
หากคนกรุงเทพฯ อยากนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ ระยะทางจะอยู่ที่ประมาณ 661 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันรถไฟที่เร็วที่สุดยังต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 10-13 ชั่วโมง แต่ในขณะนี้ ญี่ปุ่นกำลังพัฒนาโปรเจกต์รถไฟระบบแม็กเลฟรุ่น L0 Series ที่เตรียมขึ้นแท่นรถไฟที่เร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็วสูงสุดถึง 603.5 กม./ชม. ซึ่งหากเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้จริง เส้นทางกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ จะถูกย่อเวลาให้เหลือเพียงประมาณ 2 - 3 ชั่วโมงเท่านั้น พลิกโฉมการเดินทางข้ามจังหวัดให้รวดเร็วไม่ต่างจากการนั่งรถไฟฟ้าไปปากซอย
รถไฟแห่งอนาคตขบวนนี้ ใช้เทคโนโลยี Magnetic Levitation หรือ Maglev ซึ่งใช้การลอยตัวด้วยพลังแม่เหล็กที่ทำให้ตัวรถเหาะอยู่เหนือรางเพื่อลดแรงเสียดทาน โดยเป็นโครงการยักษ์ที่พัฒนาและทดสอบโดยบริษัทรถไฟญี่ปุ่นตอนกลาง หรือ JR Central เพื่อนำมาใช้ในเส้นทาง Chuo Shinkansen ซึ่งเป็นสายใหม่ล่าสุดที่กำลังก่อสร้างอยู่จริงในประเทศญี่ปุ่น
โปรเจกต์ยักษ์จะเชื่อมต่อ 3 เมืองหลักอย่าง โตเกียว นาโกย่า และโอซาก้า เข้าด้วยกัน โดยเส้นทางส่วนใหญ่ต้องขุดเจาะอุโมงค์ลึกเป็นพิเศษเพื่อให้รองรับความเร็วในระดับมหาศาลได้อย่างมั่นคง
ในปัจจุบัน การเดินทางด้วยรถไฟระหว่างโตเกียวและนาโกย่าใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ถึงมากกว่า 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับประเภทการบริการที่เลือก แต่ด้วยการนำรถไฟรุ่น L0 Series มาใช้ เวลาส่วนนี้จะลดลงเหลือเพียงประมาณ 40 นาที ในการครอบคลุมระยะทางประมาณ 286 กิโลเมตร
ทั้งนี้ การขยายเส้นทางไปจนถึงโอซาก้าจะเปลี่ยนโฉมสามเมืองหลักของญี่ปุ่นให้กลายเป็นภูมิภาคเมืองที่เชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้เวลาเดินทางที่เทียบเท่ากับการเดินทางด้วยเครื่องบินระยะสั้น
เส้นทางนี้จะแล้วเสร็จเมื่อไร และใช้งบประมาณมหาศาลขนาดไหน >>> อ่านต่อใน Comment
ความทะเยอทะยานระดับโลกนี้ต้องแลกมาด้วยงบประมาณมหาศาล โดยมูลค่าโครงการเฉพาะช่วงโตเกียวถึงนาโกย่าได้พุ่งสูงขึ้นไปถึง 11 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากงบเดิมกว่า 50% เนื่องจากการก่อสร้างเส้นทางนี้มีความท้าทายสูงมาก
เส้นทางที่สร้างกว่า 90% จำเป็นต้องเจาะอุโมงค์ลึกผ่านเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นและพื้นที่เขตเมือง ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับแผ่นดินไหวและการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติระหว่างการขุดเจาะ
เทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น (Japanese Alps) คือกลุ่มเทือกเขาสูงตระหง่านที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ชื่อนี้เพราะมีทัศนียภาพที่สวยงาม ยอดเขามีหิมะปกคลุม และมีความสูงชันคล้ายกับเทือกเขาแอลป์ในยุโรป โดยผู้ที่เริ่มเรียกชื่อนี้คือวิศวกรชาวอังกฤษในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 บ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักตามตำแหน่ง ได้แก่ เทือกเขาฮิดะ เทือกเขาคิโซะ และเทือกเขาอากาอิชิ
