
11 ธนาคารพาณิชย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ รายงานผลงานไตรมาส 1/2569 ครบแล้ว ถ้าดูความโดดเด่นรอบนี้ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ยังเหนียวแน่น ครองตำแหน่งแชมป์กำไรสูงสุดที่ 14,667 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) เป็นแชมป์กำไรเติบโตแรงสุด พุ่งไปถึง +84.18% ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBX) กำไรลดลงแรงที่สุดที่ -18.45%
ภาพรวมทั้ง 11 ธนาคารมีกำไรรวมกัน 68,685 ล้านบาท ถือว่าค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (+0.61%)
แม้ว่าธนาคารส่วนใหญ่ยังสามารถประคองการเติบโตของกำไรเอาไว้ได้ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แต่ตัวเลขกำไรที่ยังบวกได้นั้นไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่ง เพราะหลายธนาคารต้องหันไปพึ่งพารายได้ส่วนอื่นที่ไม่ใช่รายได้ดอกเบี้ย เนื่องจากเจอแรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลงที่กระทบรายได้และกำไรของธุรกิจหลักโดยตรง
นอกจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรในส่วนธุรกิจหลักของธนาคารลดลง เป็นเพราะหลายธนาคารเลือกตั้งการ์ดสูง โดยการเพิ่มงบตั้งสำรองหนี้สูญให้สูงขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
ธนาคารกสิกรไทยรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ว่า ธนาคารและบริษัทย่อยเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) มีกำไรสุทธิ 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 876 ล้านบาท หรือ 6.35% หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว 1,455 ล้านบาท จะมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 13,378 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 413 ล้านบาท หรือ 2.99%
ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า กำไรสุทธิดังกล่าวยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต
การลดลงของกำไรสุทธินั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 31,957 ล้านบาท ลดลง 3,468 ล้านบาท หรือ 9.79% โดยอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ระดับ 2.95% ลดลงตามภาวะตลาด และธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้าในระหว่างปี 2568 รวมทั้งการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ยังชะลอตัว
ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก (1) รายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า และค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เติบโตในช่วงต้นปี ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (2) รายได้จากการลงทุนที่เกิดจากการทำกำไรในภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย และ (3) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่ดีขึ้น
ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ อยู่ที่ 19,279 ล้านบาท ลดลง 773 ล้านบาท หรือ 3.85% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ระดับ 38.93% ส่วนการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ตั้งไว้ที่ 9,823 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เทียบกับไตรมาส 4/2568 (QoQ) มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 31,957 ล้านบาท ลดลง 956 ล้านบาท หรือ 2.90% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 17,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,625 ล้านบาท หรือ 17.57% หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว 1,455 ล้านบาท รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 16,095 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,156 ล้านบาท หรือ 7.74% สาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า และรายได้จากการลงทุน ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ 19,279 ล้านบาท ลดลง 3,748 ล้านบาท หรือ 16.28% (QoQ) โดยเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาลของค่าใช้จ่ายในไตรมาสก่อน ประกอบกับการควบคุมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและมีประสิทธิภาพ และธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง 9,823 ล้านบาท รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 4.54 ล้านล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากสิ้นปี 2568 โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 3.19% ขณะที่ Coverage ratio อยู่ที่ 171.72% และอัตราส่วนเงินกองทุนตามเกณฑ์ Basel III อยู่ที่ 19.95%
ขัตติยากล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2569 ชะลอลงจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยการใช้จ่ายในประเทศอ่อนแรงทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว ขณะที่ภาคส่งออกและการผลิตยังมีความเปราะบาง โดยทั้งปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตในกรอบ 0.8-1.2% ภายใต้ความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง
ธนาคารกรุงไทยรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) โดยยังคงเห็นแรงขับเคลื่อนจากธุรกิจสินเชื่อหลัก รวมถึงรายได้จากธุรกิจ Wealth และธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ขณะที่บริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดูแลบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง โดยยังคงรักษาระดับ Coverage Ratio ในระดับสูง ขณะเดียวกันก็มีการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรับมือกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
สินเชื่อรวมขยายตัว 2.4% จากสิ้นปี 2568 โดยมาจากสินเชื่อภาครัฐ ธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขณะที่การบริหารพอร์ตสินเชื่อยังคงเน้นความสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ 2.48% ภายใต้แรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้
ขณะเดียวกันมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 13.9% โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากธุรกิจ Wealth และมีการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนตามภาวะตลาด ซึ่งรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุน รายได้จากเงินปันผล การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย อีกทั้งรายได้จากหนี้สูญรับคืนจากการบริหารจัดการ NPL และทรัพย์สินรอการขายซึ่งเป็น Recovery Engine ที่ธนาคารให้ความสำคัญ
ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 38.9% จาก 40.4% โดยเป็นผลหลักมาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น ขณะที่ยังคงมีการลงทุนในเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ รักษาระดับ NPL Ratio อยู่ที่ 2.93% ใกล้เคียงกับ 2.90% ณ สิ้นปี 2568 และบริหาร Credit Cost ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 1.15% และรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงที่ 204.7% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต
เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 (QoQ) กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 15.4% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ธุรกิจ Wealth ธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และรายได้จากเงินลงทุนตามสภาวะตลาดและเงินปันผล รวมถึงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 18.60% และอัตราส่วนเงินกองทุนรวมที่ 20.54% ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง ซึ่งยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 10.8%
ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ โดยมีความเสี่ยงด้านการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการผลิตและต้นทุนของภาคธุรกิจในวงกว้าง รวมถึงกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโดยรวม
ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานและราคาสินค้าที่อยู่ในระดับสูงยังคงกดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ภาคการส่งออกเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาโลจิสติกส์และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มชะลอตัวจากข้อจำกัดด้านการเดินทาง ส่วนภาครัฐอาจจะต้องมีการก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจ อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง จากภาระหนี้ครัวเรือนระดับสูงที่กดดันการใช้จ่ายและการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME
“ภายใต้บริบทดังกล่าว ธนาคารยังคงเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการแก้หนี้ ฟื้นฟูศักยภาพ และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อาทิ โครงการ “SMEs Credit Boost” ควบคู่กับการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง “Reinvent Thailand” พร้อมทั้งสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้า รักษาเสถียรภาพและวินัยการเงินการคลัง เน้นการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ตามพลวัตโลก ทั้งนี้ ธนาคารจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงและเสริมความยืดหยุ่นในระยะยาว” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยกล่าว
นอกจากนั้น ผยงกล่าวว่า ในปี 2569 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 60 ปี ของธนาคาร ธนาคารยังคงเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและบริการทางการเงินดิจิทัล ควบคู่กับการขยายบริการด้าน Wealth และความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินของกลุ่มลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึง (Underserved) รวมถึงการนำข้อมูลทางเลือกและการพัฒนา ecosystem ใหม่ ๆ มาใช้ในการต่อยอดธุรกิจ เช่น Virtual Banking เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการทางการเงินในระยะยาว
ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวน 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลง รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.3% ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.49% ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลง 6.6% จากกำไรจากเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมการอำนวยสินเชื่อที่ลดลง แม้รายได้จากเงินปันผลและค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น
สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 12.0% มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 44.7% โดยยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ในไตรมาสนี้ธนาคารกรุงเทพตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 9,003 ล้านบาท เพื่อรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
ด้านฐานะการเงิน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อ 2,661,368 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 3.1% ขณะที่ Coverage ratio อยู่ที่ 318.1% และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตที่ 318.1% เป็นผลจากการยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง
เงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 จำนวน 3,223,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากสิ้นปีก่อน โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก 82.6% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนยังอยู่ในระดับสูง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม เงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนชั้นที่ 1 ส่วนของเจ้าของ อยู่ที่ 20.9%, 16.4% และ 16.4% ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย
บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ รายงานว่า มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ของปี 2569 จำนวน 10,195 ล้านบาท ลดลง 18.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและกำไรจากการลงทุนที่ลดลง ทั้งนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมปรับเพิ่มขึ้นในทุกหมวดหลัก ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและการตั้งสำรองปรับลดลง
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 26,781 ล้านบาท ลดลง 13.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 4 ครั้งในปี 2568 และอีก 1 ครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่สินเชื่อมีการเติบโตที่ระดับ 3.4% จากสิ้นปี 2568 จากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อเคหะ
รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ มีจำนวน 11,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7% จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมในทุกหมวดหลัก ซึ่งนำโดยธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง รายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อและธุรกรรมทางการเงินที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอ และรายได้ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่ได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจวาณิชธนกิจและตลาดทุน
รายได้จากการลงทุนและการค้ามีจำนวน 568 ล้านบาท ลดลง 66.5% จากการลดลงของกำไรจากพอร์ตการลงทุนของธนาคารและของบริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จำนวน 16,662 ล้านบาท ลดลง 2.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานอย่างเข้มงวด ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้สำหรับไตรมาสอยู่ที่ 42.4%
ตั้งสำรองลดลง 4.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อของธนาคารและของบริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) คงอยู่ในระดับสูงที่ 162.3%
คุณภาพของสินเชื่อโดยรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 3.23% ลดลงจาก 3.29% ในไตรมาสก่อนหน้า เงินกองทุนตามกฎหมายของบริษัทฯ อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.0%
อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมมหภาคที่ผันผวน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงาน ต้นทุนนำเข้า และกดดันภาคส่งออกและท่องเที่ยว ซึ่งส่งผ่านมายังต้นทุนของภาคครัวเรือนและธุรกิจ
ภายใต้ความไม่แน่นอนดังกล่าว เอสซีบี เอกซ์ ทให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าและผู้ประกอบการ ผ่านการประเมินผลกระทบและสนับสนุนการปรับตัว ควบคู่กับการทบทวนพอร์ตสินเชื่อของธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทในเครือ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการบริหารความเสี่ยงและการเติบโตของสินเชื่อคุณภาพ
ในด้านกลยุทธ์ระยะยาว เอสซีบี เอกซ์ ได้จัดตั้งธนาคารไร้สาขา “ธนาคาร แบงก์เอกซ์” ร่วมกับ KakaoBank และ WeBank Technology Services เพื่อขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินและพัฒนาบริการดิจิทัลในระยะต่อไป
“บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า ธนาคาร แบงก์เอกซ์จะเป็นกลไกสำคัญในการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านบริการดิจิทัลที่ตอบโจทย์ สร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ระบบการเงินของประเทศ และขับเคลื่อนการสร้างคุณค่าระยะยาวอย่างยั่งยืนทั่วทั้งกลุ่มธุรกิจเอสซีบีเอกซ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสซีบี เอกซ์ กล่าว
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิจำนวน 8,618 ล้านบาท เติบโต 14.4% จากไตรมาสแรกของปี 2568 (YoY) โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ การขยายตัวของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิสะท้อนอัตราผลตอบแทนเงินให้สินเชื่อที่สูงขึ้นจากการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ ภายหลังการรวมงบการเงินของ TIDLOR รวมถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ
เงินให้สินเชื่อรวม ลดลง 1.2% หรือจำนวน 22,805 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากการชำระคืนสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลและความต้องการสินเชื่อในประเทศที่อ่อนแอลง ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อภายในประเทศปรับลดลง 1.4% อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในอาเซียนยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยสินเชื่อเติบโตได้ถึง 2.5% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนประโยชน์จากการกระจายฐานธุรกิจด้านภูมิศาสตร์ และชดเชยอุปสงค์ที่ยังอ่อนแอภายในประเทศ
