
เจาะโครงราคาดีเซล 'หน้าปั๊ม' ทำไมแม้ลด 'ราคาหน้าโรงกลั่น' 'หน้าปั๊ม' อาจไม่ลด หรือลดไม่เท่า?
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยที่ประชุมมีมติให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล บี7 และ บี20 ลง 2 บาทต่อลิตร อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีและ กบง. ในการควบคุมราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น และการจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในยามวิกฤต
ที่มาของมติดังกล่าวเกิดจากผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่พบว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นผิดปกติตั้งแต่เดือนมีนาคมต่อเนื่องจนถึงเดือนเมษายน 2569 จนเข้าขั้นวิกฤต ข่าวนี้ทำให้ผู้ใช้รถดีเซลทั่วประเทศพากันตั้งความหวังว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะถูกลงในเร็ววัน
แต่ในความเป็นจริง กลไกราคาน้ำมันในประเทศไทยนั้นมีความซับซ้อนกว่าที่หลายคนเข้าใจ ราคาหน้าโรงกลั่นเป็นเพียงหนึ่งในหลายองค์ประกอบที่ถูก "ซ้อนทับ" กันขึ้นมาจนกลายเป็นราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจริง ณ สถานีบริการ โครงสร้างราคาน้ำมันไทยประกอบด้วยชั้นของภาษี กองทุน ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณซ้อนกันหลายระดับ แต่ละชั้นมีหน่วยงานกำกับดูแลแยกจากกัน มีฐานกฎหมายคนละฉบับ และมีวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บที่แตกต่างกันออกไป
ดังนั้น การลดราคาที่ต้นทางจึงไม่ได้หมายความว่าปลายทางจะลดลงในสัดส่วนเดียวกันเสมอไป เพราะระหว่างทางยังมี "ตัวแปร" อีกหลายตัวที่อาจดูดซับส่วนลดนั้นไปก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค
บทความนี้ SPOTLIGHT จะพาผู้อ่านเจาะลึกโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลทีละชั้น โดยใช้ตัวเลขจริงจากโครงสร้างราคาน้ำมัน ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดมาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร จึงอาจส่งผลให้ราคาหน้าปั๊มลดลงได้ราว 2.14 บาทต่อลิตรหากส่งผ่านได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ในบางสถานการณ์ ตัวเลขที่ผู้บริโภคได้รับจริงอาจ น้อยกว่านั้น หรืออาจไม่ลดลงเลยก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ว่าจะจัดสรรส่วนลดนี้อย่างไร ระหว่างส่งผ่านให้ผู้บริโภคทั้งหมด หรือนำบางส่วนไปเสริมสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันที่กำลังแบกภาระหนักอึ้ง
หากเปรียบราคาน้ำมันหน้าปั๊มเป็นตึกสูง แต่ละชั้นของตึกก็คือองค์ประกอบต้นทุนที่ถูกวางซ้อนกันขึ้นไปทีละชั้น โดยผู้บริโภคมองเห็นแต่ "ยอดตึก" คือราคาขายปลีกที่ป้ายหน้าปั๊ม แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นว่าภายในโครงสร้างนั้นมีอะไรอยู่บ้าง โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลของไทยประกอบด้วยองค์ประกอบ 11 รายการ ซึ่งสามารถจัดกลุ่มเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ราคา ณ โรงกลั่น กลุ่มภาษี กลุ่มกองทุน ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่ม
ชั้นล่างสุดและเป็นชั้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ "ราคา ณ โรงกลั่น" หรือราคาเนื้อน้ำมัน ราคานี้ประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่อ้างอิงจากตลาดกลางสิงคโปร์ และราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นเอทานอลหรือไบโอดีเซล ตามสัดส่วนที่ผสมในน้ำมันแต่ละชนิด
