี้นำ" (Guiding Principles) แต่บนสมรภูมิฉากหลังกลับมีการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและคำประกาศกร้าวจากผู้นำสูงสุดอิหร่านที่พร้อมโจมตีกลับมหาอำนาจ หากสหรัฐฯ ยังไม่หยุดบีบคั้นด้วยเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินไป
หัวใจสำคัญของการเจรจาครั้งนี้ติดอยู่ที่ "เส้นตาย" ที่ไม่มีใครยอมใคร สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนกรานให้อิหร่านลดการเสริมสมรรถภาพยูเรเนียมเป็นศูนย์และยุติบทบาทกองกำลังตัวแทนทั้งหมด ท่ามกลางมาตรการ "Maximum Pressure" ที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม แต่อิหร่านเองก็ไม่ได้มามือเปล่า พวกเขาแก้เกมด้วย "ดีลธุรกิจ" ที่ยากจะปฏิเสธ ทั้งการเปิดตลาดพลังงานและข้อเสนอซื้อเครื่องบินลำใหม่ หวังใช้ความเป็นนักธุรกิจของทรัมป์เป็นใบเบิกทางสู่การยกเลิกคว่ำบาตร
บทสรุปที่เจนีวาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนิวเคลียร์ แต่คือเกมเดิมพันภูมิรัฐศาสตร์โลกที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าตะวันออกกลางไปตลอดกาล อะไรคือสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายยอมถอยคนละก้าว และปมปัญหาไหนที่ยังเป็น "ชนวนระเบิด" ซึ่งพร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ?
Spotlight ชวนเจาะลึกรายละเอียดข้อตกลงที่ทำได้และจุดแตกหักที่ยังไม่มีคำตอบ อ่านต่อใน Comment
แม้บรรยากาศภายนอกจะดูตึงเครียด แต่ภายในห้องเจรจาที่เจนีวาตลอด 3 ชั่วโมงเศษที่ผ่านมา กลับมีสัญญาณบวกที่น่าสนใจเกิดขึ้นอย่างน้อย 4 ประเด็นหลัก ซึ่งถูกนิยามว่าเป็น "แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์" ของความสัมพันธ์อันร้าวฉานนี้
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ 1. ฉันทามติ "หลักการชี้นำ" ซึ่งจะเป็นกรอบการทำงานเบื้องต้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้พิมพ์เขียวนี้เป็นฐานในการร่างเอกสารข้อตกลงฉบับจริง ซึ่งเปรียบเสมือนการยอมรับ "กฎกติกา" เดียวกัน ก่อนที่จะลงรายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้นในลำดับถัดไป ในรายละเอียดระบุถึงกำหนดการที่อิหร่านต้องเริ่มลดกิจกรรมเกี่ยวกับนิวเคลียร์ และสหรัฐฯ จะผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรลงมา
2. อิหร่านแสดงท่าทีอ่อนลงด้วยการยินยอมให้ ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการ IAEA เข้าไปตรวจสอบรายละเอียดทางเทคนิคในพื้นที่โรงงานนิวเคลียร์ที่เคยถูกโจมตีทางอากาศเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อยืนยันว่า ไม่มีการซุกซ่อนกิจกรรมที่เกินขอบเขตสันติภาพ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้ในการวัดความจริงใจ
3. แผนการ "เจือจาง" ยูเรเนียม มีรายงานว่าทีมเจรจาอิหร่านเสนอแนวคิดที่จะลดความเข้มข้นยูเรเนียมเสริมสมรรถภาพสูงที่สะสมไว้ เพื่อลดระดับความเสี่ยงที่จะถูกนำไปพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ ข้อเสนอนี้ถือเป็นแต้มต่อที่อิหร่านหวังใช้แลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนในระยะสั้น
4. ดีลธุรกิจสไตล์ "Donald Trump" โดยอิหร่านแก้เกมอย่างชาญฉลาดด้วยการยื่นข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่เน้น "ผลผลิตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว" ทั้งความเป็นไปได้ในการซื้อฝูงบินใหม่จากสหรัฐฯ และความร่วมมือในแหล่งพลังงาน ก๊าซ และแร่ธาตุ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเป้าไปที่บุคลิกนักธุรกิจของทรัมป์โดยเฉพาะ เพื่อชี้ให้เห็นว่า "สันติภาพ" ให้ผลกำไรมากกว่า "สงคราม"