เงินรับฝาก ลดลง 1.8% หรือจำนวน 31,773 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของสัดส่วนเงินรับฝากประจำที่มีต้นทุนสูง สุทธิบางส่วนกับการเพิ่มขึ้นของเงินรับฝากประเภทออมทรัพย์และจ่ายคืนเมื่อทวงถาม (CASA) การปรับตัวดีขึ้นของโครงสร้างเงินฝากดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์การบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเชิงรุกและรอบคอบระมัดระวัง ที่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนทางการเงินและเสริมสร้างความสามารถในการทำกำไร ท่ามกลางอุปสงค์ต่อเงินให้สินเชื่อที่ชะลอลงและสภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 4.61% ปรับตัวดีขึ้นจาก 4.10% ในไตรมาสแรกของปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนเงินให้สินเชื่อที่สูงขึ้นจากการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการรวมพอร์ตสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงของ TIDLOR
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 18.4% หรือ 2,179 ล้านบาท จากไตรมาสแรกของปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานทั้งในส่วนของธนาคารและ TIDLOR รวมถึงกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน หนี้สูญรับคืนจากโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และกำไรจากเงินลงทุน
อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ปรับตัวดีขึ้นที่ 45.2% เทียบกับ 45.7% ในไตรมาสแรกของปี 2568 สะท้อนการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินงาน
อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.34% ขณะที่อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวมปรับตัวอยู่ที่ 240 เบสิสพอยต์ ในไตรมาสแรกของปี 2569 เมื่อเทียบกับ 211 เบสิสพอยต์ ในไตรมาสแรกของปี 2568 ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 132.3%
อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.65% เทียบกับ 20.69% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กรุงศรี มีสินเชื่อรวม 1.91 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.70 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.61 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 336,020 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.65% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 16.37%
เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลก และความเปราะบางเชิงโครงสร้างในประเทศ กอปรกับแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยภายหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้ง กรุงศรี กรุ๊ป ยังคงสามารถส่งมอบผลประกอบการที่น่าพอใจในไตรมาสแรกของปี 2569 สะท้อนวินัยในการขับเคลื่อนกลยุทธ์หลักของธนาคารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วย กลยุทธ์การเติบโตของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพ การบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง
เคนอิจิกล่าวอีกว่า ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ พื้นที่ทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัด ตลอดจนความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาความสามารถในการแข่งขันในบางอุตสาหกรรม ปัจจัยเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงขาลงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ ในปี 2569 ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ในช่วง 1.5-1.7%
“ภายใต้ฉากทัศน์ของความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล่าสุดในตะวันออกกลาง พร้อมด้วยนโยบายบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง กรุงศรีได้ดำเนินการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เชิงรุกในไตรมาส 1/2569 ซึ่งครอบคลุมการกันสำรองเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของฝ่ายจัดการ (Management Overlays)”
ทีทีบี 5,170 ล้าน เพิ่มขึ้น 1.45%
ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี และบริษัทย่อย รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท ใกล้เคียงกับกำไรในไตรมาสที่แล้วและช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (เพิ่มขึ้น 1.45% YoY) ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงควบคุมได้ดี แนวโน้มหนี้เสียทรงตัวต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม ยังคงตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูง
ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งในแง่การรักษาระดับกำไร คุณภาพสินทรัพย์ และการดำเนินการใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงเศรษฐกิจ การสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และการดูแลลูกค้า
ในด้านผลการดำเนินงาน สามารถรักษากำไรสุทธิที่ 5,170 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 5,240 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2568 และ 5,096 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 จากการปรับกลยุทธ์รับแรงกดดันด้านรายได้และดอกเบี้ยขาลง ทั้งการขยายสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง การบริหารต้นทุนทางการเงิน การเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม และการใช้ดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อการบริหารจัดการด้านต้นทุน