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ ตัวเลขราคา ณ โรงกลั่นตามโครงสร้างนี้เป็นตัวเลขที่ "คำนวณตามหลักเกณฑ์ของ กบง." ซึ่งมิใช่ต้นทุนราคาซื้อขายจริงของผู้ประกอบการโรงกลั่น หมายความว่าราคานี้เป็นราคาอ้างอิงเชิงนโยบาย ไม่ใช่ราคาต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่นแต่ละแห่ง
ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 ราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วอยู่ที่ 52.5729 บาทต่อลิตร ตัวเลขนี้สูงกว่าราคาขายปลีกที่ 50.54 บาทต่อลิตรเสียอีก ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านบางท่านงุนงง แต่เหตุผลก็คือมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามา "อุดหนุน" หรือ "ดึง" ราคาลงถึง 18.54 บาทต่อลิตร จึงทำให้ราคาสุดท้ายที่ผู้บริโภคจ่ายต่ำกว่าราคาเนื้อน้ำมันจริง
การที่ล่าสุดในวันที่ 7 เมษายน กบง. มีมติให้ใช้สูตร "สิงคโปร์ดิสเคาท์" คือยังคงอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์เป็นฐาน แต่หักลบผลประโยชน์ส่วนเกินลง 2 บาทต่อลิตร จากเดิมที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าราคา ณ โรงกลั่นจะลดลงจาก 52.5729 บาทเหลือประมาณ 50.5729 บาทต่อลิตร โดยมาตรการนี้จะมีการทบทวนทุกสัปดาห์ตามสถานการณ์และตัวเลขจริงที่โรงกลั่นรายงาน ซึ่งหมายความว่าตัวเลข 2 บาทอาจปรับเพิ่มหรือลดได้ตามความเหมาะสม
ถัดจากราคา ณ โรงกลั่นขึ้นมาคือชั้นของภาษี 2 ประเภท ประเภทแรกคือภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) ซึ่งจัดเก็บตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยกระทรวงการคลัง ในอัตราคงที่ต่อลิตร สำหรับดีเซลหมุนเร็ว ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 6.92 บาทต่อลิตร
เหตุผลที่รัฐจัดเก็บภาษีนี้ก็เพราะน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันถือเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดภาระต่อรัฐในการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภค อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภาษีนี้จะถูกเรียกเก็บเมื่อน้ำมันออกจากโรงกลั่นหรือคลังน้ำมัน
ประเภทที่สองคือภาษีเทศบาล หรือภาษีมหาดไทย (Municipal Tax) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 150 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เท่ากับ 0.692 บาทต่อลิตร (คำนวณจาก 6.92 x 10%) เงินจำนวนนี้จะถูกส่งมอบให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อใช้ในราชการส่วนท้องถิ่น
จุดสำคัญที่ต้องจดจำคือภาษีทั้งสองรายการนี้เป็นอัตราคงที่ ไม่ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะพุ่งขึ้นหรือร่วงลง ภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลจะไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น เมื่อราคาหน้าโรงกลั่นลดลง 2 บาท ชั้นภาษีเหล่านี้ยังคงตั้งอยู่ที่เดิมทุกประการ ไม่ได้ช่วยขยายผลของส่วนลดแต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นตัวขัดขวางการส่งผ่านส่วนลดเช่นกัน
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง เพื่อช่วยบรรเทาภาระราคาขายปลีก โดยบางประเทศได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น เวียดนาม อย่างไรก็ดี นายเอกนัฏมองว่า การลดภาษีสรรพสามิตเท่ากับการลดรายได้ของรัฐโดยตรง ซึ่งในช่วงวิกฤตรัฐบาลยังจำเป็นต้องมีงบประมาณไว้ดูแลและช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด
นายเอกนัฏระบุว่า การยอมตัดรายได้ของรัฐลงเพียง 1% อาจกระทบต่อเม็ดเงินระดับแสนล้านบาทที่ภาครัฐสามารถนำไปใช้ประคับประคองประชาชนได้ จึงเห็นว่าทางเลือกที่เหมาะสมกว่าคือการขอแบ่งกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาช่วยพยุงสถานการณ์ แทนการปล่อยให้รัฐสูญเสียรายได้ไปโดยไม่ได้อะไรกลับคืน
ชั้นที่สำคัญที่สุดในบริบทของมาตรการลดราคาครั้งนี้คือ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" (Oil Fund) ดูแลโดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง
กลไกของกองทุนทำงานแบบ "สองทิศทาง" กล่าวคือ ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกต่ำ กองทุนจะเก็บเงินจากผู้บริโภค (ค่าเป็นบวก) เพื่อสะสมเป็นเงินทุนสำรอง แต่ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกสูง กองทุนจะจ่ายเงินชดเชยให้ผู้บริโภค (ค่าเป็นลบ) เพื่อตรึงราคาไม่ให้พุ่งเกินไป
ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 อัตราเงินกองทุนน้ำมันสำหรับดีเซลหมุนเร็วอยู่ที่ "ติดลบ" 18.54 บาทต่อลิตร ตัวเลขนี้บ่งบอกว่ากองทุนกำลังจ่ายเงินชดเชยให้ผู้บริโภคถึงลิตรละ 18.54 บาท
หากพิจารณาว่าประเทศไทยบริโภคน้ำมันดีเซลราววันละหลายสิบล้านลิตร เงินที่กองทุนต้องจ่ายออกไปในแต่ละวันจึงมหาศาล สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ฐานะการเงินของกองทุนเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว และนี่คือเหตุผลหลักที่ กบน. อาจไม่ส่งผ่านส่วนลดทั้ง 2 บาทไปยังราคาหน้าปั๊ม
ส่วนกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (Energy Conservation Fund) ซึ่งจัดตั้งตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 นั้น มีอัตราจัดเก็บเพียง 0.05 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับองค์ประกอบอื่น
เงินส่วนนี้ใช้เป็นทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือหรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน โดยมีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นผู้กำหนดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุน
เมื่อนำราคา ณ โรงกลั่น 52.5729 บาท บวกภาษีสรรพสามิต 6.92 บาท บวกภาษีเทศบาล 0.692 บาท หักเงินชดเชยกองทุนน้ำมัน 18.54 บาท และบวกกองทุนอนุรักษ์พลังงาน 0.05 บาท จะได้ "ราคาขายส่ง" (Wholesale Price) ที่ 41.6949 บาทต่อลิตร ตัวเลขนี้เป็นราคาที่คำนวณเพื่อการอ้างอิง ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริงของผู้ประกอบการ
จากราคาขายส่งนี้ จะถูกคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตราร้อยละ 7 ซึ่งเท่ากับ 2.9186 บาทต่อลิตร (41.6949 x 7%) รวมเป็น "ราคาขายส่งรวม VAT" ที่ 44.6135 บาทต่อลิตร จุดที่น่าสังเกตคือ VAT เป็นภาษีแบบ "ร้อยละ" ไม่ใช่อัตราคงที่ต่อลิตร ดังนั้นเมื่อราคาขายส่งเปลี่ยนแปลง VAT ก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่งจะกลายเป็น "ตัวคูณ" ที่ทำให้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคาถูกขยายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ถัดมาคือ "ค่าการตลาด" (Marketing Margin) จำนวน 5.5388 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ (ทั้งผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการสถานีบริการ) เช่น ค่าใช้จ่ายบุคลากร ค่าก่อสร้างสถานีบริการ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ค่าขนส่งน้ำมัน เป็นต้น
