Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เผ่าภูมิ: นโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทยคิดจากประสบการณ์ รู้อะไรทำได้-ไม่ได้
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เผ่าภูมิ: นโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทยคิดจากประสบการณ์ รู้อะไรทำได้-ไม่ได้

13 ม.ค. 69
21:52 น.
แชร์

ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาและแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจากภายในและภายนอก อีกทั้งแนวโน้มตัวเลขทางเศรษฐกิจบ่งชี้ว่า ปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยจะแย่ที่สุดในรอบหลายปี นโยบายทางเศรษฐกิจ ทั้งการวางอนาคตเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องเลือกให้ถูกทาง-เล่นให้ถูกเกม และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น จึงถูกมองว่าเป็นนโยบายด้านที่สำคัญที่สุด และอาจเป็นปัจจัยตัดสินชัยชนะในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ 

จากการเปิดตัวนโยบายของพรรคการเมือง จะเห็นได้ว่าแทบทุกพรรคชูนโยบายเศรษฐกิจเป็นธงนำแบบไม่มีใครยอมใคร และนโยบายของหลายพรรคมีส่วนที่คล้ายกันในแง่เป้าหมาย แต่แตกต่างที่รายละเอียดและวิธีการ อย่างเช่น นโยบายแก้ปัญหาหนี้และนโยบายลดค่าครองชีพ ที่มีกันแทบทุกพรรค

ท่ามกลางสมรภูมิทางนโยบายที่พรรคการเมืองกำลังนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์เพื่อชิงคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง SPOTLIGHT สัมภาษณ์พิเศษ เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคของพรรคเพื่อไทย และขุนพลคนสำคัญด้านเศรษฐกิจของพรรค ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร (2567-2568) ถึงนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยว่าเสนอนโยบายอะไรมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจบ้าง รวมถึงแนวคิดและเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของนโยบายต่าง ๆ ก่อนจะมาเป็นสโลแกนหาเสียงที่ว่า “เพื่อไทยทำได้”

SPOTLIGHT: ในการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) ซึ่งยังทำไม่สำเร็จ สำหรับการเลือกตั้ง 2569 พรรคเพื่อไทยมีอะไรจะพูดถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตบ้าง 

เผ่าภูมิ: เราใช้เวลาเพียงสองปีในการกระจายเงินไปได้ครึ่งหนึ่งของยอดที่ต้องกระจายทั้งหมด เชื่อว่าถ้าเราอยู่ครบวาระ เม็ดเงินจะถูกกระจายให้พี่น้องประชนได้ครบกลุ่มเป้าหมาย แต่ด้วยระยะเวลา ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ เราก็ใช้ความสามารถและใช้เจตจำนงในการที่จะฟันฝ่าอุปสรรคหลาย ๆ สิ่ง ซึ่งทุกคนเห็นอุปสรรคที่เข้ามา ผมเชื่อว่าถ้าไม่ใช่พรรคเพื่อไทยคงยอมแพ้ตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่เราผ่านกระบวนการในการต่อสู้ กระบวนการในการชี้แจง กระบวนการในการที่จะผลักดันให้มันเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด 

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังมีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีความจำเป็นในการที่จะกระตุ้นการจับจ่ายของพี่น้องประชาชน เพราะภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดี ช่องว่างในการพัฒนายังมี แต่ตัวกระบวนการหรือตัวมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นต้องดูสถานการณ์ว่าสถานการณ์แบบไหนควรใช้มาตรการลักษณะไหน 

ในครั้งนี้ เรื่องการแก้หนี้เป็นวาระสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถ้าพี่น้องประชาชนยังเป็นหนี้อยู่และเป็นหนี้ที่หมักหมมไปเรื่อย ๆ จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เงินที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจไปจะถูกนำไปชำระหนี้ ไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นสเต็ปแรก พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการเข้าไปแก้ไขปัญหาหนี้มีความสำคัญสูง จึงออกแพ็กเกจการแก้หนี้ ซึ่งเราไม่สามารถแก้เป็นจุด ๆ ได้ ต้องแก้ไขทั้งระบบ มาตรการแก้หนี้ของเราประกอบด้วย 5 ส่วนสำคัญ นั่นคือ การแก้หนี้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) การแก้หนี้ประชาชนทั่วไป การแก้หนี้ผู้สูงอายุ การแก้หนี้เกษตรกร การแก้หนี้นอกระบบ และยังมีการให้รางวัลคนที่มีวินัยในการชำระหนี้ด้วย เพราะฉะนั้น แพ็กเกจแก้หนี้เป็นแพ็กเก็จใหญ่ ใช้แรงกำลังเยอะทั้งในเชิงงบประมาณและในเชิงกระบวนการ เพื่อที่จะปลดล็อกโซ่ตรวนให้พี่น้องประชาชน  