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ยังคงมีเสถียรภาพ โดยสามารถควบคุมหนี้เสียให้อยู่ที่ระดับประมาณ 39,000 ล้านบาท ได้อย่างต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงราว 1% จากไตรมาสก่อน และอัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.9% ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของทั้งปีที่ไม่เกิน 3.2%
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงปลายไตรมาส 1 เพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจและสร้างแรงกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์ของภาคธนาคารในช่วงถัดไป ธนาคารจึงตั้งสำรองฯ เพิ่ม ทำให้ค่าใช้จ่ายสำรองเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน และหนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ขึ้นมาอยู่ที่ 154%
อีกหนึ่งการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้น ได้แก่ การขยายโครงการซื้อหุ้นคืน โดยเตรียมขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในที่ประชุม AGM เพื่อเพิ่มเพดานวงเงินซื้อหุ้นคืนขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท และขยายระยะเวลาเป็น 4 ปี (ปี 2568-2571) เทียบกับวงเงินเดิม 21,000 ล้านบาท กรอบเวลา 3 ปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าของผู้ถือหุ้นในระยะยาว ซึ่งสะท้อนผ่านอัตราส่วนทางการเงิน เช่น EPS และ ROE อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อราคาหุ้นจากความผันผวนในตลาดหุ้นทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง
นอกจากนั้น มีการยกระดับการสนับสนุนลูกค้าผ่านการเปิดตัวโครงการ “ผ่อนดี ได้ดี” ซึ่งทีทีบีเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่นำกลไก Risk-based Pricing มาใช้ในการคิดดอกเบี้ยให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงสานต่อโครงการอื่น ๆ ทั้งโครงการ “ผ่อนดี มีรางวัล” โครงการ “รวบหนี้” และโครงการ “คุณสู้ เราช่วย”
สำหรับไตรมาสที่เหลือของปี จะยังคงดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ พร้อมเดินหน้ายกระดับการสร้างการเติบโตผ่าน 6 Ecosystem และมุ่งสร้างการเติบโตจากธุรกิจใหม่ในกลุ่มลูกค้า Wealth ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ และกลุ่มมนุษย์เงินเดือน จากการให้บริการสินเชื่อมอเตอร์ไซค์ ผ่านบริษัท ทีทีบี ลีสซิ่ง ซึ่งมีแผนเปิดตัวกลางปีนี้ รวมถึงการสนับสนุนให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน นอกจากนี้ ยังพร้อมสนับสนุนแนวทางของ ธปท.ในการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน
สำหรับผลการดำเนินงานรายการหลัก ๆ ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีดังนี้
สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1.178 ล้านล้านบาท ลดลง 2.2% QoQ จากการชำระคืนหนี้ที่มากกว่าสินเชื่อใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนสูง อย่างไรก็ตาม สินเชื่อเป้าหมายยังเติบโต โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านแลกเงิน เล่มแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล
เงินฝากอยู่ที่ 1.256 ล้านล้านบาท ลดลง 1.1% QoQ จากเงินฝากประจำครบกำหนด ขณะที่เงินฝากรายย่อยและเงินฝากกระแสรายวันยังขยายตัว ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR) อยู่ที่ 94% ตามแผนบริหารสภาพคล่อง
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงเล็กน้อย 1.0% QoQ จากผลของดอกเบี้ยขาลง ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 10.2% QoQ จากค่าธรรมเนียมและรายได้การลงทุน ส่งผลให้รายได้รวมอยู่ที่ 16,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% QoQ
ค่าใช้จ่ายดำเนินงานอยู่ที่ 7,642 ล้านบาท ลดลง 1.5% QoQ จากการควบคุมค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ Cost to Income Ratio อยู่ที่ 45%
ตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้น 10.0% QoQ เป็น 3,994 ล้านบาท เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 5,170 ล้านบาท ลดลง 1.3% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 1.4% YoY
ฐานะเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.7% และ 17.7% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 1,955.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง 84.2% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน (YoY) ที่มีกำไรสุทธิ 1,061.62 ล้านบาท โดยหลักเกิดจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย การปรับลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึด และการปรับลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สะท้อนความสามารถในการกระจายรายได้ในระดับที่ดี รวมถึงสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจํานวน 4,216 ล้านบาท ปรับลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 โดยสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง 14.4% ยังคงเป็นผลต่อเนื่องจากการชะลอตัวของสินเชื่อ ซึ่งเป็นไปตามมาตรการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อไปในประเภทที่มีคุณภาพสูง และการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อตามการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ด้านค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ปรับตัวลดลง 30.9% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ตามการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่องและทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับตัวลง ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.6% ซึ่งอยู่ในระดับทรงตัวกับไตรมาส 1/2568
