
1.43 ล้านล้านบาท คือมูลค่าความเสียหายจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ปี 2554
แม้เหตุการณ์ในปี 2554 จะเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ แต่นั่นไม่ใช่ภัยพิบัติเพียงครั้งเดียวในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในทศวรรษนี้ โดยประเทศไทยต้องเผชิญความเสียหายจากอุทกภัยคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
ความเสียหายเหล่านั้น ประชาชนต้องแบกรับเองถึง 83% ขณะที่ความช่วยเหลือจากภาครัฐสามารถเยียวยาได้เพียง 27% เท่านั้น
นอกจากนี้ ความสูญเสียยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ "กลุ่มเปราะบาง" เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก และผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งอพยพได้ยาก โดยทั่วประเทศไทยมีกลุ่มเปราะบางอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมสูงกว่า 600,000 คน ใน 37 จังหวัด และในจำนวนเหล่านี้ มี 10 จังหวัดที่เผชิญวิกฤตขาดแคลนศูนย์พักพิง
ความเสียหายบางอย่างไม่สามารถวัดเป็นมูลค่าได้ เช่น โอกาสทางการศึกษาของเด็ก บาดแผลทางจิตใจ และความหวาดกลัวที่ฝังรากลึก ซึ่งเป็นสิ่งที่อุทกภัยทิ้งไว้หลังน้ำลดเสมอ
ซ้ำร้าย ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ไทยยังเผชิญกับวิกฤต “ฝนสุดขั้ว” จากปกติที่ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยน้ำฝนประมาณ 1,500 มม. ต่อปี แต่ปัจจุบันเรากลับพบฝนที่ตกหนักมหาศาลในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น ที่อำเภอหาดใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีฝนตกสะสมสูงถึง 1,623 มม. ภายในสัปดาห์เดียว ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน สร้างความเสียหายกว่า 1-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับเป็นมหาอุทกภัยที่ว่ากันว่าสร้างความเสียหายรุนแรงยิ่งกว่าเหตุการณ์สึนามิปี 2547
อาจารย์ซากีร์ พิทักษ์คุมพล อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่เล่าว่า แม้จะมีการขุดคลองระบายน้ำเพิ่มเติมจากในอดีต แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการรองรับ “ฝนสุดขั้ว” และไม่ใช่เพียงน้ำท่วมในปี 2568 เท่านั้น แต่พื้นที่หลายส่วนในจังหวัดสงขลายังเกิดน้ำท่วมซ้ำซากมานานหลายปี โดยเฉพาะในพื้นที่ของ “คนจนเมือง”
อาจารย์ซากีร์ชี้ว่า ปัญหาความสูญเสียส่วนหนึ่งมาจากระบบเตือนภัย เนื่องจากประชาชนยังไม่ให้ความสำคัญกับระบบ Cell Broadcast มากพอ อีกทั้งข้อความเตือนภัยยังมีความสับสน ที่สำคัญคือชุมชนรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาภาครัฐได้
“ชุมชนของเรารู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานไหนได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเอาชีวิตให้รอด... หลังน้ำลดเราจึงช่วยเหลือกันเอง เราเปิดศูนย์ซ่อมรถจักรยานยนต์ เพราะสำหรับคนจนเมือง ชีวิตเขาจะเริ่มต้นใหม่ได้ก็ต่อเมื่อรถสตาร์ทติด เนื่องจากมันคือเครื่องมือทำมาหากินและใช้ส่งลูกไปโรงเรียน” อาจารย์ซากีร์กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งทำคือการจัดการระบบข้อมูล
ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงประสบการณ์การทำงานร่วมกับ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมฉับพลัน โดยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จากเหตุการณ์น้ำท่วมแม่สาย เรายังพบภัยรูปแบบใหม่ที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ในทันที นั่นก็คือ โคลน
“เมื่อ 2 ปีก่อน เราเจออุทกภัยรูปแบบใหม่ที่ไม่คุ้นเคย คือน้ำท่วมที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย บริเวณถ้ำผาจม... เมื่อน้ำลดแต่โคลนไม่ได้ลดตามไปด้วย กลับแข็งตัวจนมีลักษณะคล้ายหิน” ดร. สุรเกียรติ์ยังเน้นย้ำว่าช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์มีความ “หนักหนา” อย่างมาก และการเตรียมการป้องกันคือสิ่งที่มองข้ามไม่ได้
“จะเห็นได้ว่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นจริง แต่การเตรียมการ บรรเทาทุกข์ และฟื้นฟูของเรายังคงเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน... มูลนิธิฯ จึงขยายผลมาสู่การป้องกัน เพราะหากป้องกันได้ดี การบรรเทาทุกข์ก็จะลดน้อยลง” ดร. สุรเกียรติ์กล่าว โดยเน้นความสำคัญของการบูรณาการความรู้และกลไกกลางระหว่างหน่วยงาน
รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำแนวคิดการสร้างศูนย์ “กันก่อนท่วม” ศูนย์กลางการกระจายความรู้ของรัฐ เอกชน ประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เพื่อใช้วิเคราะห์ และเสนอแนวทางแก้ไข รวมทั้งสื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำท่วมล่วงหน้า
ทีมวิจัย “กันก่อนท่วม” ชี้ว่า การป้องกันอุทกภัยอย่างยั่งยืนต้องอาศัย 5 มิติ ดังนี้:
นอกจากนี้ ดร.สุเมธ ได้เสนอกรอบแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการต่อผู้กำหนดนโยบายและรัฐบาลในอนาคต ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมเน้นย้ำการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน พร้อมเสนอว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการทำงานด้านน้ำสู่การบูรณาการเชิงระบบ ด้วยการ
โดยเห็นว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จะเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงรุก เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ เข้ากับการตัดสินใจของรัฐ เพื่อให้การป้องกันภัยน้ำของประเทศเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ไม่จบลงเพียงบนเวทีเสวนา หรือรายงานเชิงวิชาการ
จังหวัดนครปฐม เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับคำชื่นชมในการจัดการน้ำแม้จะเป็นพื้นที่ลุ่ม โดยคุณอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ระบุว่า กุญแจสำคัญคือการใช้หลักคำสอน 23 ข้อของในหลวงรัชกาลที่ 9 และใช้พระปฐมเจดีย์เป็นศูนย์รวมจิตใจในการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
“ปลายปี 2568 ผลกระทบจากน้ำท่วมน้อยกว่าปี 2565 ไม่มากนัก แต่ทำไมชาวนครปฐมจึงไม่มีเสียงร้องเรียน เพราะเราสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งท้องถิ่น ประชาสังคม และเอกชน ทีมวิจัยช่วยให้เราเห็นภาพรวมเส้นทางการไหลของน้ำชัดเจนขึ้น”
ส่วนในกรุงเทพมหานครที่มักเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมซ้ำซาก คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สรุปความเสี่ยงน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ว่ามาจาก 3 แหล่ง คือ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำหนุน
ปัจจุบัน กรุงเทพฯ ใช้หลัก "ป้องกัน-ปิดล้อม-ดูดออก" โดยมีเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหัวใจสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงใหญ่ในอีก 20 ปีข้างหน้าคือ "น้ำทะเลหนุน" เนื่องจากยังไม่มีคันกั้นน้ำถาวรบริเวณปากน้ำ
แนวทางในอนาคตที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติเสนอ: