Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
จัดการเงินในชีวิตประจำวันอย่างไร ในยุคน้ำมันแพง
โดย : ราชันย์ ตันติจินดา

จัดการเงินในชีวิตประจำวันอย่างไร ในยุคน้ำมันแพง

10 เม.ย. 69
17:23 น.
แชร์

บางครั้งปัญหาเรื่องเงิน ไม่ได้เริ่มจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เริ่มจาก “โลกที่แพงขึ้น” โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว เช่น ในยุคที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มแพงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้เติมน้ำมันแต่ละที ต้องคิดหนักกว่าเดิมหลายเท่าตัว

1.ความแพงที่เรา “รู้สึกได้” แต่ยังไม่ได้คิด

เวลาพูดถึงคำว่า “น้ำมันแพง” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงตัวเลขตอนเติมน้ำมันรถ ความจริงแล้วราคาน้ำมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ปั๊ม แต่ซึมเข้าไปในทุกอย่างที่เราใช้ในชีวิตประจำวันด้วย เหมือนอุณหภูมิอากาศที่สูงขึ้นโดยที่เราไม่เห็นด้วยตาแต่ร่างกายและกระเป๋าสตางค์รับรู้ได้

น้ำมันหรือพลังงาน คือ จุดเริ่มของต้นทุนเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่สินค้าที่เดินทางมาถึงร้าน ไฟฟ้าที่ใช้ตอนเปิดร้าน ไปจนถึงแรงงานและบริการที่พึ่งพาพลังงานทางอ้อม ดังนั้นเมื่อพลังงานแพง ราคาสินค้าและบริการก็มักแพงขึ้นตามกัน โดยยังไม่นับรวมถึงกรณีสินค้าบางอย่างที่เริ่มขาดแคลนจากข้อจำกัดด้านการขนส่ง

ในขณะที่หลายคนยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทานร้านอาหารเดิม ขับรถยนต์คันเดิม เดินทางด้วยเส้นทางเดิม ทำงานเหมือนเดิม แต่ปลายเดือนกลับเหลือเงินน้อยลง ไม่ใช่เพราะใช้เงินฟุ่มเฟือยขึ้น แต่เพราะต้นทุนของทั้งระบบได้เปลี่ยนไป ผลลัพธ์ คือ เงินเดือนที่เท่าเดิมหรือเพิ่งได้เพิ่มขึ้นตอนต้นปี แต่ก็ยังไม่ทันกับค่าใช้จ่ายประจำวันที่แพงขึ้น ทำให้มีเงินเก็บน้อยลงหรือถึงขึ้นเงินเดือนไม่พอใช้ โดยบางคนอาจไม่รู้ตัวว่าสาเหตุนั้นเกิดขึ้นจากตรงไหน

2.สิ่งที่ควรทำ เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น

เมื่อรู้สึกว่าเงินเริ่มตึงตัว หลายคนมักเลือกที่จะพยายามประหยัดทุกอย่างและตัดความสุขของตนเองออก เช่น ไม่เข้าสังคม ไม่ดื่มกาแฟ ไม่เปิดแอร์บ้าน ฯลฯ กดดันตัวเองให้หนักเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ด้วยชีวิตที่ตึงแบบนี้ สุดท้ายก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม พร้อมความรู้สึกผิดที่กดดันตัวเองได้ไม่มากพอ

อย่างไรก็ตาม การจัดการเงินไม่ใช่การ “อด” แต่คือการ “จัดลำดับใหม่” ให้เงินไปอยู่กับสิ่งที่สำคัญก่อน และลดการใช้เงินในสิ่งที่ไม่จำเป็นลง การจัดการเงินที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน บางครั้งแค่เห็นภาพก็เปลี่ยนการตัดสินใจได้แล้ว โดยแนะนำให้ลองเริ่มจาก 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1: แยกค่าใช้จ่าย “คงที่” กับ “ยืดหยุ่น” ให้ชัดเจน

  • ค่าใช้จ่ายคงที่ เป็นสิ่งที่ต้องจ่ายแน่ ในจำนวนที่แน่นอน เช่น ค่าเช่า/ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เบี้ยประกัน
  • ค่าใช้จ่ายยืดหยุ่น ที่เป็นสิ่งที่เพิ่มลดได้ ตามการใช้ชีวิตแต่ละวัน เช่น ค่ากินเที่ยว กาแฟ ช้อปปิ้ง ค่าเดินทาง เละอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสะดวกสบายในแต่ละวัน