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจํานวน 2,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.7% YoY โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับเพิ่มขึ้น 23.8% มาจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้จากธุรกิจการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจการจัดการกองทุน ตามการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการ รวมถึงภาวะตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น
ด้านค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานมีจํานวน 3,261 ล้านบาท ปรับลดลง 7.2% YoY จากการลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่มีจํานวน 331 ล้านบาท ซึ่งยังคงปรับลดลงต่อเนื่องที่อัตรา 52.3% YoY ตามปริมาณรถยึดที่ยังคงทยอยปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 เริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวลดลงเล็กน้อยของราคารถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ํามัน
ในขณะที่ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ยังควบคุมได้ในระดับที่ดี ทั้งนี้ หากไม่รวม รายการที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินรอการขาย อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานต่อรายได้สุทธิสําหรับไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 43.7% ปรับลดลงจากไตรมาส 1/2568 ที่อยู่ที่ 46.8%
KKP ระบุว่า ธนาคารอาศัยหลักความรอบคอบในการพิจารณาตั้งสํารองตามแบบจําลองการวัดมูลค่าผล ทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสําหรับไตรมาส 1/2569 มีจํานวน 961 ล้านบาท ปรับลดลง 12.9% หากเทียบกับจํานวน 1,104 ล้านบาทในไตรมาส 1/2568 โดยได้รวมการพิจารณาตั้งสํารองพิเศษ (Management Overlay) รองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงอาจส่งผลกระทบถึงคุณภาพสินเชื่อได้ในระยะต่อไป
สําหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและรายการขาดทุนจากการขายรถยึด (credit cost) คิดเป็นอัตรา 1.50% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ปรับลดลงจาก 1.97% ในไตรมาส 1/2568 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อที่ดําเนินมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 142.3% ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 จาก 131.0% ณ สิ้นไตรมาส 1/2568
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 สินเชื่อรวมของธนาคาร (ไม่รวม POCI) มีจํานวน 348,217 ล้านบาท ขยายตัว 1.5% จากสิ้นปี 2568 เป็นไปตามแผนในการเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง และเน้นการเติบโตในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีคุณภาพสินเชื่อที่ดีประกอบด้วย
สินเชื่อรายย่อย มีจํานวน 230,322 ล้านบาท หดตัว 1.6% จากสิ้นปี 2568 สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ มีจํานวน 147,405 ล้านบาท หดตัว 2.3% จากสิ้นปี 2568 สินเชื่อรายย่อยอื่น ๆ มีจํานวน 82,917 ล้านบาท หดตัวเล็กน้อยที่ 0.2% จากสิ้นปี 2568 สินเชื่อธุรกิจ มีจํานวน 54,613 ล้านบาท ขยายตัวที่ 3.5% จากสิ้นปี 2568 สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจํานวน 21,781 ล้านบาท ขยายตัว 9.7% จากสิ้นปี 2568 สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี มีจํานวน 32,832 ล้านบาท หดตัวเล็กน้อยที่ 0.2% จากสิ้นปี 2568 และสินเชื่อขนาดใหญ่ที่ให้กับฐานลูกค้าในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่และบริษัทขนาดใหญ่ หรือสินเชื่อที่เกี่ยวกับการทํารายการของสายงานวานิชธนกิจ ธุรกิจตลาดทุน มีจํานวน 57,797 ล้านบาท ขยายตัว 10.6% จากสิ้นปี 2568
ค่าเพื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจํานวน 20,475 ล้านบาท และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ที่ 142.3% เพิ่มขึ้นจาก 137.2% ณ สิ้นปี 2568
ปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Stage 3) ของธนาคารและบริษัทย่อย (ไม่รวม POCI) มีจํานวน 14,436 ล้านบาท ยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากจํานวน 14,702 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 โดยหลักจากการลดลงในส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อสิ้นไตรมาส 1/2569 ปรับลดลงอยู่ที่ 4.1% เทียบกับ 4.3% ณ สิ้นปี 2568 ทั้งนี้ ธนาคารมีการติดตามและบริหารจัดการสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอย่างใกล้ชิด ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ การตัดหนี้สูญ และมาตรการต่าง ๆ ในการช่วยเหลือลูกหนี้
กลุ่มทิสโก้รายงานประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การตั้งสำรองยังคงรอบคอบและรัดกุม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง และวิกฤติพลังงานที่เริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจและประชาชน
ทิสโก้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า จากรายได้จากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 3.4% จากต้นทุนเงินทุนที่ลดลงท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาลง ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 27.2% จากทุกธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) เติบโตถึง 18.6% สอดคล้องกับปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยธนาคารทิสโก้มีปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ในงวดไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตกว่า 30% ขณะที่ธุรกิจตลาดทุนกลับมาฟื้นตัว ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น จากการออกกองทุนรวมใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 0.7% ส่วนสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss – ECL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.3% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับความเสี่ยงที่เร่งตัวขึ้น และมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) อยู่ที่ 15.7%
เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีจำนวน 235,094 ล้านบาท ชะลอตัวลง 0.3% จากสิ้นปี 2568 สาเหตุหลักมาจากการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม สินเชื่อเช่าซื้อกลับมาเติบโตได้ 0.9% โดยเฉพาะสินเชื่อรถใหม่ ตามตลาดรถยนต์ในประเทศที่ขยายตัว เนื่องจากยอดขายรถ EV ที่เร่งตัวขึ้นก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.5%
สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงมาอยู่ที่ 2.11% ของสินเชื่อรวม จากนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง การเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและทวงถามหนี้ ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 191%
ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.5% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.3% และ 2.1% ตามลำดับ
ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อจากธุรกิจหลักที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะแรงสนับสนุนจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากกระแสความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ (EV 3.0) ขณะเดียวกัน ธุรกิจตลาดทุนกลับมาฟื้นตัวจากกระแสเงินทุนไหลเข้าที่กลับเข้าสู่ตลาดทุนไทย ส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมและรายได้ค่าธรรมเนียมปรับเพิ่มขึ้น
ศักดิ์ชัยเน้นย้ำว่า ปัจจัยบวกดังกล่าวสะท้อนภาพของช่วงต้นปีเป็นสำคัญ ขณะที่ในภาพรวม ธุรกิจสินเชื่อยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้กลุ่มทิสโก้ยังคงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังและให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพของการเติบโตเป็นหลัก ทั้งการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบ การลดสัดส่วนสินเชื่อในกลุ่มเสี่ยง และการพัฒนาระบบติดตามดูแลลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ทิสโก้ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2-1.5% และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ โดยเฉพาะหากสงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง และวิกฤติพลังงานยังคงยืดเยื้อ ซึ่งเป็นการปรับลดจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.8% ขณะเดียวกัน คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 3.0% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย
ภายใต้บริบทดังกล่าว กลุ่มทิสโก้ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในการเติบโตอย่างยั่งยืนที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม การตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม การควบคุมคุณภาพสินเชื่อ และการดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประคองการดำเนินธุรกิจและรักษาเสถียรภาพขององค์กรในระยะยาว พร้อมกันนี้ กลุ่มทิสโก้จะยังคงมุ่งมั่นเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของลูกค้าแบบองค์รวม (Holistic Advisory) ครอบคลุมในทุกด้าน
ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 สร้างสถิติกำไรสุทธิแตะ 1,164.7 ล้านบาท เติบโต 29.0% จากปีก่อนหน้า อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 17.3% สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจ การเติบโตดังกล่าวมีปัจจัยสำคัญจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวม 3.8% จากปลายปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อในทุกกลุ่มธุรกิจหลักที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.94 บาท แสดงถึงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน เป็นผลจากโมเดลธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น และการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารไทยเครดิตลดผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ได้ถึง 29.7% จากปีก่อน อันเป็นผลจากการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ Quick Big Win และ SME Credit Boost ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อคงที่ในระดับต่ำที่ 4.2%
แม้อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะปรับลดลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ยังคงสามารถรักษาระดับ NIM ให้อยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแกร่งที่ 7.0% สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนทางการเงินและโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตสินเชื่อและต้นทุนทางการเงิน เพื่อตั้งรับกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