สำหรับกำหนดการเปิดให้บริการ เดิมทีญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะเริ่มวิ่งเฟสแรกในปี 2027 แต่ล่าสุดได้มีการเลื่อนแผนออกไปอย่างน้อย 8 ปี โดยคาดการณ์ว่าวันเปิดใช้งานจริงที่ดูเป็นไปได้ที่สุดจะอยู่ในช่วงปี 2034 ถึง 2035 เนื่องจากปัญหาการเจรจาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมในจังหวัดชิซูโอกะที่กินเวลานาน และเมื่อเส้นทางขยายไปถึงโอซาก้าได้สำเร็จในช่วงหลังปี 2037 มันจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่จะกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของโลกที่พิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถเดินทางบนดินได้เร็วเกือบครึ่งของความเร็วเสียงเลยทีเดียว
แม้แนวคิดเรื่องการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงจะดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่การนำเทคโนโลยี L0 Series มาใช้ในประเทศไทยนั้นมีความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าที่เห็นมาก ประเด็นแรกคือ "โครงสร้างพื้นฐาน" เพราะรถไฟแม็กเลฟไม่สามารถวิ่งบนรางรถไฟเดิมหรือแม้แต่รางรถไฟความเร็วสูงแบบปกติได้ เราต้องสร้างทางวิ่งเฉพาะใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้การเวนคืนที่ดินมหาศาลและการขุดเจาะอุโมงค์ที่ใช้งบประมาณสูงกว่าการสร้างทางรถไฟปกติหลายเท่าตัว
ประเด็นต่อมาคือ "ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ" เมื่อเทียบกับพฤติกรรมการเดินทางของคนไทย แม้เราจะต้องการความเร็ว แต่ตลาดส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับ "ราคาตั๋ว" และ "ความสะดวกในการเข้าถึง" การลงทุนด้วยงบประมาณระดับล้านล้านบาทอาจทำให้ค่าตั๋วสูงจนใกล้เคียงหรือแพงกว่าตั๋วเครื่องบิน ซึ่งอาจส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารไม่มากพอที่จะคุ้มทุนในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ ระบบแม็กเลฟยังกินไฟมหาศาลและต้องการการบำรุงรักษาขั้นสูง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับโครงสร้างราคาพลังงานและขีดความสามารถด้านงานซ่อมบำรุงในปัจจุบัน ทำให้โปรเจกต์นี้ในไทยอาจยังเป็นได้เพียง "ความฝันทางเทคโนโลยี" มากกว่าแผนงานที่เกิดขึ้นได้จริงในเร็ววัน
ในขณะเดียวกัน จีนก็กำลังเร่งพัฒนาพัฒนารถไฟแม็กเลฟความเร็วสูงของตนเอง ซึ่งเพิ่งเปิดตัวโดย CRRC Changchun โดยรถไฟต้นแบบรุ่นใหม่นี้ตั้งเป้าความเร็วสูงสุดไว้ที่ 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับรุ่น L0 Series ของญี่ปุ่น
รถไฟขบวนนี้สามารถลดเวลาเดินทางระหว่าง ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ เหลือเพียง 2.5–3 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับประมาณ 4 ชั่วโมงในปัจจุบัน โดยระบบนี้ใช้แนวคิดแบบไฮบริด: รถไฟจะวิ่งบนล้อในช่วงความเร็วต่ำ และเข้าสู่โหมดลอยตัวด้วยแม่เหล็กเมื่อความเร็วเกินเกณฑ์ประมาณ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แม้ทางการจีนจะยังไม่มีการประกาศตารางเวลาที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ แต่โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามในการลดช่องว่างกับญี่ปุ่น และเพื่อเข้าชิงพื้นที่ในกลุ่มความเร็วที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางรางความเร็วสูงแบบคลาสสิกกับการขนส่งทางอากาศ