
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มประเทศไทยเข้าไปอยู่ใน “บัญชีเฝ้าระวัง” ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในรายงานค่าเงินประจำครึ่งปีฉบับล่าสุด ท่ามกลางการยกระดับการตรวจสอบนโยบายค่าเงินของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ และมีบทบาทเชิงรุกในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แม้สหรัฐฯ จะย้ำว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2568 ยังไม่พบประเทศคู่ค้ารายใหญ่รายใดที่เข้าเกณฑ์ครบถ้วนจนต้องถูกระบุอย่างเป็นทางการว่าเป็น “ผู้บิดเบือนค่าเงิน”
รายงานฉบับนี้สะท้อนการปรับมุมมองเชิงนโยบายของสหรัฐฯ ต่อกลไกอัตราแลกเปลี่ยนโลก โดยกระทรวงการคลังระบุชัดว่า จะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแทรกแซงค่าเงินในทุกรูปแบบ ไม่เพียงเฉพาะการแทรกแซงเพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินแข็งค่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพยายามของประเทศต่าง ๆ ในการต้านแรงกดดันการอ่อนค่าของสกุลเงินเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์เริ่มผันผวน
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การตัดสินใจเพิ่มประเทศไทยเข้าไปอยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง มีปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในระดับโลก ควบคู่กับการมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ ในระดับที่มีนัยสำคัญ ซึ่งเข้าข่ายเงื่อนไขที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ไทยจะยังไม่เข้าเกณฑ์ครบทั้งสามข้อสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกขั้นสูงก็ตาม
ทั้งนี้ เกณฑ์หลักสามข้อที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ใช้ในการพิจารณาการบิดเบือนค่าเงิน ได้แก่ การมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ อย่างน้อย 15,000 ล้านดอลลาร์ การมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกิน 3% ของ GDP และการเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิในลักษณะฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่องในระดับอย่างน้อย 2% ของ GDP ซึ่งในรอบการประเมินล่าสุด ไม่มีประเทศคู่ค้ารายใหญ่รายใดเข้าเกณฑ์ครบทั้งสามข้อพร้อมกัน
ประเทศไทยจึงเป็นประเทศเดียวที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ในบัญชีเฝ้าระวังรอบนี้ โดยเข้าร่วมกับอีก 9 เศรษฐกิจ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม เยอรมนี ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทั้งหมดเคยอยู่ในบัญชีดังกล่าวมาแล้วในรายงานฉบับก่อนหน้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 สะท้อนว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับแนวโน้มเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยมากขึ้นในบริบทของดุลการค้าและบทบาทในตลาดโลก
รายงานระบุว่า แนวทางการประเมินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากกรอบเดิมที่มุ่งตรวจสอบการแทรกแซงฝ่ายเดียวเพื่อกดค่าเงินไม่ให้แข็งค่า ไปสู่การประเมินที่กว้างขึ้น โดยจะพิจารณาว่าประเทศต่าง ๆ ที่อ้างว่าดูแลค่าเงินเพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างราบรื่นนั้น มีความสมดุลหรือไม่ระหว่างการต้านแรงแข็งค่าและการต้านแรงอ่อนค่า โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก
เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ชี้แจงว่า การเปลี่ยนกรอบการตรวจสอบดังกล่าวไม่ได้ออกแบบมาเพื่อพุ่งเป้าไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะ หลังถูกตั้งคำถามว่าเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเผชิญภาวะเงินเยนอ่อนค่าหรือไม่ โดยย้ำว่า จุดประสงค์หลักคือการเสริมความแข็งแกร่งให้การวิเคราะห์เชิงนโยบายสำหรับรายงานในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงอย่างเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ รายงานฉบับถัดไปมีกำหนดเผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2568 และจะครอบคลุมช่วงครึ่งหลังของปีเดียวกัน
รายงานยังระบุว่า สำหรับประเทศที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะขยายการวิเคราะห์ไปไกลกว่านโยบายในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง โดยจะพิจารณานโยบายภาครัฐอื่น ๆ ที่อาจมีอิทธิพลต่อค่าเงิน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการควบคุมเงินทุน มาตรการกำกับดูแลภาคการเงินเชิงมหภาค การใช้กองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐและกองทุนบำเหน็จบำนาญ การใช้ธุรกรรมสว็อปเพื่อหักล้างการแทรกแซงในตลาดสปอต รวมถึงการติดตามสถานะสุทธิในตลาดฟอร์เวิร์ดของประเทศคู่ค้า เพื่อประเมินผลกระทบต่อค่าเงินอย่างรอบด้าน
ในส่วนของญี่ปุ่น รายงานและคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เงินเยนอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยฝ่ายนโยบายของญี่ปุ่นใช้การสื่อสารเชิงนโยบายอย่างระมัดระวังเพื่อพยุงค่าเงิน ขณะที่แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้เปิดเผยว่า ความพยายามของโตเกียวได้รับการสนับสนุนโดยปริยายจากทางการสหรัฐฯ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์กได้ทำการตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์/เยนเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสัญญาณก่อนการแทรกแซงอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ ย้ำว่า สหรัฐฯ “ไม่ได้เข้าแทรกแซง” เพื่อพยุงค่าเงินเยนแต่อย่างใด
สำหรับจีน แม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะยังหลีกเลี่ยงการระบุให้เป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปสู่ความตึงเครียดทางการค้า ท่ามกลางแรงกดดันการอ่อนค่าของเงินหยวน แต่รายงานยังคงวิพากษ์อย่างชัดเจน โดยระบุว่าจีน “โดดเด่น” ในกลุ่มประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ จากการขาดความโปร่งใสด้านนโยบายและแนวปฏิบัติด้านอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมเตือนว่า ความไม่โปร่งใสดังกล่าวไม่ได้ตัดโอกาสที่จีนอาจถูกพิจารณาสถานะใหม่ในอนาคต หากพบหลักฐานว่าปักกิ่งเข้าแทรกแซงค่าเงินผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินหยวนในช่วงต่อไป