Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ไทยจ่ายค่าน้ำท่วมปีละ 10 ล้าน ผู้เชี่ยวชาญชี้ต้อง "กันก่อนท่วม"
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ไทยจ่ายค่าน้ำท่วมปีละ 10 ล้าน ผู้เชี่ยวชาญชี้ต้อง "กันก่อนท่วม"

28 ม.ค. 69
18:12 น.
แชร์

ราคาน้ำท่วมที่เราจ่าย อาจแพงขึ้นอีกเพราะ "ฝนรั่ว"

1.43 ล้านล้านบาท คือมูลค่าความเสียหายจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ปี 2554

แม้เหตุการณ์ในปี 2554 จะเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ แต่นั่นไม่ใช่ภัยพิบัติเพียงครั้งเดียวในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในทศวรรษนี้ โดยประเทศไทยต้องเผชิญความเสียหายจากอุทกภัยคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

ความเสียหายเหล่านั้น ประชาชนต้องแบกรับเองถึง 83% ขณะที่ความช่วยเหลือจากภาครัฐสามารถเยียวยาได้เพียง 27% เท่านั้น

นอกจากนี้ ความสูญเสียยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ "กลุ่มเปราะบาง" เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก และผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งอพยพได้ยาก โดยทั่วประเทศไทยมีกลุ่มเปราะบางอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมสูงกว่า 600,000 คน ใน 37 จังหวัด และในจำนวนเหล่านี้ มี 10 จังหวัดที่เผชิญวิกฤตขาดแคลนศูนย์พักพิง

ความเสียหายบางอย่างไม่สามารถวัดเป็นมูลค่าได้ เช่น โอกาสทางการศึกษาของเด็ก บาดแผลทางจิตใจ และความหวาดกลัวที่ฝังรากลึก ซึ่งเป็นสิ่งที่อุทกภัยทิ้งไว้หลังน้ำลดเสมอ

ซ้ำร้าย ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ไทยยังเผชิญกับวิกฤต “ฝนสุดขั้ว” จากปกติที่ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยน้ำฝนประมาณ 1,500 มม. ต่อปี แต่ปัจจุบันเรากลับพบฝนที่ตกหนักมหาศาลในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น ที่อำเภอหาดใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีฝนตกสะสมสูงถึง 1,623 มม. ภายในสัปดาห์เดียว ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน สร้างความเสียหายกว่า 1-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับเป็นมหาอุทกภัยที่ว่ากันว่าสร้างความเสียหายรุนแรงยิ่งกว่าเหตุการณ์สึนามิปี 2547

เสียงจากผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่

อาจารย์ซากีร์ พิทักษ์คุมพล อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่เล่าว่า แม้จะมีการขุดคลองระบายน้ำเพิ่มเติมจากในอดีต แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการรองรับ “ฝนสุดขั้ว” และไม่ใช่เพียงน้ำท่วมในปี 2568 เท่านั้น แต่พื้นที่หลายส่วนในจังหวัดสงขลายังเกิดน้ำท่วมซ้ำซากมานานหลายปี โดยเฉพาะในพื้นที่ของ “คนจนเมือง”

อาจารย์ซากีร์ชี้ว่า ปัญหาความสูญเสียส่วนหนึ่งมาจากระบบเตือนภัย เนื่องจากประชาชนยังไม่ให้ความสำคัญกับระบบ Cell Broadcast มากพอ อีกทั้งข้อความเตือนภัยยังมีความสับสน ที่สำคัญคือชุมชนรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาภาครัฐได้

“ชุมชนของเรารู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานไหนได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเอาชีวิตให้รอด... หลังน้ำลดเราจึงช่วยเหลือกันเอง เราเปิดศูนย์ซ่อมรถจักรยานยนต์ เพราะสำหรับคนจนเมือง ชีวิตเขาจะเริ่มต้นใหม่ได้ก็ต่อเมื่อรถสตาร์ทติด เนื่องจากมันคือเครื่องมือทำมาหากินและใช้ส่งลูกไปโรงเรียน” อาจารย์ซากีร์กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งทำคือการจัดการระบบข้อมูล

ความพยายามในการบรรเทาทุกข์

ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงประสบการณ์การทำงานร่วมกับ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมฉับพลัน โดยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จากเหตุการณ์น้ำท่วมแม่สาย เรายังพบภัยรูปแบบใหม่ที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ในทันที นั่นก็คือ โคลน 

“เมื่อ 2 ปีก่อน เราเจออุทกภัยรูปแบบใหม่ที่ไม่คุ้นเคย คือน้ำท่วมที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย บริเวณถ้ำผาจม... เมื่อน้ำลดแต่โคลนไม่ได้ลดตามไปด้วย กลับแข็งตัวจนมีลักษณะคล้ายหิน” ดร. สุรเกียรติ์ยังเน้นย้ำว่าช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์มีความ “หนักหนา” อย่างมาก และการเตรียมการป้องกันคือสิ่งที่มองข้ามไม่ได้

