Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รวมภารกิจ'เอกนิติ-ศุภจี'ในดาวอส คุยอะไรกับใคร? ส่งผลกับไทยอย่างไรบ้าง?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

รวมภารกิจ'เอกนิติ-ศุภจี'ในดาวอส คุยอะไรกับใคร? ส่งผลกับไทยอย่างไรบ้าง?

22 ม.ค. 69
18:13 น.
แชร์

การประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ซึ่งเป็นเวทีประชุมระดับสูงที่รวมผู้นำรัฐบาล นักลงทุน ผู้บริหารองค์กรธุรกิจข้ามชาติ นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคมจากทั่วโลก เริ่มต้นขึ้นแล้วระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส สหพันธรัฐสวิส โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “A Spirit of Dialogue” มุ่งเน้นการสนทนาและความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาความท้าทายร่วมของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ นวัตกรรม และความยั่งยืน ท่ามกลางบริบทความไม่แน่นอนสูงในระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เวทีนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณหลายพันคน รวมถึงหัวหน้ารัฐบาล ผู้บริหารบริษัทชั้นนำ และตัวแทนองค์กรระหว่างประเทศ ทำให้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุน AI และเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ความยั่งยืน และความร่วมมือระดับภูมิภาคและโลก

สำหรับประเทศไทย ปีนี้ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีม “Team Thailand” ร่วมประชุมและจัดการพบปะระดับสูง พร้อมตัวแทนจากภาครัฐและภาคธุรกิจไทย เพื่อเสนอนโยบาย เชื่อมความร่วมมือขยายการลงทุน และลากเครือข่ายความร่วมมือใหม่กับพันธมิตรทั่วโลก

บทความนี้ SPOTLIGHT รวบรวมภารกิจของรัฐมนตรีเศรษฐกิจทั้งสองคน ว่าในการประชุมนี้ ได้พบปะกับใครบ้าง และมีประเด็นการหารือใดที่อาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ การเงิน และภาคธุรกิจของไทยในอนาคต

วันที่ 19 มกราคม 2569

  • ‘เอกนิติ’ พบรองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะระดับโลกของ Amazon Web Services (AWS)

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประชุมหารือกับนาย Michael Punke รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะระดับโลก (Vice President of Global Public Policy) ของบริษัท Amazon Web Services (AWS) ผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งรายใหญ่ที่สุดของโลกในเครือ Amazon.com

ในการหารือครั้งนี้ AWS ได้นำเสนอแผนการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย มูลค่ากว่า 150,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 15 ปี พร้อมแสดงความเห็นสอดคล้องกับนโยบาย “Thailand’s Cloud First” ของรัฐบาลไทย โดยเห็นว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ AWS ยังได้รับทราบแนวทางการยกระดับทักษะแรงงานด้านดิจิทัลของไทย และแสดงความสนใจในรายละเอียดของโครงการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน (Skill Bridge) ซึ่งมีเป้าหมายต่อยอดการพัฒนากำลังคนเพิ่มเติมอีกประมาณ 50,000 คน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลและคลาวด์คอมพิวติ้งในอนาคต

ในโอกาสเดียวกัน ฝ่ายไทยได้ทาบทามให้ AWS พิจารณาร่วมจัดกิจกรรมหรือการประชุมย่อยภาคธุรกิจ ในช่วงที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569

การหารือดังกล่าวคาดว่าจะนำไปสู่การลงทุนขนาดใหญ่ของ AWS ในประเทศไทย ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพแรงงานไทย และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศในระยะต่อไป

  • ‘เอกนิติ’ พบประธาน Microsoft Asia

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 คณะของรองนายกรัฐมนตรีฯ ได้ประชุมหารือกับนาย Rodrigo Lima ประธาน Microsoft Asia เกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีประเด็นสำคัญของการหารือ ดังนี้

1.แนวทางการส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย: ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงโอกาสในการขยายการลงทุนของ Microsoft ในประเทศไทย โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ และเสริมสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีความเข้มแข็งในระยะยาว สอดรับกับทิศทางการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย

2.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและภาคธุรกิจ: การหารือยังครอบคลุมถึงการนำเทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงการสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถปรับตัว เพิ่มผลิตภาพ และแข่งขันได้ในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