ค่าการตลาดคำนวณจากส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และราคาขายส่งน้ำมัน ดังนั้น ค่าการตลาด = ราคาขายปลีกน้ำมัน/1.07 - ราคาขายส่งน้ำมัน
สุดท้ายยังมี VAT ของค่าการตลาดอีก 0.3877 บาทต่อลิตร (5.5388 x 7%) ซ้อนเข้ามาอีกชั้น รวมทุกองค์ประกอบแล้วจึงได้ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการที่ 50.54 บาทต่อลิตร
เมื่อเข้าใจโครงสร้างทั้ง 11 ชั้นแล้ว คำถามสำคัญคือ เมื่อราคาหน้าโรงกลั่นลดลง 2 บาท ราคาหน้าปั๊มจะลดตามเท่าไร คำตอบขึ้นอยู่กับว่า กบน. จะจัดการกับส่วนลดนี้อย่างไร ซึ่งมีหลายสถานการณ์ที่เป็นไปได้
ในสถานการณ์หนึ่ง กบน. อาจเลือกส่งผ่านส่วนลดทั้ง 100% ไปยังราคาหน้าปั๊ม ซึ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค โดยหากราคาหน้าโรงกลั่นลดลง 2 บาทและ กบน. ตัดสินใจส่งผ่านส่วนลดทั้งหมดไปยังผู้บริโภค ราคาขายส่งจะลดลง 2 บาทเช่นกัน จากนั้น VAT ของราคาขายส่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 7 ก็จะลดลงอีก 0.14 บาท (2 x 7%) รวมเป็นส่วนลดที่ราคาขายส่งรวม VAT จะลดลงราว 2.14 บาทต่อลิตร
หากค่าการตลาดยังคงเท่าเดิม ราคาหน้าปั๊มก็จะลดลงราว 2.14 บาทต่อลิตร จาก 50.54 บาทเหลือประมาณ 48.40 บาทต่อลิตร นี่คือกรณีที่ดีที่สุดที่ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ตามที่นายเอกนัฏระบุว่า "หากส่งผ่านได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ จะทำให้ราคาหน้าปั๊มลดลงได้ราว 2.14 บาทต่อลิตร"
อย่างไรก็ตาม ก็เป็นไปได้เช่นกันที่กบน. จะตัดสินใจให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูดซับส่วนลดนี้ไปทั้งหมด และผู้บริโภคอาจไม่ได้ส่วนลดอะไรเลย เพราะ ณ ขณะนี้กองทุนกำลังแบกภาระชดเชยราคาดีเซลอยู่ถึง 18.54 บาทต่อลิตร ซึ่งหมายความว่าทุกลิตรที่คนไทยเติม กองทุนต้องควักเงินออกมาจ่ายเกือบ 19 บาท สถานการณ์เช่นนี้ทำให้กองทุนสูญเสียเงินอย่างรวดเร็ว
กบน. จึงอาจตัดสินใจ "ดูดซับ" ส่วนลด 2 บาทที่ได้จากการลดราคาหน้าโรงกลั่นเข้าไปเติมเต็มกองทุนทั้งจำนวน โดยปรับอัตราเงินชดเชยจาก -18.54 บาทเป็น -16.54 บาทต่อลิตร ผลลัพธ์คือราคาขายส่งยังคงเท่าเดิมทุกประการ ราคาหน้าปั๊มไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่สตางค์เดียว มาตรการนี้จะช่วยชะลอการสูญเสียเงินของกองทุนได้วันละหลายร้อยล้านบาท แต่ผู้บริโภคจะไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงในระยะสั้น
นอกจากสองกรณีที่ว่าไปแล้ว กบน. อาจเลือกทางสายกลางด้วยการแบ่งสรรส่วนลด คือส่งผ่านส่วนลดบางส่วนให้ผู้บริโภค และนำบางส่วนไปลดภาระกองทุน ตัวอย่างเช่น หากส่งผ่าน 1 บาทและนำอีก 1 บาทไปเข้ากองทุน ราคาขายส่งจะลดลง 1 บาท VAT ของราคาขายส่งลดลงอีก 0.07 บาท รวมเป็นราคาหน้าปั๊มลดลงราว 1.07 บาทต่อลิตร ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรณีที่ดีที่สุด สถานการณ์แบบนี้อาจทำให้ผู้บริโภคผิดหวัง เพราะได้ยินข่าวว่าลดหน้าโรงกลั่น 2 บาท แต่หน้าปั๊มลดเพียง 1 บาทเศษ
อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจคือ กบน. อาจพิจารณาให้ส่วนลดแก่น้ำมันดีเซล บี20 สูงกว่าดีเซล บี7 เพื่อเป็นแรงจูงใจสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ใช้ดีเซล บี20 จะได้รับส่วนลดมากกว่า ขณะที่ผู้ใช้ดีเซล บี7 ทั่วไปอาจได้รับส่วนลดน้อยกว่าที่คาดหวัง สถานการณ์นี้จะสอดคล้องกับแผนการขยายหัวจ่ายดีเซล บี20 บนถนนสายหลักภายในวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่นายเอกนัฏประกาศไว้