SPOTLIGHT: นั่นแปลว่า ดิจิทัลวอลเล็ตไม่ได้ไปต่อในนโยบายของพรรคเพื่อไทยสำหรับการเลือก 2569 หรือเปล่า 

เผ่าภูมิ: เรื่องมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูตามสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับว่าความจำเป็นของการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนั้น ๆ ควรใช้มาตรการไหน แต่ความจำเป็นที่รัฐจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจจะยังมีอยู่ครับ เรื่องการแก้หนี้เป็นเรื่องสำคัญในเบื้องต้น และเรายังมีมาตรการอื่น ๆ อย่าง ‘คนไทยไร้จน’ ที่เพิ่งประกาศออกมา เป็นการกระจายเม็ดเงินให้คนที่รายได้น้อย คนที่รายได้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ซึ่งเส้นความยากจนอยู่ที่ 3,000 บาทต่อเดือน หรือ 36,000 บาทต่อปี ใครที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนนั้น เราจะเติมให้เต็มจนกว่าจะพ้นเส้นความยากจน 

SPOTLIGHT: อยากให้เรียงลำดับความสำคัญของการทำนโยบายของพรรคเพื่อไทย ถ้าหากได้เป็นรัฐบาลแล้ว ลำดับเวลาเป็นอย่างไร อะไรทำก่อน อะไรทำหลัง  

เผ่าภูมิ: ทุกนโยบายสำคัญเท่า ๆ กัน ในเชิงของความจำเป็นของคนแต่ละกลุ่ม เราจะบอกว่าเรื่องของหนี้สำคัญกว่าเรื่องของพี่น้องชาวประมง สำคัญกว่าเรื่องของพี่น้องเกษตรกร สำคัญกว่าเรื่องฟรีแลนซ์ – ไม่ใช่ ทุกเรื่องมีความสำคัญเท่ากันในแต่ละกลุ่ม แต่เนื่องจากรัฐบาลมีงบประมาณจำกัด มีระยะเวลาจำกัด ก็ต้องดูว่าอะไรเป็นจุดสำคัญที่จะเข้าไปแก้ไขก่อน แต่ถามว่าจะแก้ไขทั้งระบบไหม – ใช่ 

เรื่องสำคัญคือเรื่องการแก้หนี้ และเรื่อง ‘คนไทยไร้จน’ ที่จะช่วยคนรายได้น้อยให้มีรายได้เพียงพอที่จะดำรงชีพขั้นพื้นฐาน ส่วนเรื่องมาตรการการแก้ไขปัญหาสินเชื่อ การตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เรื่องการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การใช้กฎหมายเพื่อที่จะดึงดูดเม็ดเงินต่าง ๆ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

SPOTLIGHT: งบประมาณที่จะใช้ในการดูแลเศรษฐกิจ อย่าง ‘คนไทยไร้จน’ ต้องใช้งบฯค่อนข้างเยอะ จะทำให้มีปัญหาอีกไหม

เผ่าภูมิ: ไม่เยอะครับ ‘คนไทยไร้จน’ จะใช้งบประมาณในการเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนในแต่ละปีประมาณ 60,000 กว่าล้านบาท ไม่ถึง 70,000 ล้านบาท จำนวนเม็ดเงินไม่ถือว่าเยอะ แต่จะเข้าไปตรงจุด ตรงคนที่มีความเดือดร้อนจริง ๆ คราวที่แล้วองค์กรต่าง ๆ คัดค้านดิจิทัลวอลเล็ตว่ากระจายเม็ดเงินไปสู่กลุ่มคนที่กว้างเกินไป-คนไม่ได้เดือดร้อนจริง ครั้งนี้เราทำให้มันครอบคลุมกลุ่มคนที่เดือดร้อนจริง ๆ ก็หวังว่าองค์กรเหล่านั้นจะไม่มีการคัดค้าน 

SPOTLIGHT: คุณมองปัญหาเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นต้นไปอย่างไรบ้าง เขาว่ากันว่าปีนี้แย่กว่าปีที่ผ่านมา และเศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียนด้วย 

เผ่าภูมิ: ปีนี้เป็นปีที่มีความท้าทายสูง มันไม่ได้ท้าทายจากการเป็นเศรษฐกิจที่แย่ แต่มันท้าทายจากการเป็นเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งความไม่แน่นอนสูงที่พูดถึงมาจากปัจจัยภายนอกเป็นส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราภาษี reciprocal tariff ของสหรัฐฯ เรื่องท่าทีของชาติมหาอำนาจ ซึ่งประเทศไทยเราต้องมาทบทวนว่าจะวางตัวอย่างไรให้เหมาะสม จะรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างไรให้เหมาะสม

เรื่องภาษีเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะออกหน้าไหนก็สำคัญสำหรับประเทศเรามาก เพราะประเทศเราพึ่งพาการส่งออก และการส่งออกมีซัพพลายเชนกว้าง ยาว และลึก เพราะฉะนั้น ต้องเข้าไปดูแลในส่วนนี้อย่างเหมาะสม และต้องรับมือทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้ ผลการตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯอาจจะออกมาว่าเรื่องภาษีที่คุยกันมาตลอดทั้งปีที่ผ่านมานั้นไม่มีอีกแล้ว หรืออาจจะออกมาว่า สิ่งที่คุยมาตลอดทั้งปีก็ยังยืนอยู่ตามนั้น สองหน้านี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องรับมือให้ดี 

ในส่วนท่าทีของชาติมหาอำนาจ ซึ่งปัจจุบันเราเห็นว่ามีความ aggressive มากขึ้นในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจะต้องวางตัวให้เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องยืนอยู่ในจุดยืนที่สำคัญ นั่นคือจุดยืนของความถูกต้อง จุดยืนที่ยึดหลักการสำคัญ เราจำเป็นต้องมีหลังพิง เพื่อที่จะสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง 

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญในการรับมือความไม่แน่นอนจากต่างประเทศ คือ ต้องทำให้ประเทศไทยแข็งแรงในเชิงการใช้จ่ายในประเทศ การลงทุนในประเทศ การดึงดูดเม็ดเงินใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศ ซึ่งในส่วนนี้นับว่าเป็นจุดแข็งจุดหนึ่งของพรรคเพื่อไทยที่มีแคนดิเดตนายกฯ อาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่มีความเชี่ยวชาญและความสามารถในการดึงเอาวิทยาศาสตร์มาพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งสำคัญในการที่จะสกัดเอามูลค่าของทั้งคน ทุน และเทคโนโลยีต่าง ๆ ออกมา สกัดเอาสิ่งที่ยังใช้ประสิทธิภาพได้ไม่เต็มที่กลับมาใช้ประสิทธิภาพได้เต็มที่อีกครั้ง 

SPOTLIGHT: อะไรคือนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยที่คิดว่าเป็นจุดแข็งและมีความแตกต่างจากพรรคอื่น ๆ  

เผ่าภูมิ: ผมไม่คิดว่าหนึ่งนโยบายจะสามารถชนะได้ทุกอย่าง และไม่คิดว่าหนึ่งนโยบายจะสามารถตอบโจทย์คนได้ทุกคน เพราะฉะนั้น เวลาเสนอนโยบาย เราเสนอเป็นแพ็กเกจภาพรวม จะเห็นว่าเรามีนโยบายในทุก ๆ ด้านในการตอบโจทย์พี่น้องประชาชนในทุกส่วน ในการตอบโจทย์ประเทศทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ผมคงไม่สามารถเลือกหนึ่งนโยบายออกมาแล้วบอกว่านโยบายนี้จะเป็นนโยบายที่นำไปสู่ชัยชนะและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาประเทศอย่างเดียวได้ เราต้องผสมผสานนโยบาย 

สำหรับคำถามนี้ ผมตอบว่า พรรคเพื่อไทยมีแพ็กเกจนโยบายที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มคน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวให้กับประเทศ ผมว่าตรงนี้สำคัญกว่าสำหรับการที่จะเข้าไปบริหารประเทศ 