3.การพัฒนาทักษะแรงงานด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์: ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาทักษะแรงงานไทยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ คลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังคนไทยสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในอนาคต

การหารือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีระดับโลกบนเวที WEF เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การยกระดับทักษะแรงงาน และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

  • ‘เอกนิติ’ พบคณะผู้บริหาร HCL Technologies

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือกับนาย Rajiv Shesh ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ (Chief Revenue Officer) และคณะผู้บริหารของ HCL Technologies โดยมีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโอกาสในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยในหลากหลายมิติ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต การพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดรับกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต การยกระดับการให้บริการภาครัฐผ่าน GovTech ตลอดจนการใช้ AI เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้ทาบทาม HCL Technologies ให้พิจารณาร่วมจัดกิจกรรมหรือการประชุมย่อยสำหรับภาคธุรกิจ ในช่วงที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งการหารือครั้งนี้สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม

  • ‘เอกนิติ’ พบผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำอาเซียน ของ TikTok

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ดร.เอกนิติ ได้ประชุมหารือกับนางสาวชนิดา กลีบฟั่น ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Director of Public Policy of Southeast Asia) ของบริษัท TikTok แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียระดับโลก ซึ่งแสดงความสนใจขยายการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย มูลค่ารวมกว่า 270,000 ล้านบาท โดยในปัจจุบัน TikTok ได้ลงทุนในประเทศไทยแล้วกว่า 27,000 ล้านบาท

การหารือมุ่งเน้นแนวทางการสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจแพลตฟอร์มของไทย รวมถึงบทบาทของแพลตฟอร์ม TikTok ในการช่วยขยายโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการ SMEs วิสาหกิจชุมชน และผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ฝ่าย TikTok ยังได้รับทราบนโยบายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมแสดงความสนใจในการเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาทักษะแรงงานและผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยในด้านการสร้างคอนเทนต์ การตลาดดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์มอย่างมีประสิทธิภาพ

ในโอกาสเดียวกัน ฝ่ายไทยได้เชิญชวนให้บริษัท TikTok พิจารณาร่วมจัดกิจกรรมหรือการประชุมย่อยสำหรับภาคธุรกิจ ในช่วงที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569

การหารือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างภาครัฐไทยกับแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม

20 มกราคม 2569

  •  ‘เอกนิติ’ พบเลขาธิการ OECD

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ดร.เอกนิติ ได้ประชุมหารือกับนาย Mathias Cormann เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนหารือถึงความคืบหน้าและแนวทางการดำเนินกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปเชิงนโยบายที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศสมาชิก OECD โดยเฉพาะในประเด็นด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและการต่อต้านการทุจริต คุณภาพของกฎระเบียบ การส่งเสริมการแข่งขัน สภาพแวดล้อมการลงทุน และการกำกับดูแลภาครัฐ ซึ่งฝ่ายไทยเห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความน่าเชื่อถือของนโยบายภาครัฐ และเสริมสร้างความคาดการณ์ได้ของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ การเป็นสมาชิก OECD ยังจะเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้เรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีจากประเทศสมาชิก และเข้าถึงเครือข่ายข้อมูล งานวิจัย และกรอบนโยบายของ OECD อย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยและ OECD และนับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้มีความชัดเจน เป็นระบบ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

  •  ‘เอกนิติ’ พบประธานฝ่ายการพัฒนาระดับโลก มูลนิธิ Gates Foundation

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ดร.เอกนิติ ได้เข้าพบหารือกับ ดร.คริสโตเฟอร์ เจ. อีเลียส (Dr. Christopher J. Elias) ประธานฝ่ายการพัฒนาระดับโลก (President of Global Development) ของมูลนิธิ Gates Foundation เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาระดับโลก โดยเฉพาะประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การลงทุนในทุนมนุษย์ ระบบสาธารณสุข และการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือกับความเสี่ยงใหม่ ๆ

ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงบทบาทของประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงบทบาทเชิงรุกของไทยในระดับภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ ตลอดจนแนวทางการยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสในการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศไทย มูลนิธิ Gates Foundation และพันธมิตรระหว่างประเทศ ก่อนและระหว่างช่วงที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “New Horizons: Empowering People and Building Resilience”

การหารือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการส่งเสริมการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจและสังคม และการขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