สิ่งที่มาตรการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนคือ โครงสร้างราคาน้ำมันไทยมีกลไกซับซ้อนที่เชื่อมโยงกันหลายจุด และการแก้ปัญหาที่จุดเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการบรรเทาภาระของประชาชน
ราคาหน้าโรงกลั่นเป็นเพียง "ต้นทาง" ของสายพานราคา ระหว่างทางยังมีภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมัน กองทุนอนุรักษ์พลังงาน ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่มที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นมีผู้กำกับดูแลคนละหน่วยงาน ตั้งแต่กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ไปจนถึง กบง. และ กบน. แต่ละหน่วยงานมีวัตถุประสงค์คนละอย่าง และมีจังหวะการปรับที่ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกัน
อย่างไรก็ตาม มาตรการ "สิงคโปร์ดิสเคาท์" นับเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงกลไกราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นายเอกนัฏย้ำว่าเรื่องนี้ "ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" แต่สถานการณ์วิกฤตขาดแคลนน้ำมันทำให้จำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษ
นายเอกนัฏกล่าวว่ามาตรการนี้จะช่วย "ป้องปรามการเก็งกำไรจากการอ้างอิงราคาสิงคโปร์เพียงอย่างเดียว" โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาดีเซลสำเร็จรูปสิงคโปร์ปรับตัวสูงขึ้นมากเกินกว่าปกติ และเพิ่มขึ้นสูงกว่าการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบมาก ซึ่งเป็นสัญญาณของการเก็งกำไรในตลาดกลั่น การที่ กบง. เข้ามาตัดค่าส่วนเกินนี้ออก 2 บาทต่อลิตร จึงเป็นการส่งสัญญาณแรงว่ารัฐพร้อมเข้าแทรกแซงหากพบความผิดปกติ
ในมิติที่กว้างขึ้น นายเอกนัฏเน้นย้ำนโยบายลดการพึ่งพาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาตินำเข้า โดยหันมาสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพที่คนไทยผลิตได้เอง การขยายหัวจ่ายดีเซล บี20 ให้เพียงพอบนถนนสายหลักภายในวันที่ 20 เมษายน 2569 ถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะกลางที่จะช่วยลดการพึ่งพาราคาอ้างอิงสิงคโปร์ในระยะยาว
หากสัดส่วนไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น สัดส่วนของราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ในสูตรราคาก็จะลดลง ทำให้ราคาดีเซลไทยผูกติดกับตลาดโลกน้อยลง และยังเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันและอ้อยในประเทศอีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบว่าราคาดีเซลหน้าปั๊มจะลดลงจริงเท่าไรนั้น ยังต้องรอผลการประชุม กบน. ภายหลังการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้บริโภคจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทำความเข้าใจว่าราคาน้ำมันที่จ่ายอยู่ทุกวันนั้นไม่ได้ถูกกำหนดจากปัจจัยใดปัจจัยเดียว หากแต่เป็นผลลัพธ์ของสมการที่มีตัวแปรมากมาย
บางตัวอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลไทย เช่น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก บางตัวเป็นนโยบายทางการคลังที่ปรับเปลี่ยนได้ เช่น ภาษีสรรพสามิต และบางตัวก็เป็นเรื่องของการเลือกจัดสรรระหว่างประโยชน์ระยะสั้นของผู้บริโภคกับเสถียรภาพระยะยาวของกลไกพลังงานทั้งระบบ การตัดสินใจของ กบน. ในวันข้างหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ได้ดีเพียงใด