
เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประกาศว่า สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้ลงนามในแถลงการณ์แสดงเจตจำนงที่จะส่งกองกำลังไปประจำการในยูเครน หากมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย
หลังจากหารือกับพันธมิตรของยูเครนในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศษ สตาร์เมอร์กล่าวว่า สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสจะจัดตั้งศูนย์กลางทางทหารทั่วประเทศยูเครน เพื่อยับยั้งการรุกรานในอนาคต ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสกล่าวในภายหลังว่าอาจมีการส่งกำลังทหารหลายพันนายไปประจำการ เพื่อรับประกันความมั่นคงให้กับยูเครน
ทั้งนี้ พันธมิตรส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันในเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้กับยูเครน และเสนอให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำในการตรวจสอบการหยุดยิง แต่ประเด็นสำคัญเรื่องการแบ่งดินแดนระหว่างยูเครนและรัสเซียยังคงไม่ลงตัว และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการบรรลุสันติภาพที่ยังคงยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้
สตาร์เมอร์กล่าวว่า "เราได้ลงนามในแถลงการณ์แสดงเจตจำนงในการส่งกำลังทหารไปยังยูเครนในกรณีที่มีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ… นี่เป็นส่วนสำคัญของความมุ่งมั่นของเราที่จะยืนเคียงข้างยูเครนในระยะยาว"
แม้รัฐบาลมอสโกจะยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ใด ๆ ต่อการลงนามความร่วมมือดังกล่าว แต่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแถลงเตือนหลายครั้งว่า ไม่ต้องการให้กองกำลังจากชาติอื่นในยุโรปเข้ามามีบทบาทในยูเครน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เซเลนสกีกล่าวว่า ข้อตกลงสันติภาพ "พร้อมแล้ว 90%" การตกลงกันในส่วนที่เหลืออีก 10% จะเป็นตัว "กำหนดชะตากรรมของสันติภาพ ชะตากรรมของยูเครน และของยุโรป"
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องดินแดนและการรับประกันความมั่นคงถือเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้สำหรับเหล่านักเจรจา เมื่อปูตินยืนกรานชัดเจนว่า ทหารยูเครนต้องถอนตัวออกจากภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนทั้งหมด มิฉะนั้นรัสเซียจะเข้ายึดครอง โดยเขาปฏิเสธที่จะประนีประนอมใด ๆ ต่อเงื่อนไขนี้
จนถึงตอนนี้ เซเลนสกีได้ปฏิเสธการยกดินแดนใด ๆ ให้ แต่ได้เสนอแนะว่า ยูเครนสามารถถอนทหารออกจากพื้นที่ที่ตกลงกันไว้ได้ หากรัสเซียทำแบบเดียวกัน
ในรายละเอียดล่าสุดของข้อตกลงด้านสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน มีส่วนที่ระบุถึง “การรับประกันความมั่นคง” ที่อนุญาตให้สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงได้ หากรัสเซียเริ่มกลับมาบุกโจมตียูเครน โดยสหรัฐฯ สามารถส่งทหารเข้ามาประจำการ ซึ่งนับว่าเป็นรายละเอียดที่ยูเครนและยุโรปค่อนข้างพอใจในระดับหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นข้อตกลงที่สหรัฐฯ ยอมผ่อนปรนเป็นอย่างมาก
แต่ขณะนี้ทั่วโลกแทบไม่ได้ยินรายละเอียดใหม่ ๆ เลย เกี่ยวกับจุดที่จะมีการลากเส้นหยุดยิงในอนาคต และพื้นที่ใดบ้างที่ปัจจุบันถูกกองกำลังรัสเซียยึดครองอยู่ และพื้นที่ใดที่ยูเครนตกลงจะสละดินแดนส่วนนั้นให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวยูเครนจำนวนมากยากจะทำใจยอมรับได้ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้ รัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตีเมืองต่าง ๆ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั่วยูเครน
ท่ามกลางพายุหิมะและลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามา ประธานาธิบดีเซเลนสกีตระหนักดีว่ายูเครนกำลังเผชิญกับจุดตีบตันทางการทหาร หากไม่มีการหยุดยิงหรือข้อตกลงสันติภาพเกิดขึ้น ยูเครนจะต้องเข้าสู่ฤดูหนาวแห่งสงครามบั่นทอนกำลังที่ต้องสูญเสียทั้งทรัพยากรและชีวิตทหารอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ส่งผลกระทบต่อยูเครนรุนแรงกว่ารัสเซียหลายเท่า
ด้วยเหตุนี้ เซเลนสกีจึงตั้งความหวังว่าการรับประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ การส่งกองกำลังพหุชาติเข้ามาในพื้นที่ และการสนับสนุนอาวุธที่ต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการโน้มน้าวให้ชาวประชากรที่ยังเคลือบแคลงสงสัย ยอมรับในการตัดสินใจหาทางออกด้วยสันติวิธีครั้งนี้
ในปัจจุบัน รัสเซียยังคงได้เปรียบในเชิงพื้นที่โดยสามารถควบคุมพื้นที่กว่า 75% ของโดเนตสค์ และเกือบ 99% ของลูฮานสค์ ซึ่งรวมกันเป็นเขตอุตสาหกรรมดอนบาสอันสำคัญยิ่งยวด ความเสียเปรียบนี้ทำให้แผนสันติภาพ 28 ประการดั้งเดิมที่นำโดยสหรัฐฯ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งเคียฟและพันธมิตรยุโรปว่ามีเนื้อหาที่โอนอ่อนและเอนเอียงไปทางฝั่งรัสเซียมากเกินไป จนอาจทำให้ยูเครนเสียผลประโยชน์ในระยะยาว นำไปสู่การเดินเกมทางการทูตอย่างเข้มข้น เพื่อคัดค้านและแก้ไขร่างข้อเสนอดังกล่าวให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น
เพื่อเป็นการแก้เกมและปกป้องอำนาจอธิปไตย ยูเครนได้ส่ง "แผนสันติภาพ 20 ประการ" ฉบับปรับปรุงใหม่ให้กับสหรัฐฯ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นร่างข้อเสนอที่มีความรัดกุมกว่าเดิม โดยในแผนดังกล่าวไม่ได้ระบุเพียงแค่กรอบการหยุดยิง แต่ยังรวมถึงเอกสารแยกที่ว่าด้วยรายละเอียดการรับประกันความมั่นคงในระดับสากล และบทบัญญัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการฟื้นฟูประเทศยูเครนหลังจบสงคราม ซึ่งเซเลนสกีเชื่อว่า แผนการที่นำเสนอใหม่นี้จะเป็น "ทางออกที่มีเกียรติ" และเป็นหลักประกันว่ายูเครนจะไม่ถูกทอดทิ้งให้เผชิญหน้ากับภัยคุกคามในอนาคตเพียงลำพัง