พร้อมกันนี้ ยังอยู่ระหว่างการยกระดับระบบปฏิบัติการของธนาคารสู่แพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลแบบครบวงจร (Full Digital Banking Platform) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาองค์กรสู่การเป็นสถาบันการเงินที่ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เพื่อสร้างโอกาสทางการเงินอย่างทั่วถึง เท่าเทียมและเป็นธรรม และสนับสนุนให้ลูกค้ามีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
“ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้สะท้อนถึงความสำเร็จในการผสานการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน” รอยย์กล่าวเสริม
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 908.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.1 ล้านบาท หรือ 8.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) โดยมีปัจจัยหลักจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง 0.6% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 21.1% แม้รายได้จากการดำเนินงานลดลง 3.1%
รายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 3,473.3 ล้านบาท ลดลง 110.6 ล้านบาท หรือ 3.1% จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 156.8 ล้านบาท หรือ 7.1% และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่ลดลง 82.2 ล้านบาท หรือ 22.7% ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้น 128.4 ล้านบาท หรือ 12.6% จากกำไรเงินลงทุน
ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 9.4 ล้านบาท หรือ 0.6% จากค่าใช้จ่ายพนักงานที่ลดลง แม้มีการเพิ่มขึ้นของค่าเผื่อการด้อยค่าทรัพย์สินรอการขาย ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 48.9% เทียบกับ 47.6% ในปีก่อน
อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ 1.96% ลดลงจาก 2.04% ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและสินเชื่อที่ชะลอตัว แม้ได้รับแรงหนุนบางส่วนจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 สินเชื่ออยู่ที่ 236.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่เงินฝากอยู่ที่ 286.9 พันล้านบาท ลดลงจาก 301.5 พันล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR) เพิ่มขึ้นเป็น 82.5% จาก 77.2%
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 2.1% ลดลงจาก 2.2% ณ สิ้นปี 2568 ขณะที่ Coverage ratio อยู่ที่ 178.0% เพิ่มขึ้นจาก 171.5% โดยมีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตรวม 8.8 พันล้านบาท
เงินกองทุนรวมอยู่ที่ 58.6 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) ที่ 19.6% และเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 15.2%
วุธว์ ธนิตติราภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Forward30 โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของงบดุล และการผลักดันการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ธนาคารยังคงยึดมั่นในการยกระดับความสัมพันธ์กับลูกค้า การเพิ่มโอกาสการขายผลิตภัณฑ์แบบครบวงจรในกลุ่มลูกค้าหลัก และการดำเนินงานภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัยในฐานะส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาเซียนของกลุ่มซีไอเอ็มบี
บริษัท แอลเอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 842.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) และเพิ่มขึ้น 0.24% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกำไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน กำไรจากเงินลงทุน และรายได้เงินปันผล
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ มีจำนวน 1,770.8 ล้านบาท ลดลง 3.5% QoQ และเพิ่มขึ้น 5.9% YOY โดยรายได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3,317.1 ล้านบาท ลดลง 4.0% QoQ และลดลง 2.3% YoY
ด้านค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย มีจำนวน 1,546.3 ล้านบาท ลดลง 10.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY)
ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิ อยู่ที่ 684.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.2% QoQ ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุนและรายได้เงินปันผล และเพิ่มขึ้น 95.5% YoY ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของกำไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน
ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น มีจำนวน 1,239.8 ล้านบาท ลดลง 7.1% QoQ ส่วนใหญ่เป็นการลดลงของค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายและโฆษณา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และเพิ่มขึ้น 10.8% YoY ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน
ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ อยู่ที่ 1,215.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.8% QoQ และเพิ่มขึ้น 34.6% YoY ส่วนกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน เท่ากับ 0.040 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 2.6% QoQ และเพิ่มขึ้น 48.1% YoY
ทั้งนี้ มีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไตรมาส 1/2569 ที่จำนวน 187.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,368.9% QoQ และเพิ่มขึ้น 13.3% YoY และอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 160.21% ส่วนกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเท่ากับ 0.370 บาทต่อหุ้น ลดลง 2.6% QoQ และเพิ่มขึ้น 27.6% YoY