SPOTLIGHT: การคิดนโยบายสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 มีความยากหรือมีความต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง  

เผ่าภูมิ: การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ เพราะเราผ่านการที่รัฐบาลไม่ได้บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพมายาวนานในช่วงหลังรัฐประหาร ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยซึมลึกและซึมยาว แต่ตอนนั้น external factor หรือปัจจัยรุมล้อมจากต่างประเทศน้อยกว่าตอนนี้ เพราะฉะนั้น ความยากคนละแบบ ผมเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้แย่เหมือนตอนเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ แต่มีภาวะแทรกซ้อนเยอะกว่า มีความไม่แน่นอนสูงกว่า 

ถ้าถามว่ายากกว่าหรือง่ายกว่ายังไง ผมคิดว่าคนละแบบ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งที่ต้องเตรียมให้พี่น้องประชาชน นอกจากเตรียมการรับมือปัจจัยภายนอกที่เข้ามามากกว่าแล้ว เราก็ต้องทำให้คนไทยแข็งแรงมากกว่า ในเชิงของการที่ต้องทำให้คนรายได้น้อยมีรายได้เพียงพอที่จะดำรงชีพ หรือการแก้หนี้ที่เป็นภาวะหนี้เรื้อรัง หนี้ติดนาน ทำให้เขาลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง นี่เป็นปัจจัยสำคัญ ๆ ในการเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน 

SPOTLIGHT: อะไรคือปัจจัยของความสำเร็จในการทำนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในการจะช่วยพี่น้องประชาชนหรือช่วยเศรษฐกิจได้ มีอะไรเป็นหัวใจสำคัญที่สุด 

เผ่าภูมิ: ผมคิดว่าเป็นข้อดีและถือว่าเป็นโชคดีของพรรคเพื่อไทยที่เราได้บริหารประเทศประมาณสองปีที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นไรเยอะเลยครับ ในมิติที่ว่าอะไรที่สามารถทำได้ อะไรที่ทำยังไงก็ทำไม่ได้ อะไรที่ต้องแก้กฎหมายจึงจะทำได้ อะไรบางอย่างใช้หน่วยงานเดิม ๆ ทำไปก็ไม่เกิดมรรคผล ต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาทำ 

มีหลายอย่างหลายเรื่องที่เราเห็น อย่างเรื่องหนี้ ถ้าแก้ไขโดยวิธีปกติก็แก้ไม่ได้ การที่เราเข้าไปอยู่ในรัฐบาลเราได้เห็นว่าต้องใช้ระบบบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้ามาซื้อหนี้ เพื่อที่จะทำให้เกิดการบริหารจัดการได้ ครั้นจะไปบอกให้ธนาคารแก้ไขปัญหาหนี้แต่ละธนาคาร ทำไม่ได้และไม่ประสบความสำเร็จนะครับ ส่วนการค้ำประกันสินเชื่อ เราก็เห็นว่าการจะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เดินต่อไปแบบนี้ เป็นการใช้งบประมาณมากแต่เหมือนเอางบประมาณไปทิ้งแม่น้ำ เราก็เลยจะตั้งองค์กรใหม่ที่ชื่อว่าสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) 

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเห็นในยุคที่เราเข้าไปบริหาร เพราะฉะนั้นการออกแบบนโยบายหลังจากที่ได้บริหารราชการแผ่นดินมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผมว่าเราเห็นความเป็นไปได้ในหลาย ๆ มิติหลาย ๆ เรื่องว่าอะไรที่ควรทำ อะไรที่ควรจะเดินไปทางไหน อะไรที่ไม่ควรจะเดินไป เพราะฉะนั้นจึงออกมาเป็นสโลแกนในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ คือ “เพื่อไทยทำได้” เพราะเรามั่นใจเหลือเกินว่าสิ่งที่เรานำเสนอจะผ่านกระบวนการใช้ประสบการณ์ ใช้องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ 

