
สำหรับแอปเปิล (Apple) มรดกอันยืนยาวของ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) คือ การเป็นนักสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ iMac, iPod ไปจนถึง iPhone และ iPad เขาคือแรงผลักดันเบื้องหลังสินค้าที่ได้รับความนิยมทั่วโลกและเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน
หาก สตีฟ จ็อบส์ ถูกจดจำในฐานะผู้มีวิสัยทัศน์ด้านความคิดสร้างสรรค์ ทิม คุก (Tim Cook) ผู้สืบทอดตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ต่อมาเป็นเวลา 15 ปี และเพิ่งประกาศว่าจะลงจากตำแหน่งในเดือนกันยายนปีนี้ ก็น่าจะถูกจดจำในฐานะเครื่องจักรทำเงินระดับโลก ผู้ที่ทำให้ Apple มีประสิทธิภาพทางธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก และก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นที่สุดในยุคสมัย
ทิม คุก ไม่เพียงปรับปรุงการผลิตและการขายผลิตภัณฑ์จากยุคของ สตีฟ จ็อบส์ ให้ดียิ่งขึ้น แต่ยังเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าในแบบของตัวเองเข้าไป ผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์ที่ครองตลาดและกลายเป็นไอคอนของยุค ขณะเดียวกัน หุ้นของ Apple ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 2,000% ภายใต้การบริหารของเขา ซึ่งสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของ S&P 500 ถึง 4 เท่า
ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในหลายสิ่งที่ ทิม คุก สร้างไว้คือ ตัวเลขที่สะท้อนว่าเขาพา Apple มาไกลแค่ไหนในตลาดทุน
ในปี 2011 ที่ ทิม คุก เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Apple มีมูลค่าตามราคาตลาด (market cap) ประมาณ 350,000 ล้านดอลลาร์ แต่ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี Apple ก็กลายเป็นบริษัทแรกของโลกที่มีมูลค่าแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 และปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเกือบ 2,000% สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนี S&P 500 อย่างมีนัยสำคัญ
ในมุมผลตอบแทนจากหุ้น สองปีที่ถือเป็นช่วงที่ดีที่สุดในยุคของ ทิม คุก คือ ปี 2019 และ 2020 โดยในปี 2019 สินค้ากลุ่ม Wearables (อุปกรณ์สวมใส่) ซึ่งรวมถึง Apple Watch และ AirPods เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากนั้น เมื่อเข้าสู่ปี 2020 ที่เกิดโรคระบาดโควิด-19 ผู้คนต้องอยู่ในบ้าน ทำให้ความต้องการคอมพิวเตอร์และบริการต่าง ๆ พุ่งอย่างมาก ส่งผลให้หุ้น Apple พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 80%
สตีฟ จ็อบส์ ชอบเก็บเงินสดไว้ แต่ทิม คุก เลือกนำเงินสดไปลงทุนโดยการซื้อหุ้น Apple คืน ภายใต้การบริหารของเขา Apple ซื้อหุ้นคืนเป็นมูลค่ากว่า 700,000 ล้านดอลลาร์ นับเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท และมากกว่ามูลค่าตลาดของบริษัทส่วนใหญ่ในดัชนี S&P 500
การซื้อหุ้นคืนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการเงินที่สำคัญ เพราะจะลดจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาด ส่งผลให้มูลค่าต่อหุ้นเพิ่มขึ้น โดยพื้นฐานแล้วนี่เป็นวิธีกระตุ้นราคาหุ้นในช่วงเวลาที่ขาดปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนเห็นว่าบริษัทคิดว่าหุ้นของตนมีราคาเหมาะสมที่จะลงทุน
สตีฟ จ็อบส์ เก่งในการออกแบบฮาร์ดแวร์ แต่ทิม คุก สร้างเส้นทางของตัวเองได้อย่างโดดเด่น นั่นคือ การขาย ‘บริการ’ (Services)
จากเดิม โปรดักต์ในกลุ่ม Services ของ Apple มีเพียง iTunes, App Store และซอฟต์แวร์บางส่วน แต่ในยุคของทิม คุก มีการขยายไปสู่บริการต่าง ๆ อีกมากมาย ทั้ง iCloud, Apple Music, Apple TV และ Apple Pay ทำให้รายได้ในกลุ่มนี้เติบโตจาก 13,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2012 เป็น 109,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2025
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ Apple มีรายได้แบบต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างรายได้ของ Apple เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบัน Services เป็นธุรกิจที่ทำรายได้ให้ Apple มากเป็นอันดับสองรองจาก iPhone เท่านั้น
อีกหนึ่งภาพสะท้อนความสำเร็จของการสร้างธุรกิจใหม่ในยุคของ ทิม คุก คือ การเติบโตของธุรกิจ Wearables (อุปกรณ์สวมใส่) ที่ทำรายได้ 36,000 ล้านดอลลาร์ ในปีล่าสุด ซึ่งหากแยกออกมาเป็นบริษัทเดียว ก็ยังมีขนาดใหญ่กว่าหลายบริษัทในตลาด
อ้างอิง : Business Insider