  • ‘ศุภจี’ พบปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสวิส

เมื่อวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดาปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส เพื่อหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์

นางศุภจี กล่าวว่า ได้พูดคุยกับนางเฮเลเนอฯ เรื่อง FTA ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ เอฟตา (European Free Trade Association : EFTA) ที่ได้ลงนามไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้สัตยาบันความตกลงดังกล่าว ในส่วนของไทยเมื่อมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอร่างความตกลงฯ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และตั้งเป้าให้สัตยาบันความตกลงฯในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาที่ฝ่ายสวิสเซอร์แลนด์จะต้องดำเนินกระบวนการภายในเช่นกัน โดยคาดว่าความตกลงจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มราคม 2570 นับเป็น FTA กับประเทศในภูมิภาคยุโรปฉบับแรกของไทย 

นางศุภจี กล่าวเสริมว่า ในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา สวิสเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และการค้าระหว่างไทยกับสวิสขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการส่งออกของไทยไปสวิสที่ขยายตัวกว่า 70% มาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในสินค้าหลายรายการ เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป แผงสวิทซ์และแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ

ทั้งนี้ ไทยและสวิสจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจาก FTA ไทย-เอฟตา ทั้งในด้านการขยายโอกาสส่งออกและลดต้นทุนการนำเข้า โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยจะได้รับประโยชน์ เช่นผักผลไม้สดและแปรรูป ข้าว เนื้อสัตว์ปีกสดและแปรรูป อาหารทะเล อาหารปรุงแต่ง เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์

นอกจากนี้ ไทยจะยังได้รับประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนเอฟตาในสาขาที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศของไทย เช่น การวิจัยและพัฒนา การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ICT การซ่อมบำรุงรักษาชิ้นส่วนอากาศยาน ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือที่จะช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถให้ไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระหว่างการหารือฝ่ายสวิตเซอร์แลนด์ได้เชิญไทยพิจารณาเข้าร่วม Friends of Investment and Trade Platform (FITP) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือไม่เป็นทางการของกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน (like-minded countries) ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมบทบาทของประเทศขนาดกลาง (middle power countries) ในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนระบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้มีความเปิดกว้าง โปร่งใส และยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและการประสานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในเวทีพหุภาคีอย่างสร้างสรรค์ในการผลักดันวาระเศรษฐกิจระหว่างประเทศในบริบทความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ปัจจุบันประเทศที่เข้าร่วมแล้ว อาทิ นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ คอสตาริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คอสตาริกา ชิลี สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน

นางศุภจี ทิ้งทายว่า นางเฮเลเนอ แสดงความยินดีที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank IMF ในช่วงเดือนตุลาคม ศกนี้ และแจ้งว่าประธานาธิบดีของสวิสเซอร์แลนด์มีแผนจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะทั้งสองฝ่ายจะได้มีการหารือสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน

ในโอกาสนี้ ไทยยังได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นฐานการลงทุนและประตูการค้าในการเชื่อมโยงสวิสไปสู่ประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย โดยได้เชิญชวนให้สวิสใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ในการเพิ่มการลงทุนและมีความร่วมมือกับไทยโดยเฉพาะในสาขาที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สวิสมีความก้าวหน้า เช่นเทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีสะอาดซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ของไทย เช่น อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต วิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ และพลังงานสะอาด

ปัจจุบัน สวิสเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา โดยในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) การค้ารวมไทย-สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่า 13,673.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 28.9 เป็นการส่งออกของไทยไปสวิตเซอร์แลนด์ 6,656.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ 7,017.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยขาดดุลการค้า 360.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่ไทยมีการส่งออกไปสวิส เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้สำหรับเดินทาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และ เครื่องสำอาง

  • ‘ศุภจี’ ร่วมเป็นผู้อภิปรายในการประชุมดาวอส หัวข้อ “Recoding Trade”

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นางศุภจีได้เข้าร่วมการหารือในฐานะผู้อภิปราย (Speaker) ของการหารือในหัวข้อ “Recoding Trade” ณ Kurpark Village เมืองดาวอส-คลอสเตอร์ สมาพันธรัฐสวิส เป็นหัวข้อแรก ซึ่งการหารือครั้งนี้เป็น Closed Session หรือการประชุมปิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นผู้แทนระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนและขององค์การระหว่างประเทศ สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา (open dialogue) เกี่ยวกับการปรับปรุงกติกาและโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยผู้เข้าร่วมท่านอื่น เช่น รัฐมนตรีการค้าแคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยูเครน ซิมบับเว รวมถึงผู้บริหารจากองค์การศุลกากรโลก และ OECD เป็นต้น

ในการหารือดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้รับโจทย์ให้นำเสนอ “บทบาทของอาเซียนในการพัฒนาระบบการค้าและข้อมูลทางการค้าที่ทำงานร่วมกันได้ (interoperable trade and data framework) อย่างมีความสมดุล เปิดกว้าง มีความยืดหยุ่น และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน” สืบเนื่องจากการที่ไทยเป็นประธานคณะเจรจาจัดทำกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement : DEFA) ซึ่งจะเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับแรกในโลก และสะท้อนบทบาทของอาเซียนในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมที่กำลังปรับโฉมการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำเสนอว่า DEFA จะเป็นฐานสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนดิจิทัล การสร้างความครอบคลุมและการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านดิจิทัล (digital governance) ซึ่งการพัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัล (digitalization) ในหลายด้านนี้ จะช่วยสนับสนุน SMEs อีกทั้งจะส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย (sustainability) โดยอาเซียนพร้อมที่จะขยายความเชื่อมโยงของ DEFA กับประเทศและภูมิภาคอื่นในอนาคตต่อไป

นางศุภจีได้แลกเปลี่ยนกับที่ประชุมว่า การทำหน้าที่เป็นประธานการเจรจา DEFA ตั้งแต่ปี 2566 ทำให้ไทยมองเห็นศักยภาพของอาเซียนซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ในการสร้างกรอบการค้าและระบบข้อมูลสมัยใหม่ในโลกยุคดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทของภูมิภาค โดยมุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงระบบดิจิทัลที่สามารถทำงานร่วมกันได้ (interoperability) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความเป็นส่วนตัว และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับที่สมดุล ตลอดจนการออกแบบกติกาที่เอื้อต่อการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ของผู้ประกอบการ SMEs

นอกจากนี้ กรอบดิจิทัลของอาเซียนจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ผ่านการพัฒนามาตรฐานดิจิทัลร่วมกัน (common standards) การส่งเสริมนวัตกรรม การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุน SMEs ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภค การลดต้นทุนทางการค้า และการเสริมสร้างศักยภาพทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลเข้ากับเป้าหมายด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว โดยย้ำว่า การ “รีโค้ด” ระบบการค้าโลกไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎเกณฑ์ หากแต่เป็นการสร้างระบบการค้าที่เปิดกว้าง ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน ซึ่งไทยพร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนระบบการค้าโลกให้เอื้อต่อการพัฒนา นวัตกรรม และการเติบโตร่วมกันในระยะยาว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดการจะพบปะกับรัฐมนตรีการค้าของประเทศต่างๆ เช่น แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเข้าร่วมการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ อีกหลายเรื่องตลอดการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอสในครั้งนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นการสนับสนุนให้ไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ โดยเป็นการทำงานร่วมกับ Team Thailand ที่มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ร่วมด้วยกัน

21 มกราคม 2569

  •  ‘เอกนิติ’ พบรมว.คลังฮ่องกง

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ดร.เอกนิติ ได้ประชุมหารือกับนาย Paul Chan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong Special Administrative Region: HKSAR) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความท้าทายจากการชะลอตัวของการค้าโลก และการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจต่อเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงานและการสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง

ในโอกาสนี้ ฝ่ายไทยได้เชิญฮ่องกงเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 พร้อมนำเสนอแนวคิดการจัดงานภายใต้ธีม “New Horizons: Empowering People and Building Resilience” ซึ่งสอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องถึงศักยภาพในการยกระดับความร่วมมือด้านการเงินและตลาดทุน โดยเฉพาะบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการระดมทุนระดับภูมิภาค และโอกาสในการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนฮ่องกงในประเทศไทยในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ ธุรกิจโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง






แชร์
รวมภารกิจ'เอกนิติ-ศุภจี'ในดาวอส คุยอะไรกับใคร? ส่งผลกับไทยอย่างไรบ้าง?