กำแพงที่สูงที่สุดในการเจรจาครั้งนี้คือเงื่อนไข "การเสริมสมรรถภาพยูเรเนียมที่ระดับศูนย์" ซึ่งเป็นเส้นตายที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศชัดว่าห้ามอิหร่านผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในประเทศโดยเด็ดขาด แต่อิหร่านกลับถือว่าสิทธินี้เป็นอธิปไตยทางเทคโนโลยีและยอมถอยสูงสุดเพียงแค่การ "ระงับชั่วคราว" เเท่านั้น โดยอ้างเหตุผลด้านพลังงานสะอาดและการแพทย์
อีกหนึ่งปมร้อนคือ "ขอบเขตของข้อตกลง" ที่สหรัฐฯ พยายามลากเส้นให้ครอบคลุมมากกว่าเรื่องนิวเคลียร์ โดยวอชิงตันต้องการพ่วงเรื่องการจำกัดขีปนาวุธนำวิถีและการยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค แต่อิหร่านปฏิเสธเสียงแข็งและยืนกรานจะคุยเฉพาะกรอบนิวเคลียร์เท่านั้น โดยให้เหตุผลว่าระบบอาวุธและความสัมพันธ์ในภูมิภาคเป็นเรื่องความมั่นคงภายในที่ไม่สามารถนำมาวางบนโต๊ะเจรจาเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้
ในด้านมาตรการคว่ำบาตร ทั้งสองฝ่ายยังติดหล่มอยู่ที่ "ลำดับก่อนหลังและขอบเขตการยกเลิก" ฝั่งอิหร่านต้องการให้มีการยกเลิกคว่ำบาตรแบบเบ็ดเสร็จทันที เพื่อกู้คืนค่าเงินเรียลที่ดิ่งเหวและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่สหรัฐฯ ยังคงยึดถือกลยุทธ์ "Maximum Pressure" โดยเสนอเพียงการผ่อนปรนแบบค่อยเป็นค่อยไปตามพฤติกรรมของอิหร่านว่าจะยอมอ่อนข้อแค่ไหน
แม้ทางการอิหร่านจะยอมอ่อนเข้าโต๊ะเจรจา และถึงขั้นมีข้อตกลงร่วมกันในกระดาษ แต่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านวัย 86 ปี ยังคงแสดงความกังขาต่อความจริงใจของสหรัฐฯ โดยตอกกลับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า ความพยายามล้มล้างรัฐบาลอิหร่านที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 1979 จะไม่มีวันสำเร็จ พร้อมใช้วาทกรรมทางศาสนาเปรียบเทียบผู้นำสหรัฐฯ ในปัจจุบันว่าเป็นผู้ทุจริตที่ไม่คู่ควรต่อการผูกมิตร
คาเมเนอียืนกรานปฏิเสธข้อเรียกร้องที่ให้ลดการเสริมสมรรถภาพยูเรเนียมเหลือศูนย์ โดยระบุว่า เป็นข้อเสนอที่ "โง่เขลา" และเป็นการเจรจาที่มุ่งเป้าทำลายพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ ซึ่งคำประกาศกร้าวนี้เกิดขึ้นสวนทางกับบรรยากาศการทูตที่เจนีวาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ในทางกลับกัน นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กลับมองว่า การหารือทางอ้อมที่เจนีวามี "บรรยากาศสร้างสรรค์" และเริ่มเห็นพ้องใน "หลักการชี้นำ" เพื่อร่างเป็นเอกสารข้อตกลงจริง โดยเน้นเป้าหมายหลักไปที่การปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงของสหรัฐฯ เพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังวิกฤต
การเจรจารอบนี้มีความพิเศษที่ตัวแทนฝั่งสหรัฐฯ นำโดย สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ซึ่งเข้าพบคนกลางอย่างโอมานและผู้อำนวยการ IAEA โดยมีภารกิจสำคัญคือการหาจุดลงตัวเรื่องการตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ที่เสียหายจากการปะทะครั้งใหญ่เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา
การเจรจาที่เจนีวาครั้งนี้ สะท้อนความคืบหน้าในระดับหลักการและประเด็นเทคนิคบางประการที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มขยับเข้าหากัน แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ในเรื่องระดับการเสริมสมรรถภาพยูเรเนียมและเงื่อนไขการยกเลิกคว่ำบาตรที่ยังตกลงกันไม่ได้ ท่ามกลางบรรยากาศการเผชิญหน้าที่สวนทางกันระหว่างท่าทีทางการทูตกับวาทกรรมที่แข็งกร้าวของผู้นำสูงสุดอิหร่านและการเคลื่อนไหวทางทหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ทำให้สถานการณ์สันติภาพในครั้งนี้ยังคงไม่มีความแน่นอนสูง