
ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น สงครามมักสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการของธุรกิจส่วนใหญ่ แต่มีอุตสาหกรรมหนึ่งที่มักเติบโตสวนกระแสอยู่เสมอ นั่นคืออุตสาหกรรมการผลิตอาวุธ เพราะทุกครั้งที่ความขัดแย้งทางทหารปะทุขึ้น ความต้องการยุทโธปกรณ์และระบบป้องกันประเทศก็มักพุ่งสูงตามไปด้วยทันที
แนวโน้มดังกล่าวปรากฏชัดตั้งแต่ช่วงแรกของการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เมื่อราคาหุ้นของบริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของโลกต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกัน โดยในวันจันทร์หลังการโจมตีอิหร่าน หุ้นของ Lockheed Martin ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.4% ขณะที่หุ้น RTX เพิ่มขึ้น 4.7% และ Northrop Grumman เพิ่มขึ้น 6% การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนมุมมองของตลาดที่คาดว่าความต้องการอาวุธ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และขีปนาวุธจะเร่งตัวขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงโลกที่กำลังตึงเครียดมากขึ้น
ล่าสุดในวันนี้ (7 มีนาคม) ผู้รับเหมาด้านกลาโหมชั้นนำของสหรัฐฯ 6 ราย ได้ตกลงเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกว่า “Exquisite Class Weaponry” หรืออาวุธระดับพิเศษ เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า หลังจากเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวเพื่อหารือเรื่องกำลังการผลิตและตารางการส่งมอบยุทโธปกรณ์
บริษัทที่เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็น RTX, Lockheed Martin, Boeing, Northrop Grumman, BAE Systems, L3Harris Missile Solutions และ Honeywell Aerospace ซึ่งล้วนเป็นกำลังหลักของอุตสาหกรรมกลาโหมสหรัฐฯ และมีบทบาทสำคัญในการเสริมศักยภาพทางทหารของประเทศในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น
วันนี้ SPOTLIGHT ชวนผู้อ่านไปสำรวจว่า บริษัทผู้ผลิตอาวุธที่มีรายได้ด้านกลาโหม (defense revenue) สูงที่สุดของโลก 3 อันดับแรกในปี 2567 คือบริษัทใดบ้าง และบริษัทใดกำลังมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดสมดุลอำนาจทางทหารของโลกในปัจจุบัน โดยหนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาคือการก้าวขึ้นมาของบริษัทผู้ผลิตอาวุธจากจีน ซึ่งทะยานขึ้นสู่อันดับ 3 ของโลก และกำลังท้าทายความเป็นผู้นำของบริษัทสหรัฐที่ครองอุตสาหกรรมอาวุธโลกมาอย่างยาวนาน
ข้อมูลจาก Defense News ระบุว่า ในปี 2567 บริษัทผู้ผลิตอาวุธที่มีรายได้จากการขายยุทโธปกรณ์สูงที่สุดในโลกคือ Lockheed Martin Corporation ซึ่งเป็นบริษัทด้านอากาศยาน อุตสาหกรรมกลาโหม และเทคโนโลยีความมั่นคงระดับโลก โดยบริษัททำรายได้จากการขายอาวุธรวมทั้งสิ้น 68,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.17 ล้านล้านบาท จากรายได้รวมทั้งหมด 71,043 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.26 ล้านล้านบาท
ส่วนต่างของรายได้ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ Lockheed Martin จะเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ธุรกิจของบริษัทไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะด้านการทหารเท่านั้น โดยยังมีรายได้จากผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาวุธ เช่น โครงการเทคโนโลยีอวกาศและระบบสำรวจอวกาศที่พัฒนาร่วมกับองค์การ NASA ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจด้านอวกาศและเทคโนโลยีขั้นสูงของบริษัท
ปัจจุบัน Lockheed Martin Corporation ดำเนินธุรกิจผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ซึ่งจัดโครงสร้างตามลักษณะของผลิตภัณฑ์และบริการที่นำเสนอ ได้แก่ Aeronautics, Missiles and Fire Control (MFC), Rotary and Mission Systems (RMS) และ Space
บริษัทพัฒนาเทคโนโลยี ระบบ และบริการขั้นสูงให้กับหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก โดยลูกค้าหลักประกอบด้วยกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (U.S. Department of Defense) องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ (NASA) รวมถึงรัฐบาลประเทศพันธมิตรทั่วโลก เทคโนโลยีของบริษัทถูกนำไปใช้ในภารกิจสำคัญตั้งแต่การป้องกันประเทศ การสำรวจอวกาศ ไปจนถึงระบบการสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก
ธุรกิจหลักของ Lockheed Martin อยู่ในอุตสาหกรรมอากาศยานและการป้องกันประเทศ โดยบริษัทออกแบบ ผลิต และดูแลรักษาระบบยุทโธปกรณ์ขั้นสูงหลากหลายประเภท ตั้งแต่เครื่องบินขับไล่ เฮลิคอปเตอร์ ไปจนถึงระบบขีปนาวุธและเรดาร์ ซึ่งถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการทางทหารทั่วโลก
ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือเครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II ซึ่งถูกใช้งานโดยกองทัพสหรัฐและประเทศพันธมิตรจำนวนมาก, เครื่องบินลำเลียง C-130 Hercules ที่ถูกใช้ในภารกิจลำเลียงกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมถึงระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD (Terminal High Altitude Area Defense) ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธพิสัยไกลในความสูงระดับสูง
นอกจากภาคกลาโหมแล้ว บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศ โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาดาวเทียม ยานอวกาศ และระบบปล่อยจรวด เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยสนับสนุนระบบการสื่อสาร การนำทาง และการสำรวจทางวิทยาศาสตร์
หนึ่งในโครงการสำคัญคือยานอวกาศ Orion ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อส่งนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์และภารกิจอวกาศระยะไกล ภายใต้โครงการ Artemis ของ NASA ขณะเดียวกัน ดาวเทียมที่บริษัทพัฒนายังเป็นส่วนสำคัญของระบบ GPS ซึ่งถูกใช้ในการนำทางและการสื่อสารทั่วโลก
Lockheed Martin ยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอาวุธความเร็วเหนือเสียง (hypersonic systems) และเทคโนโลยีความปลอดภัยไซเบอร์ เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำไปใช้ทั้งในภาคการป้องกันประเทศและภาคพลเรือน เช่น ระบบป้องกันประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย AI ระบบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง รวมถึงเครื่องมือด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ช่วยปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบพลังงาน เครือข่ายไฟฟ้า และระบบการเงินจากการโจมตีทางไซเบอร์
นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนาโซลูชันด้านความมั่นคงแบบบูรณาการสำหรับรัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ ตั้งแต่ระบบตรวจการณ์ชายแดน เทคโนโลยีรับมือภัยพิบัติ ไปจนถึงเครือข่ายการสื่อสารที่มีความปลอดภัยสูง เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในพื้นที่ประสบภัยเพื่อให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์และสนับสนุนการสื่อสารของหน่วยกู้ภัย ช่วยให้ภารกิจค้นหา ช่วยเหลือ และฟื้นฟูพื้นที่ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้วยบทบาทที่ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมกลาโหม เทคโนโลยีอวกาศ และนวัตกรรมขั้นสูง Lockheed Martin จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีอิทธิพสูงต่อทิศทางเทคโนโลยีและความมั่นคงของโลกในศตวรรษที่ 21 และยังเป็นบริษัทสำคัญในสายตานักลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโตระยะยาวในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เทคโนโลยีอวกาศ และระบบความมั่นคงระดับโลก
บริษัทที่มีรายได้จากอาวุธสูงเป็นอันดับ 2 ในปี 2567 คือ Raytheon Technologies Corp หรือ RTX ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำระดับโลกในอุตสาหกรรมอากาศยานและการป้องกันประเทศจากสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและระบบบูรณาการสำหรับการใช้งานทั้งทางทหารและพลเรือน
ข้อมูลจาก Defense News ระบุว่า ในปี 2567 บริษัท RTX มีรายได้จากการจำหน่ายอาวุธรวมทั้งสิ้น 43,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.38 ล้านล้านบาท จากรายได้รวมทั้งหมดของบริษัทที่ 80,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.56 ล้านล้านบาท