SPOTLIGHT: ปัญหาเศรษฐกิจเรื่องไหนที่คิดว่าแก้ยากที่สุด 

เผ่าภูมิ: จริง ๆ มันมีหลายเรื่องในมิติของปัญหาเศรษฐกิจ พูดเป็นเรื่องเดียวคงยาก ทุกเรื่องยากเหมือนกันหมด การทำให้พี่น้องประชาชนมีกำลังซื้อโดยไม่เป็นภาระงบประมาณเยอะ ต้องทำยังไง การกระตุ้นบริษัท SME ต้องทำยังไง จะเป็นการให้สิทธิประโยชน์หรือจะเป็นการให้สินเชื่อ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมาคิดด้วยกัน อย่างในส่วนของการกระตุ้นภาค SME สิ่งที่สำคัญสำหรับ SME คือ SME เข้าไม่ถึงแหล่งทุน ทำให้เขาโตไม่ได้ ถามว่าจะทำยังไง รัฐบาลจะไปบีบคอแบงก์ให้ปล่อยสินเชื่อ ก็ไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือ การลดความเสี่ยงของ SME จึงเป็นที่มาของการตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ ร่างกฎหมายแล้ว ผ่าน ครม.แล้ว ตอนนี้อยู่ที่กฤษฎีกา ถ้าเราได้เข้าไปเป็นรัฐบาล เราจะเอากฎหมายนี้เข้าสภา เป็นกระบวนการที่ลดความเสี่ยงของ SME เพื่อให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น 

เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ต้องแก้ในเชิงโครงสร้าง คนที่บอกว่าเพื่อไทยเข้ามาใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว ผมเถียงสุดตัวเลย เรานำกฎหมายเข้ามาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับประเทศในหลาย ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปล่อยสินเชื่อ การผลักดันศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ซึ่งเป็นการดึงดูดเม็ดเงินเข้าประเทศ เรื่องธนาคารไร้สาขา (virtual bank) ก็เป็นการใช้ข้อมูลใหม่ ๆ ในการทำให้คนที่อยู่นอกระบบเข้าถึงสินเชื่อ ไม่อิงกับเรื่องเครดิตบูโร เรื่องหวยเกษียณ เราเห็นคนไทยขาดการออม คนไทยชอบเสี่ยงโชค เราจับสองอย่างมารวมกันทำให้เกิดเป็นเสาการออมใหม่สำหรับประเทศในระยะยาว ดึงเงินที่เคยซื้อหวยใต้ดินแล้วจมไปเข้าสู่กองทุนนี้ ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนในตลาดทุน เป็นการกระตุ้นตลาดทุนได้อีก นี่คือเรื่องโครงสร้าง เพราะฉะนั้นเวลาใครบอกว่าพรรคเพื่อไทยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผมปฏิเสธเสมอ ส่วนใหญ่เราทำแต่เรื่องระยะยาวด้วยซ้ำ 

SPOTLIGHT: ภาคเกษตรเจอปัญหาราคาตกต่ำ เจอภัยพิบัติ เจอการแข่งขันจากต่างประเทศ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายอะไรในการดูแลภาคเกษตรบ้าง ไทม์ไลน์ในการดำเนินการเป็นอย่างไร 

เผ่าภูมิ: ภาคเกษตรเป็นส่วนที่สำคัญและเป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทยในเชิงการผลิต เพราะฉะนั้นต้องดูแลทั้งมิติเรื่องราคา เรื่องประสิทธิภาพ เรื่องที่ดิน เรื่องปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ในส่วนของราคา สิ่งที่เราเข้าไปดูแลคือเรื่องการรับประกันกำไรให้พี่น้องเกษตรกร 30% ของต้นทุนการผลิต ถ้าขายได้น้อยกว่านั้น ภาครัฐจะชดเชยให้ ทำให้เราสามารถพูดได้ว่าพี่น้องเกษตรกรของเราไม่มีการขาดทุนอีกต่อไป และจะมีการเข้าไปช่วยเหลือทางด้านพืชผลต่าง ๆ อย่างอ้อย จะมีการปรับเรื่องระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ จากสัดส่วน 70 ต่อ 30 ให้เกษตรกรได้ผลประโยชน์มากขึ้น

ส่วนเรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ เรื่องปุ๋ย เรื่องเมล็ดพันธุ์ ก็จะมีการเข้าไปช่วยเหลือ และจะมีโครงการพักหนี้เกษตรกรเป็นเวลาสามปี วงเงิน 500,000 บาทต่อราย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากและเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างที่รายได้ของเขายังโตขึ้นไม่เพียงพอ เราจะมีโครงการนี้ไปช่วยระงับรายจ่ายในช่วงหนึ่งก่อน 