“จะเห็นได้ว่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นจริง แต่การเตรียมการ บรรเทาทุกข์ และฟื้นฟูของเรายังคงเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน... มูลนิธิฯ จึงขยายผลมาสู่การป้องกัน เพราะหากป้องกันได้ดี การบรรเทาทุกข์ก็จะลดน้อยลง” ดร. สุรเกียรติ์กล่าว โดยเน้นความสำคัญของการบูรณาการความรู้และกลไกกลางระหว่างหน่วยงาน

"กันก่อนท่วม": ศูนย์ป้องกันที่ต้องบูรณาการ

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำแนวคิดการสร้างศูนย์ “กันก่อนท่วม” ศูนย์กลางการกระจายความรู้ของรัฐ เอกชน ประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เพื่อใช้วิเคราะห์ และเสนอแนวทางแก้ไข รวมทั้งสื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำท่วมล่วงหน้า 

ทีมวิจัย “กันก่อนท่วม” ชี้ว่า การป้องกันอุทกภัยอย่างยั่งยืนต้องอาศัย 5 มิติ ดังนี้:

  1. พลิกโฉมวิศวกรรม: เสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างหลัก เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ อุดช่องโหว่ และสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่
  2. จัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ: ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและพื้นที่รับน้ำเพื่อตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่เมือง พร้อมจัดการพื้นที่ท้ายน้ำรองรับน้ำทะเลหนุน
  3. ถอดบทเรียนนวัตกรรมโลก: ศึกษานวัตกรรม เช่น เมืองฟองน้ำ (Sponge City) ในจีนและสิงคโปร์, อุโมงค์ยักษ์ในญี่ปุ่น หรือเขื่อนชายทะเลในเนเธอร์แลนด์
  4. ปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ: เปลี่ยนแนวคิดจากการ “ต่อสู้” เป็นการ “อยู่ร่วม” กับน้ำอย่างยั่งยืน และให้ความรู้แก่พลเมืองในการปรับตัว
  5. สร้างองค์ความรู้ด้านน้ำ: ใช้เทคโนโลยีพยากรณ์และแบบจำลอง (Flash Model) เชื่อมโยงข้อมูลทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ ดร.สุเมธ ได้เสนอกรอบแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการต่อผู้กำหนดนโยบายและรัฐบาลในอนาคต ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมเน้นย้ำการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน พร้อมเสนอว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการทำงานด้านน้ำสู่การบูรณาการเชิงระบบ ด้วยการ

  • ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ
  • วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่ใช่ตามเส้นแบ่งกรมหรือจังหวัด
  • เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน

โดยเห็นว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จะเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงรุก เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ เข้ากับการตัดสินใจของรัฐ เพื่อให้การป้องกันภัยน้ำของประเทศเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ไม่จบลงเพียงบนเวทีเสวนา หรือรายงานเชิงวิชาการ

ตัวอย่างการจัดการน้ำในประเทศไทย

จังหวัดนครปฐม เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับคำชื่นชมในการจัดการน้ำแม้จะเป็นพื้นที่ลุ่ม โดยคุณอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ระบุว่า กุญแจสำคัญคือการใช้หลักคำสอน 23 ข้อของในหลวงรัชกาลที่ 9 และใช้พระปฐมเจดีย์เป็นศูนย์รวมจิตใจในการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ

“ปลายปี 2568 ผลกระทบจากน้ำท่วมน้อยกว่าปี 2565 ไม่มากนัก แต่ทำไมชาวนครปฐมจึงไม่มีเสียงร้องเรียน เพราะเราสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งท้องถิ่น ประชาสังคม และเอกชน ทีมวิจัยช่วยให้เราเห็นภาพรวมเส้นทางการไหลของน้ำชัดเจนขึ้น”

ส่วนในกรุงเทพมหานครที่มักเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมซ้ำซาก คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สรุปความเสี่ยงน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ว่ามาจาก 3 แหล่ง คือ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำหนุน

ปัจจุบัน กรุงเทพฯ ใช้หลัก "ป้องกัน-ปิดล้อม-ดูดออก" โดยมีเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหัวใจสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงใหญ่ในอีก 20 ปีข้างหน้าคือ "น้ำทะเลหนุน" เนื่องจากยังไม่มีคันกั้นน้ำถาวรบริเวณปากน้ำ

แนวทางในอนาคตที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติเสนอ:

  • ยกแนวถนนบริเวณปากแม่น้ำให้เป็นคันกั้นน้ำ
  • สร้างประตูกั้นน้ำบริเวณปากแม่น้ำเพื่อควบคุมระดับน้ำ
  • พิจารณาย้ายท่าเรือและอุตสาหกรรมหนักออกจากพื้นที่เป้าหมาย


แชร์
ไทยจ่ายค่าน้ำท่วมปีละ 10 ล้าน ผู้เชี่ยวชาญชี้ต้อง "กันก่อนท่วม"