ปัจจุบัน RTX มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายที่ซับซ้อนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกลาโหม การบิน และความมั่นคงไซเบอร์ ด้วยเครือข่ายการดำเนินงานทั่วโลก Raytheon Technologies จึงกลายเป็นผู้เล่นสำคัญที่มีบทบาทต่อการรักษาความปลอดภัย ความมั่นคง และประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายอุตสาหกรรม
หนึ่งในเสาหลักของธุรกิจบริษัทคือการพัฒนาและผลิตระบบอากาศยานขั้นสูง โดย Raytheon Technologies ออกแบบและผลิตเทคโนโลยีสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบิน เช่น เครื่องยนต์อากาศยาน ระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน (avionics) และระบบควบคุมการบิน เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำไปใช้ทั้งในเครื่องบินพาณิชย์และเครื่องบินทางทหาร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบิน เพิ่มความปลอดภัย และช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง
ตัวอย่างที่สำคัญคือเครื่องยนต์จาก Pratt & Whitney ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของบริษัท เครื่องยนต์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์จำนวนมากทั่วโลก รวมถึงเครื่องบินรุ่นยอดนิยมอย่าง Airbus A320neo นอกจากนี้ เครื่องยนต์ของ Pratt & Whitney ยังถูกใช้ในเครื่องบินรบอย่าง F-35 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการอากาศยานทางทหารที่มีความซับซ้อนและทันสมัยที่สุดในโลก
ขณะเดียวกัน Raytheon Technologies ยังมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ โดยบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีด้านกลาโหมที่ล้ำสมัย เช่น ระบบขีปนาวุธ ระบบเรดาร์ และเทคโนโลยีสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ และถูกใช้งานโดยรัฐบาลและกองทัพหลายแห่งทั่วโลก
ผลิตภัณฑ์ด้านกลาโหมของบริษัทได้รับการยอมรับในด้านความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ ตัวอย่างที่โดดเด่นคือระบบป้องกันขีปนาวุธ Patriot ซึ่งถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายประเทศเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากขีปนาวุธพิสัยไกล รวมถึงขีปนาวุธร่อน Tomahawk ที่ถูกใช้ในภารกิจทางทหารของหลายประเทศและมีชื่อเสียงด้านความแม่นยำในการโจมตีเป้าหมาย
นอกจากเทคโนโลยีด้านการบินและกลาโหมแล้ว บริษัทยังขยายบทบาทไปสู่เทคโนโลยีความมั่นคงไซเบอร์และระบบข่าวกรอง โดย Raytheon Technologies พัฒนาโซลูชันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและข้อมูลจากภัยคุกคามทางดิจิทัล
เทคโนโลยีของบริษัทถูกใช้งานโดยหน่วยงานภาครัฐ องค์กรขนาดใหญ่ และสถาบันการเงิน เพื่อช่วยตรวจจับภัยคุกคามล่วงหน้าและป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อน ตัวอย่างของเทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ ระบบตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูง และเครือข่ายการสื่อสารที่มีความปลอดภัยสูงสำหรับการใช้งานทั้งในภาคการทหารและภาคธุรกิจ
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมอวกาศและเทคโนโลยีดาวเทียม Raytheon Technologies เป็นผู้พัฒนาระบบสำหรับการสื่อสาร การนำทาง และการสังเกตการณ์โลกผ่านดาวเทียม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงในยุคปัจจุบัน ระบบดาวเทียมของบริษัทถูกนำไปใช้ในโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก เช่น ระบบนำทาง GPS รวมถึงระบบดาวเทียมที่ใช้ในการติดตามสภาพอากาศและการสังเกตการณ์โลก ซึ่งช่วยสนับสนุนทั้งการพยากรณ์อากาศ การจัดการภัยพิบัติ และการดำเนินงานด้านความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ
ด้วยขอบเขตธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่การบิน การป้องกันประเทศ ความมั่นคงไซเบอร์ ไปจนถึงเทคโนโลยีอวกาศ Raytheon Technologies จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีด้านความมั่นคงที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างความปลอดภัยของโลกในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ยังเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้ Raytheon Technologies ได้รับความสนใจจากทั้งรัฐบาล นักลงทุน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ในมุมของนักลงทุน บริษัทจึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สำคัญในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคง ความปลอดภัย และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกในระยะยาว
สำหรับบริษัทผู้ผลิตอาวุธที่มีรายได้สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกในปี 2567 คือ บริษัทจีนอย่าง China Aerospace Science and Industry Corporation (CASIC) ซึ่งปรากฏชื่อในการจัดอันดับของ Defense News เป็นครั้งแรก
China Aerospace Science and Industry Corporation Limited (CASIC) เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมกลาโหมและเทคโนโลยีอวกาศที่สำคัญที่สุดของจีน โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของรัฐบาลกลาง และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตไห่เตี้ยน กรุงปักกิ่ง
ในปี 2567 CASIC มีรายได้จากการจำหน่ายอาวุธรวม 38,712 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท จากรายได้รวมทั้งหมดของบริษัท 120,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.84 ล้านล้านบาท
CASIC มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศและระบบอาวุธยุทธศาสตร์ของจีน โดยธุรกิจหลักของบริษัทครอบคลุม การวิจัย พัฒนา และผลิตระบบอาวุธขีปนาวุธ ผลิตภัณฑ์อวกาศ และอุปกรณ์สำหรับการประยุกต์ใช้ดาวเทียม ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านเรดาร์ ระบบควบคุมอัตโนมัติในอุตสาหกรรม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และการสื่อสาร เครื่องจักรและอุปกรณ์ เครื่องมือวัด และระบบสารสนเทศขั้นสูง
นอกจากอุตสาหกรรมกลาโหมและอวกาศแล้ว บริษัทดำเนินธุรกิจในภาคเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีและให้คำปรึกษาทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศ การออกแบบและบริหารโครงการวิศวกรรม การบูรณาการระบบสารสนเทศ บริการอินเทอร์เน็ตและการประมวลผลข้อมูล ตลอดจนการนำเข้า-ส่งออกเทคโนโลยีและสินค้า
ในเชิงโครงสร้างองค์กร CASIC มีขนาดใหญ่ โดยกำกับดูแลหน่วยงานระดับรอง 24 หน่วยงาน ถือหุ้นควบคุมในบริษัทจดทะเบียน 8 แห่ง และมีหน่วยงานในเครือรวมประมาณ 500 หน่วยงาน พร้อมบุคลากรเกือบ 150,000 คน ภายในองค์กรมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวนมาก รวมถึง นักวิชาการจากสถาบันวิทยาศาสตร์จีนและสถาบันวิศวกรรมจีน 10 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ระดับชาติอีกมากกว่า 200 คน
ในด้านเทคโนโลยีทางทหาร CASIC ได้พัฒนาระบบอาวุธขีปนาวุธหลายประเภท เช่น ขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ ขีปนาวุธพื้นสู่พื้นเชิงยุทธวิธี ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ ขีปนาวุธอากาศสู่พื้น และขีปนาวุธป้องกันชายฝั่ง ซึ่งใช้เทคโนโลยีนำวิถีและระบบกำหนดเป้าหมายที่หลากหลาย เทคโนโลยีเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพจีนในการรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงที่ซับซ้อน และการปฏิบัติการทางทหารในยุคสงครามเทคโนโลยีขั้นสูง
สินค้าหลักของ CASIC ในธุรกิจด้านนี้รวมถึง ระบบอาวุธขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ TD-2000B, ระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้แบบเบา FL2000, ระบบอาวุธขีปนาวุธต่อต้านขีปนาวุธระยะใกล้แบบเรือสู่-อากาศ FM-90N, ระบบอาวุธขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้แบบต่อต้านขีปนาวุธ FM-90 และระบบอาวุธขีปนาวุธพื้นสู่-อากาศ KS-1A
ด้วยบทบาทดังกล่าว CASIC จึงได้รับฉายาว่าเป็น “แหล่งกำเนิดขีปนาวุธของจีน” (Cradle of Missiles) ระบบอาวุธจำนวนมากที่บริษัทพัฒนาได้ปรากฏในขบวนสวนสนามทางทหารที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในโอกาสครบรอบ 50 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะที่ขีปนาวุธหลายประเภท เช่น ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และขีปนาวุธร่อน ได้แสดงประสิทธิภาพสูงในการฝึกซ้อมทางทหารหลายครั้ง