ขั้นที่ 2: แยกให้ได้ว่าค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้นทุน หรือเพราะพฤติกรรม 

  • สินค้าหรือบริการบางอย่างแพงขึ้นเพราะโลกแพงขึ้น ไม่ใช่เพราะเราใช้เงินแย่ลง ตรงนี้ไม่ควรโทษตัวเอง แต่ควรวางแผนใหม่ เช่น มองหาสินค้าหรือบริการทดแทน ที่ตอบโจทย์ได้โดยไม่กระทบชีวิตมากนัก
  • แต่หากเป็นการใช้จ่ายที่เกิดจากพฤติกรรม เช่น แพ้โปรโมชั่นโค้ดส่วนลดขอให้ได้ใช้โค้ด สินค้าที่ซื้อจะได้ใช้หรือไม่ยังไม่ต้องคิด ฯลฯ ค่าใช้จ่ายแบบนี้ควรถูกจัดให้ต้องถูกลดเป็นลำดับแรกๆ

ขั้นที่ 3: หา “รูรั่ว” ของเรา จากค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น 

  • ใครที่เงินหายไปกับค่าใช้จ่ายที่เกิดจากพฤติกรรม ควรลองรวมเป็นตัวเลขรายเดือน แล้วดูว่าเงินส่วนนี้ที่หมดไปคิดเป็น กี่% ของเงินเดือน และลองตั้ง Budget หรือเพดานค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ว่าถ้าอยากให้มีเพื่อเป็นความสุขในชีวิต แต่ไม่ให้เป็นอุปสรรคจนเก็บเงินไมได้ เพดานส่วนนี้ควรมีสักเดือนละเท่าไร
  • หากค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับเรื่องที่จำเป็น เช่น การเดินทางไปทำงาน กิจวัตรประจำวัน ฯลฯ ลองพิจารณาดูว่าหากลองเปลี่ยนแปลงสักนิด ค่าใช้จ่ายจะลดลงบ้างไหม เช่น ออกจากบ้านให้เร็วขึ้น เพื่อเลี่ยงรถติดที่ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน หรือติดรถคนในครอบครัวเพื่อลดการใช้รถยนต์หลายคันในเวลาเดียวกัน ฯลฯ

3.น้ำมันแพงคุมไม่ได้ แต่การเงินของคุณคุมได้

เราเลือกไม่ได้ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นแค่ไหน แต่เลือกได้ว่าจะทำให้เงินของเราได้รับผลกระทบอย่างไร ตัวอย่างที่ง่ายที่สุด คือ ค่าใช้จ่ายการเดินทาง สำหรับคนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว หากดูจากราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ต่อลิตร ณ ปัจจุบัน (5 เม.ย. 69) พบว่าค่าใช้จ่ายการเดินทางส่วนนี้สูงกว่าเมื่อสิ้นปี 68 ถึง 40% (อ้างอิงข้อมูลจาก กลุ่มบริษัทบางจาก https://www.bangchak.co.th/th/oilprice/historical) ในขณะที่หากเลือกใช้การเดินทางสาธารณะ เช่น

  • รถเมล์ รถไฟฟ้า รถ Taxi: ที่ไม่ว่าราคาเชื้อเพลิงจะแพงขึ้นเท่าไร แต่อัตราค่าบริการของทางเลือกเหล่านี้ ยังคงถูกควบคุม ไว้ที่เท่าเดิม
  • รถรับจ้างผ่าน Apps: แม้ว่าทางเลือกเหล่านี้มีโอกาสถูกปรับราคาค่าบริการได้ง่ายกว่าทางเลือกแรก แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ค่าบริการใช้รถจาก Apps ก็ยังคงเท่าเดิม หรือต่างจากเดิมไม่มากนัก จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยคุมต้นทุนการเดินทาง ให้แพงขึ้นน้อยกว่า 40%ได้

สำหรับใครที่กังวลว่า การใช้รถ Taxi หรือเรียกรถผ่าน Apps ดูจะเป็นการเอาเปรียบ Driver ที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามหากเรามองว่าแม้ Driver มีรายได้สุทธิต่อระยะทางที่น้อยลงตามราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่หากมีลูกค้าที่ทำให้วิ่งรับงานได้มากขึ้น ก็ถือว่าเป็นการช่วยเพิ่มรายได้โดยรวมต่อวันให้สูงขึ้นได้ โดยผู้ใช้บริการก็ยังได้ลดค่าใช้จ่ายจากการเดินทางด้วยรถส่วนตัวลงด้วย