SPOTLIGHT: เรื่องบุคลากร เห็นได้ว่าคุณอนุทินดึงคนนอกมาแล้วคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ในส่วนของพรรคเพื่อไทย มีกลยุทธ์อย่างไรบ้าง เราจะเห็นการชวนคนนอกที่เก่ง ๆ หรือคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทีมเศรษฐกิจเพิ่มอีกไหม 

เผ่าภูมิ: ผมเชื่อว่าบุคลากรของพรรคเพื่อไทยเราไม่เป็นรองใครมาตั้งนานแล้ว เราไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปเอาอิมเมจมาช่วย เพราะเราเก่งจากเนื้อใน เราแข็งจากเนื้อใน ผมเชื่อว่าการทำงานในด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยแข็งแกร่งมาก เราไม่ได้มีแค่ที่คนภายนอกเห็น แต่เรามีการทำงานกันเป็นทีม เรามีการทำงานกับนักวิชาการ เรามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการ มีทีมเบื้องหลังเยอะ มี Think Tank ขนาดใหญ่ ในการออกแบบนโยบายและการบริหารทางเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย 

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ ผมคิดว่าการที่บุคลากรต่าง ๆ เข้ามาทำงานกับพรรคเพื่อไทย อย่างผมเป็นนักวิชาการ การเข้าพรรคเพื่อไทยทำให้เราเห็นว่าเราต้องสัมผัสกับ สส. ให้เยอะ เราต้องคุยกับ สส. ให้เยอะ เพราะว่า สส. เขาจะรู้ความต้องการของพี่น้องประชาชนที่แท้จริง นักวิชาการทำงานอยู่ในภาพบน บางทีเรามองไม่เห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เรามองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน การลงสัมผัส การสัมผัสผ่านพี่น้อง สส. ทำให้เราเห็นภาพต่าง ๆ ที่สำคัญ เพราะฉะนั้น ผมจึงให้ความสำคัญกับความกลมเกลียว-ความกลมกลืนระหว่างนักวิชาการกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับประชาชน ซึ่งผมคิดว่าเพื่อไทยไม่เป็นรองใครในมิติของการกลั่นเอาปัญหาของพี่น้องประชาชนขึ้นมาสร้างนโยบายและกระจายไปสู่การแก้ไขปัญหา 

SPOTLIGHT: เพื่อไทยมีการวางตัววางบุคลากรเอาไว้เตรียมพร้อมเต็มที่เลยใช่ไหม ถ้าได้เป็นรัฐบาล ทุกอย่างจะรวดเร็วและสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ในเวลาเท่าไหร่ มีไทม์ไลน์หรือมีเป้าหมายอะไรเป็นภาพที่ชัดเจนไหม 

เผ่าภูมิ: ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมด้านบุคลากรมานานมากแล้ว พร้อมมาโดยตลอด จริง ๆ เรามีบุคลากรที่มีความสำคัญที่อยู่เบื้องหลังเยอะ ในเรื่องการทำงานด้านเศรษฐกิจ เราคิดว่าตรงนี้เป็นจุดแข็งของเรามากกว่าจะต้องเอาอะไรมาแปะ เอาอะไรมาโปะ หรือเอาอะไรมามาทำให้เห็นเป็นภาพ เพราะว่าเราทำงานและพิสูจน์ในจุดนี้เพียงพอ มันเพียงพอจากตัวเลขด้วยซ้ำ ในรัฐบาลนายกฯแพทองธาร เศรษฐกิจของเราโตเฉลี่ย 3% ทุกไตรมาส นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าความแข็งแกร่งในด้านของเศรษฐกิจของเรานั้นไม่เป็นรองใคร 

SPOTLIGHT: รัฐบาลมักจะถูกฝ่ายวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์มองว่าทำนโยบายประชานิยม ใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงการหารายได้ สำหรับพรรคเพื่อไทยมีแนวทางการเพิ่มรายได้รัฐอย่างไรในยุคที่รายจ่ายจะเพิ่มขึ้น และกำลังแรงงานที่จะทำงานจ่ายภาษีลดน้อยลง

