
เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand: CFNT) เปิดตัวรายงานฉบับใหม่ที่ชี้ว่า หากไทยจะบรรลุเป้าหมาย NET Zero ของตนได้ตามแผน NDC 3.0 ไทยต้องดึงดูดเงินทุนอย่างน้อย 70 ล้านล้านบาท หรือ 7 แสนล้านบาทต่อปี
ที่การประชุม COP30 ที่จัดขึ้เนในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยได้ตั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง ยกระดับแผน NDC 3.0 ว่า จะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 47% ภายในปี 2578 และบรรลุ NET Zero ในปี 2593
และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบต่อร่างเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศ ตั้งเป้าเร่งเป้าหมาย NET Zero ให้เร็วขึ้น และดึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
นอกจากเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมกันนั้น ยังตั้งเป้าเพิ่มศักยภาพการดูดกลับก๊าซจากภาคป่าไม้ และเร่งศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ให้ระดับการปล่อยสุทธิอยู่ที่ 152 MtCO2eq (ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ รัฐบาลตั้งเป้าดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ 230,000 ล้านบาท และยังมองเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจใหญ่” ที่จะดึงดูดการลงทุนสีเขียว และช่วยสร้างงานสีเขียวเพิ่ม รัฐบาลคาดหวังว่า การเดินหน้าในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้ไทยมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น
ไทยคาดว่า ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติม 230,000 ล้านบาท แต่ CFNT ชี้ว่า อาจไม่พอ และต้องดึงดูดเงินทุนมากถึง 700,000 ล้านบาทต่อปี (22.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี) ภายในปี 2578
จากการวิเคราะห์ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และความต้องการเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับแผน NDC 3.0 คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนอย่างน้อย 22,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับเป้าหมายเดิม ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ไทยสามารถจัดหาเงินทุนด้านภูมิอากาศได้เพียงประมาณ 7,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ในช่วงปี 2018-2025) ทำให้มีส่วนต่างอยู่ 7,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการดึงดูดเงินลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติมคือ แผน NDC 3.0 ขาดแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน และขาดรายละเอียดด้านการปฏิบัติ ซึ่งเป็นอุปสรรคทางอ้อมต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย ทำให้ต้องพึ่งพาเงินทุนภายในประเทศเป็นหลัก
รายงาน Financing NDC 3.0: Challenges and Opportunities Toward Net Zero 2050 ระบุว่า แผนการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยนั้นขาดรายละเอียด ความโปร่งใส และอาจให้ความสำคัญผิดภาคส่วน
แม้ว่ากว่า 73% ของประเทศผู้ลงนามอื่น ๆ จะหันหัวเรือไปสู่การปรับตัวกันมากกว่า ความมุ่งมั่นด้านนี้ของไทยยังคงลอยลำนิ่ง เห็นได้จากระหว่างช่วงปี 2563-2567 งบประมาณด้านการปรับตัวมีมูลค่าเพียง 138,320 ล้านบาท (อ้างอิงจากรายงาน Finance Tracker ของ CFNT 2025) ซึ่งน้อยกว่า 1% ในมูลค่าการเงิน Climate Finance (การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งหมดเสียอีก)
“ช่องว่างของเงินทุนที่ต่างกันมากอย่างนี้ ฉายให้เห็นความล่าช้าอย่างมาก ในกระบวนการสร้างความสามาถในการรับมือและฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ” รายงานระบุ
นอกจากนี้ รายงานยังพบว่า แผน NDC 3.0 ของไทยมี “ความไม่สอดคล้อง” ในการจัดการเงินทุนตามภาคส่วน
รัฐบาลจะยืนยันว่า เงินทุนกว่า 2.18 แสนล้านบาทจะถูกจัดสรรเพิ่มเติมให้ภาคส่วนที่มีความสำคัญ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือ ภาคพลังงาน อย่างไรก็ตามเงินทุนที่ถูกจัดสรรไปภคส่วนนี้มีเพียงราว 1.08 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ห่างไกลจากการประเมินจากสหรัฐฯ ว่า ไทยต้องเติมช่องว่างในภาคนี้กว่า 2.79 พันล้านดอลลาร์อยู่มาก
กลับกันภาคที่ได้เงินนับสนุนมากที่สุดคือ การคมนาคม เนื่องจากช่องว่างทางการเงินที่ประเมินไว้สูงถึง 5.6 พันล้านดอลลาร์ ภาคนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนเพิ่ม 5.03 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนับว่าเป็นก้าวใหญ่ในการปิดช่องว่าง โดยส่วนที่ได้รับความสำคัญคือ การชนส่งที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและไฮโดรเจน
งบประมาณสนับสนุนสำหรับภาคอื่น ๆ คือ: กระบวนการอุตสาหกรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ 0.65 พันล้านดอลลาร์, เกษตรกรรม 0.18 พันล้านดอลลาร์, และการจัดการของเสีย 0.11 พันล้านดอลลาร์
รายงานระบุชัดเจนว่า ไทยไม่ได้เลือกลงทุนการเงินสีเขียวอย่างคุ้มค่าที่สุด ขาดการลงทุนในแนวทางที่ “ทุนต่ำแต่ให้ผลมาก” เช่น การเร่งปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน และ การทำเกษตรอัจฉริยะ และยังมีความไม่สมดุลของการจัดสรรเงินทุน
“แม้ประเทศจะมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่พบว่า 71% ของเงินทุนที่เพิ่มขึ้นกลับไปกระจุกตัวอยู่ในภาคการขนส่ง โดยที่ยังขาดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับที่สอดประสานกัน หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐานให้เอื้อต่อยานยนต์นวัตกรรมใหม่ ๆ การทุ่มเงินทุนมหาศาลลงไปในภาคส่วนเดียวเช่นนี้ ก็ยากที่จะสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นจริงในภาพรวมของทั้งระบบได้” รายงานกล่าว
NDC 3.0 ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ใช้เงินทุนสูงแต่ได้ผลกระทบต่ำ เช่น เทคโนโลยีการดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCUS) ที่มีราคาแพง และการขนส่งที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน มากกว่าแนวทางที่คุ้มค่ากว่าอย่างเช่น การเร่งปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด
“แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับที่ 3.0 ของประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะจัดสรรทรัพยากรอย่างผิดพลาด จากการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่มีต้นทุนการลดการปล่อยก๊าซสูงแต่ผลกระทบต่ำ มากกว่าทางแก้การลดการปล่อยก๊าซที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในภาคส่วนสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคพลังงาน” รายงานระบุ
นอกจากนี้ ด้านการใช้ที่ดินและป่าไม้ที่ครม.ไทยอนุมัติไป ก็ยังขาดรายละเอียดที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้อยู่ รายงานจึงเสนอให้ไทยมีส่วนร่วมกัย Tropical Forest Facility (TFFF) กลไกซึ่งให้คำมั่นจะช่วยประเทศกำลังพัฒนาที่มุ่งมั่นจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ด้วยการอนุรักษ์ป่า
รายงานชี้ว่า ไทยเป็นประเทศที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับกลไก TFFF แต่การที่ไทยมีเป้าหมายด้านการจัดการที่ดิน-ป่า กลับขาดรายละเอียดข้อกำหนดทางการเงิน ทำให้เห็นว่าประเทศยังขาดศักยภาพด้านกลไกการเงินที่โปร่งใส
และรายงานยังประเมินว่า งบประมาณที่ต้องใช้จริงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น น่าจะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนปัจจุบัน สิ่งนี้อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนเงินทุนจนส่งผลให้การดำเนินงานที่สำคัญต้องล่าช้าออกไป
ไทยก้าวกระโดดเป็นอย่างมากในการเป็นประเทศที่เปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ เลื่อนขั้นจากอันดับ 72 เป็น 17 ในปีนี้ แต่เงินทุนด้านภูมิอากาศอาจยังไม่เป็นรูปธรรมนัก ทั้งความไม่สอดคล้องในการแบ่งเงินทุน งบประมาณน้อยทั้งที่เสี่ยงมาก และขาดความโปร่งใส
รายงาน CFNT จึงเสนอให้ไทยปรับปรุงแก้ไขแผน NDC 3.0 ทั้งหมด เน้นการเปิดเผยข้อมูลการลงทุนอย่างโปร่งใสและเพิ่มรายละเอียดของแหล่งเงินทุน การกระตุ้นเงินลงทุนจากภาครัฐเพื่อลดความเสี่ยงและเชื่อมช่องว่างเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ และการใช้ประโยชน์จากกลไกเงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศแบบพหุภาคี
รายงานยังเสนอว่า รัฐบาลควรบังคับใช้ พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ให้เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการและระดมเงินทุนด้านภูมิอากาศที่นำโดยภาครัฐผ่าน กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Fund) และกองทุนต้องให้ความสำคัญกับ SME เป็นอันดับแรก
รายงานเสนอให้ไทยไม่จำกัดตนอยู่ที่ “เทคโนโลยีระดับสูงราคาแพง” แต่พิจารณาแผนปฏิบัติการที่ละเอียดเฉพาะเจาะจงในแต่ละสาขา และการจัดทำชุดโครงการที่ "พร้อมสำหรับการลงทุน" (Investment-ready) และใช้ประโยชน์จากกลไกการเงินพหุภาคีที่เป็นนวัตกรรม เช่น ความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (JETP) และกลไกกองทุนรักษาป่าเขตร้อน (TFFF) ด้วย