
ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเกือบ 127 ล้านคนกำลังจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในบังกลาเทศ ซึ่งเป็นการทดสอบครั้งสำคัญของการกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศแห่งนี้ หลังการลุกฮือของนักศึกษาได้โค่นล้มอดีตผู้นำเผด็จการ เชค ฮาสินา ที่ครองบังกลาเทศมาอย่างยาวนานได้สำเร็จ
ภาพของผู้นำที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานอย่าง เชค ฮาสินา ที่ต้องหลบหนีด้วยเฮลิคอปเตอร์ ในขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้ายึดบ้านพักของเธอในช่วงฤดูร้อนปี 2024 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับขบวนการเคลื่อนไหวที่นำโดยเยาวชนเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชันและการเล่นพรรคเล่นพวก จนช่วยโค่นล้มรัฐบาลในประเทศเนปาลและมาดากัสการ์ตามมา
หลายคนคาดว่าประชาธิปไตยในบังกลาเทศกำลังเต็มไปด้วยความเบ่งบานและหอมหวาน แต่หากกลับมาเจาะลึกการเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าตัวแทนจากประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนและยอมเสี่ยงชีวิตบนบังเกอร์ อาจไม่สามารถคว้าชัยได้สำเร็จในการเลือกตั้ง แถมผู้สมัครสองรายที่มีโอกาสคว้าชัยมากที่สุด กลับเกี่ยวข้องกับอำนาจเก่าอย่างชัดเจน
จุดเริ่มต้นของการล่มสลายของฮาสินาเริ่มจากการประท้วงของนักศึกษาในเรื่องโควตาการรับเข้าทำงานในระบบราชการ รัฐบาลของเธอตอบโต้ด้วยการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมและนองเลือด ซึ่งกลับกลายเป็นการกระตุ้นให้ขบวนการเคลื่อนไหวแข็งแกร่งขึ้นและดึงดูดผู้คนให้ออกมาบนท้องถนนมากขึ้น
การประท้วงแพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว และเมื่อกองทัพประกาศว่าจะไม่ยิงใส่ผู้ประท้วง ก็เป็นอันชัดเจนว่าอำนาจของฮาสินาได้จบลงแล้ว
ในเดือนสิงหาคม 2024 นักศึกษาได้บุกเข้าไปในบ้านพักประจำตำแหน่งของเธอ ทุบทำลายกำแพงและหยิบฉวยสิ่งของภายในบ้าน บังคับให้เธอต้องหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียเพื่อลี้ภัย
เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลในกรุงธากาได้ตัดสินประหารชีวิตฮาสินาโดยที่เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในศาล จากบทบาทของเธอในเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,400 ราย
ปัจจุบัน ฮาสินากลายเป็นหมากในเกมการเผชิญหน้าที่ตึงเครียดระหว่างสองประเทศ เนื่องจากบังกลาเทศเรียกร้องให้ส่งตัวเธอในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อมารับโทษทางอาญาที่เธอยืนกรานว่าไม่ได้กระทำ ขณะที่พรรคสันนิบาตอวามี ของเธอก็ถูกสั่งห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
การลงคะแนนเสียงครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันโดยตรงระหว่างพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) และ กลุ่มพันธมิตร 11 พรรคที่นำโดยพรรคจามาต-เอ-อิสลามี ซึ่งรวมถึงพรรคพลเมืองแห่งชาติ (NCP) ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวเยาวชนที่มีบทบาทสำคัญในการขับไล่ฮาสินาออกจากตำแหน่ง
แต่ผู้สมัครที่สื่อต่างประเทศมองว่า มีโอกาสคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ กลับไม่ใช่คนรุ่นใหม่ หรือคนที่มีภาพลักษณ์ใสสะอาด เนื่องจากตัวเต็งรายแรกคือ ทายาทวัย 60 ปีจากตระกูลการเมืองที่ผูกขาดการเมืองบังกลาเทศมานานหลายทศวรรษ ส่วนอีกรายคือผู้นำกลุ่มอิสลามิสต์วัย 67 ปี ซึ่งพรรคของเขาไม่มีการส่งผู้สมัครที่เป็นผู้หญิงเลยในการเลือกตั้งปี 2026
ตารีก เราะห์มาน คือบุตรชายของ เซียอูร เราะห์มาน อดีตประธานาธิบดีและผู้ก่อตั้งพรรค BNP และ คาเลดา เซีย อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคู่ปรับตลอดกาลของฮาสินา ตารีกใช้เวลาลี้ภัยอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นานถึง 17 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงคดีความหลายคดีที่เขาอ้างว่า เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองจากรัฐบาลชุดเก่า รวมถึงคดีที่เขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาพัวพันกับการโจมตีด้วยระเบิดเมื่อปี 2004
ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลฮาสินา เขากลับสู่บังกลาเทศอย่างสมเกียรติและกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของสมาชิกพรรค BNP ทั่วประเทศ ทั้งนี้ พรรค BNP มีโครงสร้างพรรคที่แข็งแกร่งและกว้างขวางทั่วประเทศ การที่ฮาสินาถูกโค่นล้ม ทำให้ฐานเสียงเดิมของเธอส่วนหนึ่งและผู้ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดหันมาหาพรรคการเมืองที่ใหญ่และมั่นคงที่สุดที่ยังเหลืออยู่ และในฐานะทายาทตระกูลนักการเมืองที่มั่งคั่งและทรงอิทธิพล เขาจึงมีทรัพยากรมากพอที่จะทำแคมเปญเลือกตั้งได้ในระดับประเทศ
ในขณะเดียวกัน พรรคพลเมืองแห่งชาติ (NCP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักศึกษาหลังการลุกฮือ กลับต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อแทรกตัวเข้าไปในแวดวงการเมืองที่แตกแยกและมักมีความรุนแรงของบังกลาเทศ โดยเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2025 พรรค NCP ได้ทำให้หลายคนตกตะลึง หลังประกาศร่วมพันธมิตรกับพรรคจามาต-เอ-อิสลามี
พรรคจามาต-เอ-อิสลามี มีเป้าหมายในการสร้างสังคมตามหลักการอิสลาม ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องสิทธิสตรีการประกาศจับมือกันในครั้งนี้ ทำให้พรรคได้รับความชอบธรรมจากการปฏิวัติปี 2024 แม้ว่าอุดมการณ์จะดูย้อนแย้งกับประชาธิปไตยแบบคนรุ่นใหม่ก็ตาม จุดเด่นของพรรคคือ เครือข่ายโรงเรียน โรงพยาบาล และการกุศลที่เข้าถึงใจคนยากจนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง
ส่งผลให้ผู้สมัครตัวเต็งอีกคนในเกมเลือกตั้งนี้ คือ ดร. ชาฟิกูร์ เราะห์มาน ผู้นำพรรคอิสลามดังกล่าว เขาเป็นนายแพทย์และนักการเมืองที่ไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคอิสลามิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ ภายใต้รัฐบาลฮาสินา พรรคของเขาถูกถอนทะเบียนทางการเมือง ผู้นำพรรคหลายคนถูกประหารชีวิตในข้อหาอาชญากรสงคราม และตัวเขาเองก็ถูกจำคุกบ่อยครั้ง
แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะถูกจารึกว่าเป็นชัยชนะของคนรุ่นใหม่ที่สามารถโค่นล้มอำนาจเผด็จการลงได้ แต่ลึกลงไปในใจของเหล่านักเคลื่อนไหวและประชาชนที่เคยออกมาเสี่ยงชีวิตบนท้องถนน กลับมีความรู้สึก "แอบสิ้นหวัง" และตั้งคำถามว่า นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาฝันไว้จริง ๆ หรือไม่?
ซัดมัน มุจทาบา ราฟิด อดีตผู้ประท้วงที่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการลุกฮือ ได้สะท้อนความรู้สึกอัดอั้นใจว่า "พวกเราเคยฝันถึงประเทศที่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพศใด เผ่าพันธุ์ไหน หรือนับถือศาสนาอะไร จะได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง เราคาดหวังถึงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ก้าวหน้า แต่สิ่งที่เห็นในตอนนี้มันช่างห่างไกลจากภาพที่เราเคยฝันไว้เหลือเกิน"
สำหรับนักเคลื่อนไหวอย่าง นาซิฟา จันนัต เธอมองว่าการที่พรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่อย่าง NCP ต้องไปจับมือกับกลุ่มเคร่งศาสนาที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเลยนั้น เปรียบเสมือนการหักหลังอุดมการณ์ของการปฏิวัติ เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายและน่าอัปยศสำหรับพวกเรามาก เราสูญเสียเพื่อนพ้องไปมากมายเพื่อสิ่งนี้ แต่สุดท้ายเรากลับได้ขั้วอำนาจเก่าที่ยังมีทัศนคติแบบเดิม ๆ กลับมาครอบงำ"
ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มกังวลว่า บังกลาเทศกำลังจะกลับไปสู่วงจรเดิม คือการสลับกันครองอำนาจของตระกูลการเมืองและกลุ่มอิทธิพลที่ใช้ความรุนแรง แม้รัฐบาลรักษาการของมูฮัมหมัด ยูนุส จะพยายามประคับประคองสถานการณ์ แต่ความไม่สงบและการปะทะกันที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนเลือกตั้ง ยิ่งตอกย้ำว่า "อำนาจเก่า" ยังคงไม่ยอมปล่อยมือจากการเมืองที่ใช้กำลังเป็นที่ตั้ง
แม้จะมีความสิ้นหวังปนอยู่ แต่ในสายตาของ เมอร์ซา ชาคิล เขายังคงพยายามมองโลกในแง่ดีว่า อย่างน้อยที่สุดการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือผลลัพธ์ของพลัง Gen Z "เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำอะไรได้บ้าง แม้ผู้สมัครจะไม่ใช่คนที่เราหวังไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การได้ออกไปใช้สิทธิในวันที่ประเทศไม่มีเผด็จการ ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอยู่ดี"