 4.ตัวช่วยค่าใช้จ่าย ยามค่าครองชีพแพง

การรวบรวมค่าใช้จ่ายตามที่เล่าไปก่อนหน้า นอกจากเพื่อแยกแยะค่าใช้จ่าย “คงที่ vs ยืดหยุ่น” และตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นแล้ว ยังช่วยให้เราเห็นว่าในแต่ละเดือนเราจ่ายเงินไปกับสินค้า บริการ และร้านค้าไหนบ้าง เพื่อมองหาตัวช่วยลดค่าใช้จ่าย เช่น

ตัวช่วยลดค่าใช้จ่ายประจำวัน

  • การเติมน้ำมัน หากชำระค่าน้ำมันด้วยบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นร่วมกับปั๊มน้ำมัน อาจได้รับ cash back เข้าบัญชี
  • การซื้อของใช้ ของสดจาก Supercenter/Hypermarket บางแห่ง หากใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต Co-brand อาจได้สิทธิส่วนลด 3-7%ของยอดการใช้จ่าย ทุกครั้ง
  • การซื้อสินค้า จากร้านสะดวกซื้อหรือ shopping apps หากมีการใช้จ่ายผ่าน Wallet หรือจ่ายผ่านบัตรเครดิตที่มี Promotion เมื่อมียอดใช้จ่ายถึงเกณฑ์ที่กำหนด อาจได้รับ cash back เข้าบัญชี หรือสะสมคะแนนเพื่อนำกลับมาเป็นส่วนลดภายหลังได้

ลงทุนก้อนใหญ่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายระยะยาว

  • รถยนต์ EV: สิ่งที่ได้รับความนิยมมาระยะหนึ่ง และถูกพูดถึงมากขึ้นในยุคน้ำมันแพง ซึ่งรถ EV บางรุ่นใช้เงิน 3-4 แสนบาทก็เป็นเจ้าของได้ อย่างไรก็ตามแม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะต่ำกว่ารถน้ำมัน แต่ยังมีต้นทุนแฝงและสิ่งที่พิจารณาก่อนด้วย เช่น ค่าเบี้ยประกันรถ ศูนย์บริการซ่อมรถ (เพราะไม่สามารถใช้อู่ทั่วไปได้เหมือนรถน้ำมัน) สำหรับคนที่ไม่มีบ้านพักส่วนตัว ไม่สามารถติดตั้งหัวชาร์จที่บ้านได้ ต้องสำรวจจุดชาร์จรถที่สะดวกและระยะเวลาการชาร์จที่เสียไป 40-60 นาทีต่อครั้งด้วย
  • ติดตั้ง Solar Rooftop: สำหรับคนที่มีบ้านส่วนตัว การใช้เงินติดตั้งประมาณ 124,900 – 325,900 บาท (อ้างอิงข้อมูลจาก กฟน. https://www.mea.or.th/public-relations/press-media/infographics/solarrooftop20260309) ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้เดือนละ 1,800-6,000 บาท คืนทุนได้ภายใน 4 - 6.7 ปี และยังสามารถนำค่าติดตั้งไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท ได้ภาษีคืนสูงสุด 10,000-70,000 บาท ขึ้นกับฐานภาษี ทำให้คืนทุนได้เร็วขึ้น

หากช่วงนี้รู้สึกกังวลทุกครั้งที่เติมน้ำมัน นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นกำลังสร้างความกดดันให้กับหลายครอบครัวอย่างเงียบๆ ดังนั้นอยากให้คนที่กำลังเครียดกับค่าใช้จ่าย ลองเริ่มจาก “ปรับแผนให้เข้ากับความจริงใหม่” มากกว่าฝืนอดจนเครียดเกินไป เป้าหมายที่ได้ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่คือทำให้ยังใช้ชีวิตได้ และยังค่อยๆ มีเงินเหลือเก็บเพื่ออนาคตของตัวเองต่อไป

ราชันย์ ตันติจินดา

ราชันย์ ตันติจินดา

นักวางแผนการเงิน CFP

แชร์
จัดการเงินในชีวิตประจำวันอย่างไร ในยุคน้ำมันแพง