Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
กองทุนบำนาญนอร์เวย์ทำอย่างไร ให้ปี 68 โกยกำไรได้ถึง 7.7 ล้านล้านบาท!
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

กองทุนบำนาญนอร์เวย์ทำอย่างไร ให้ปี 68 โกยกำไรได้ถึง 7.7 ล้านล้านบาท!

28 ก.พ. 69
11:31 น.
แชร์

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ ซึ่งเป็นกองทุนจากรายได้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลในปี 2568 โดยสร้างผลตอบแทนรวม 2.36 ล้านล้านโครนนอร์เวย์ หรือราว 7.7 ล้านล้านบาท จากแรงหนุนของตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้น

แม้ปีที่ผ่านมาจะเป็นปีที่ ผู้บริหารกองทุนจะยอมรับว่าเป็นปีที่เต็มไปด้วย “ความปั่นป่วนต่อเนื่อง” จากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน กระแสความคาดหวังต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายประเทศ กลับกลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้สินทรัพย์การลงทุนหลายประเภทในพอร์ตของกองทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

กลยุทธ์กองทุนระดับโลก ลงทุนกว่า 7,200 บริษัททั่วโลก

กองทุนดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารของ Norges Bank Investment Management (NBIM) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2541 เพื่อบริหารจัดการรายได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของนอร์เวย์ในนามของประชาชนทั้งประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการนำรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติไปลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาวให้กับประเทศและคนรุ่นต่อไป

ปัจจุบัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์มีการลงทุนในบริษัทมากกว่า 7,200 แห่งในกว่า 60 ประเทศ และถือครองสัดส่วนหุ้นเฉลี่ยราว 1.5% ของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก ส่งผลให้กองทุนแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในนักลงทุนสถาบันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตลาดการเงินโลก

ในปีที่ผ่านมา กองทุนสามารถสร้างกำไรได้ประมาณ 2.36 ล้านล้านโครนนอร์เวย์ หรือราว 7.7 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทน 15.1% อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนดังกล่าวยังต่ำกว่าดัชนีอ้างอิงของกองทุนอยู่เล็กน้อยประมาณ 0.28 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านโครน

จากผลการลงทุนดังกล่าว ทำให้มูลค่าทรัพย์สินรวมของกองทุนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2568 จากระดับราว 2.08 ล้านล้านดอลลาร์ ในปีก่อนหน้า

Nicolai Tangen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NBIM ระบุว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของผลตอบแทนในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยสร้างผลตอบแทนเชิงบวกให้กับพอร์ตการลงทุนของกองทุน

Tangen กล่าวว่า แม้ปี 2568 จะเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากทั้งเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ แต่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นทั่วโลกให้ปรับตัวขึ้น

ขณะเดียวกัน กองทุนยังสามารถรักษาผลตอบแทนได้ในระดับที่แข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการปรับขึ้น ภาษีศุลกากรของสหรัฐ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อการค้าและบรรยากาศการลงทุนในช่วงปีที่ผ่านมา

หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐครองพอร์ต พร้อมพลังงานหมุนเวียนและตราสารหนี้

โครงสร้างการลงทุนของ NBIM ยังคงให้น้ำหนักกับ ตลาดหุ้นเป็นสินทรัพย์หลักของพอร์ต โดยพอร์ตหุ้นมีมูลค่ารวมประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 71% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของกองทุน และสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 19.3% ในปีที่ผ่านมา

หากพิจารณาในเชิงภูมิศาสตร์ การลงทุนราว 40% ของพอร์ตหุ้นกระจุกตัวอยู่ในตลาดสหรัฐ โดยหุ้นที่กองทุนถือครองในสัดส่วนสูงสุด ได้แก่ Nvidia ที่กองทุนถืออยู่ประมาณ 1.3%, Apple ประมาณ 1.2% และ Microsoft ประมาณ 1.3%

หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เหล่านี้ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกระแสการลงทุนใน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนสำคัญของตลาดการเงินโลกในช่วงปีที่ผ่านมา

นอกจากการลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว กองทุนยังมีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นเพื่อบริหารความเสี่ยงของพอร์ต โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาด (unlisted renewable infrastructure) ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 18.1% ในปีที่ผ่านมา

ในช่วงปีเดียวกัน กองทุนยังได้ขยายการลงทุนในโครงการพลังงานหลายแห่ง รวมถึงการเข้าลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี สะท้อนบทบาทของกองทุนในฐานะผู้ลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยุโรป

ขณะเดียวกัน สินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 594,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นมากกว่า 26% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของกองทุน สามารถสร้างผลตอบแทนได้ 5.4% ส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 4.4% ในช่วงปีเดียวกัน

นอร์เวย์ใช้ AI สแกนบริษัททั่วโลก คัดกรองความเสี่ยง ESG

NBIM ยังเปิดเผยว่าได้เริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกระบวนการตรวจสอบการลงทุนด้านจริยธรรม เพื่อคัดกรองบริษัทที่อาจมีความเสี่ยง เช่น ความเชื่อมโยงกับแรงงานบังคับ การทุจริต หรือการฉ้อโกง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนและหลีกเลี่ยงการสูญเสียทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น

ตั้งแต่ปลายปี 2567 NBIM ได้เริ่มใช้โมเดล Claude ของบริษัท Anthropic เพื่อช่วยคัดกรองบริษัทที่อาจมีความเสี่ยงด้าน ESG และตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมาได้ขยายการใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) เพื่อสแกนบริษัททั้งหมดในวันที่บริษัทเหล่านั้นถูกเพิ่มเข้าสู่พอร์ตหุ้น โดย AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงข้อมูลที่ผู้ให้บริการฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์มักไม่ได้รวบรวมไว้

NBIM ระบุในรายงานการลงทุนประจำปีว่า ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการลงทุน เครื่องมือ AI จะช่วยระบุบริษัทใหม่ในพอร์ตหุ้นที่อาจมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยง เช่น แรงงานบังคับ การทุจริต หรือการฉ้อโกง ในหลายกรณีกองทุนสามารถตรวจพบความเสี่ยงและขายหุ้นออกได้ก่อนที่ตลาดโดยรวมจะรับรู้ถึงปัจจัยลบดังกล่าว ทำให้หลีกเลี่ยงความเสียหายทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้

AI ยังมีบทบาทสำคัญในการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทขนาดเล็กในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมักมีข้อมูลจำกัดจากผู้ให้บริการฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์ ขณะที่สื่อระดับนานาชาติอาจไม่ได้รายงานเกี่ยวกับบริษัทเหล่านั้น โดยข่าวสารหรือข้อถกเถียงเกี่ยวกับบริษัทบางแห่งอาจปรากฏเพียงในสื่อท้องถิ่นขนาดเล็กในภาษาท้องถิ่น ทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยตรวจจับความเสี่ยงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา กองทุนได้ระงับกระบวนการประเมิน ESG ตามปกติชั่วคราว หลังจากทำเนียบขาววิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของกองทุนที่ขายหุ้นในบริษัท Caterpillar ของสหรัฐ เนื่องจากความเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในเขตเวสต์แบงก์

กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายของกองทุนความมั่งคั่งระดับโลก ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนทั่วโลกกับการดำเนินนโยบายลงทุนที่สอดคล้องกับหลักจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม

อ้างอิง: CNBC, Reuters


แชร์
กองทุนบำนาญนอร์เวย์ทำอย่างไร ให้ปี 68 โกยกำไรได้ถึง 7.7 ล้านล้านบาท!