นอกจากภาคการทหาร CASIC ยังมีบทบาทสำคัญในโครงการอวกาศของจีน โดยบริษัทมีส่วนร่วมในงานพัฒนา การผลิต การทดสอบ และการติดตามภารกิจของ โครงการยานอวกาศ Shenzhou และโครงการสำรวจดวงจันทร์ Chang’e ผลิตภัณฑ์ของบริษัท เช่น เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง อุปกรณ์บรรทุกดาวเทียม และชิ้นส่วนระบบอวกาศ กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของจรวด ดาวเทียม และภารกิจอวกาศแบบมีมนุษย์ควบคุม เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็งที่บริษัทพัฒนาถูกใช้ในภารกิจทดสอบการบินมากกว่าหนึ่งร้อยครั้ง และรักษาสถิติการปฏิบัติภารกิจโดย ไม่เกิดความล้มเหลวแม้แต่ครั้งเดียว
ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ CASIC เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาเทคโนโลยีสำคัญของจีน เช่น ระบบรับสัญญาณดาวเทียมภาคพื้นดิน ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม โดรน และยานไร้คนขับ เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในภารกิจด้านการพยากรณ์อากาศ การตรวจสอบสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการภัยพิบัติ ตัวอย่างเช่น โดรนของบริษัทถูกใช้ในการตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการปล่อยยาน Shenzhou-6
บริษัทพัฒนาระบบ สื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียมแบบเคลื่อนที่ ซึ่งถูกใช้โดยหน่วยงานรัฐบาลจีนในการบัญชาการภาคสนามระหว่างเหตุการณ์ แผ่นดินไหวเสฉวน (Wenchuan Earthquake) และช่วยฟื้นฟูระบบการสื่อสารในพื้นที่ภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังร่วมมือกับ China Mobile ในการสร้างสถานีสื่อสารโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูงที่สุดในโลกบน ยอดเขาเอเวอเรสต์ (Mount Qomolangma) ที่ระดับความสูง 6,500 เมตร
CASIC ยังพัฒนาเทคโนโลยีด้านสารสนเทศหลายประเภท เช่น ระบบควบคุมภาษีป้องกันการปลอมแปลง บัตร IC แบบสัมผัสและไร้สัมผัส ระบบ VPN ระบบเตือนไฟไหม้ไร้สายสำหรับเมือง ระบบสารสนเทศด้านความมั่นคง และระบบตรวจสอบความปลอดภัยอาหารในโอลิมปิก ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีจีน จู หรงจี เคยกล่าวยกย่องระบบควบคุมภาษีดังกล่าวว่าเป็น “นวัตกรรมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน”
ในด้านการผลิตอุปกรณ์ บริษัทมีศักยภาพสูงในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอวกาศไปสู่อุตสาหกรรมพลเรือน เช่น ระบบควบคุมอุตสาหกรรม อุปกรณ์พลังงานสะอาด เทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงาน และรถเฉพาะทางหลากหลายประเภท บริษัทสามารถผลิตรถเฉพาะทางมากกว่า 130 ประเภท เช่น รถเติมน้ำมันเครื่องบิน รถพยาบาลเคลื่อนที่ รถครัวสนาม รถป้องกันโรคระบาด และรถขนเงินหุ้มเกราะ
บริษัทมีผลงานด้านนวัตกรรมและสิทธิบัตรจำนวนมาก โดยได้ยื่นขอสิทธิบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศรวม 2,498 รายการ ซึ่งกว่า 63% เป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ และยังได้รับ รางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 30 รางวัล รวมถึงรางวัลระดับกระทรวงและมณฑลมากกว่า 700 รางวัล
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา CASIC ยังขยายการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบปฏิบัติการอินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรม INDICS-OS และ Industrial Digital Brain รวมถึงโครงการเทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ เช่น จรวดปล่อยดาวเทียมขนาดเล็ก และโครงการระบบขนส่งความเร็วสูง รถไฟแม่เหล็กความเร็วสูงในท่อสุญญากาศ (Ultra-high-speed Low-vacuum Pipeline Maglev Transportation System) ซึ่งในปี 2567 บริษัทสามารถดำเนินการทดสอบการบูรณาการระบบในสภาพแวดล้อมสุญญากาศระดับต่ำได้สำเร็จ
ด้วยขอบเขตธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบอาวุธยุทธศาสตร์ เทคโนโลยีอวกาศ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและอุตสาหกรรมขั้นสูง CASIC จึงถือเป็นหนึ่งในองค์กรสำคัญของจีนที่ขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ และมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงและอุตสาหกรรมอวกาศของจีนในเวทีโลก
อ้างอิง: Defense News, Breaking Defense, Baidu, Stock Jabber 1, Stock Jabber 2