เผ่าภูมิ: เป็นคำถามที่สำคัญ และผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยตอบได้ดีที่สุดในเรื่องการหารายได้ของภาครัฐ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเก่งและพรรคเพื่อไทยพยามทำให้ได้มากที่สุดนั่นคือ การพยายามไม่หมกมุ่นอยู่กับงบประมาณ แต่พยายามดึงดูดเม็ดเงินใหม่เข้ามาใช้บริหารประเทศ นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมเราจึงต้องทำ พ.ร.บ.ศูนย์กลางประกอบธุรกิจการเงิน (Financial Hub) ซึ่งมีเม็ดเงินมหาศาลกำลังจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ถ้าเราไม่มีกฎหมายฉบับนี้ เขาก็ไม่เข้ามาลงทุน เขาก็ไปลงทุนสิงคโปร์ ฮ่องกง อันนี้เป็นเม็ดเงินที่ไม่ได้ใช้งบประมาณเลย แต่ใช้การบริหารจัดการทำให้มันเกิดขึ้น ดึงเงินมาลงทุนในประเทศไทย 

เรื่องของการดึงดูดเม็ดเงิน FDI หรือการลงทุนต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ เรื่อง local content สัดส่วนการผลิตในประเทศก็มีความสำคัญ ตอนที่ผมดูแลกรมสรรพสามิต ผมทำให้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีการใช้ local content เยอะ มีการระบุหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการประคองตลาดยานยนต์ในประเทศ ต่าง ๆ เหล่านี้คือการหารายได้เข้าประเทศ 

นอกจากนั้น การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ก็สำคัญมาก เพราะว่าแรงงานของเรามีจำกัดและมีแนวโน้มไม่ขยายตัว จากภาวะการเกิดที่ต่ำ เพราะฉะนั้นจะทำยังไงให้แรงงานมีศักยภาพสูงสุด ต้องใส่ศักยภาพให้เขา ผลิตภาพ (productivity) ต่อหน่วยต้องเพิ่มขึ้น การให้สิทธิประโยชน์เรื่องการให้แรงงานต่างชาติเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนไทย ก็ควรมีการพัฒนา 

เรื่องการศึกษาก็มีความสำคัญ แรงงานจะโตอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้ถ้าการศึกษาไม่ดี เพราะฉะนั้นเรามีโครงการ ‘เรียนได้งบจบได้งาน’ ในการพัฒนาทักษะที่จะแมตช์กับอุปสงค์ในประเทศว่าความต้องการของประเทศคืออะไร เราต้องผลิตแรงงานขึ้นมาให้ตรงกับความต้องการของประเทศ

ผมคิดว่าเรื่องของการหาเงินเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าเรื่องของการใช้เงิน เรามีความจำเป็นต้องสร้างรายได้ให้กับประเทศ แล้วเวลาพูดถึงเรื่องการหาเงิน ตัวเลขที่สะท้อนได้ดีที่สุดก็คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งตอนรัฐบาลนายกฯแพทองธาร ตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนมาว่าดีที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

SPOTLIGHT: การผลักดันศูนย์การกลางทางการเงิน (ไฟแนนเชียลฮับ) มีความกังวลจากบางพรรคว่าจะเอื้อต่อทุนเทา คุณอยากอธิบายเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร 

เผ่าภูมิ: ไฟแนนเชียลฮับทำโดยเจตนาบริสุทธิ์ ทำโดยกระทรวงการคลัง โดยตั้งคณะกรรมการร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย   (คปภ.) ร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หน่วยงานเหล่านี้เข้ามาร่างกฎหมายนี้ด้วยกัน ไม่ใช่ผม-ไม่ใช่เพื่อไทยร่างคนเดียว แต่ร่างโดยทุกหน่วยงานเพื่ออยากให้ประเทศไทยมีไฟแนนเชียลฮับสู้กับประเทศอื่น เขามองเห็นโอกาสที่เสียไปว่าเม็ดเงินกระโดดข้ามเราไปสิงคโปร์ กระโดดข้ามเราไปฮ่องกง เราสร้างไฟแนนเชียลฮับขึ้นมาด้วยความเห็นร่วมกันของทุกฝ่าย

เรื่องการป้องกันการฟอกเงิน กฎหมายฉบับนี้มิได้ละเว้นมาตราใด ๆ เลยของกฎหมายควบคุมการฟอกเงิน ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ในเรื่องการฟอกเงิน เรื่องเงินเทาต่าง ๆ เราเห็นอยู่ว่ามันเป็นปัญหา แต่การมีไฟแนนเชียลฮับไม่ได้เพิ่มปัญหา เพราะฉะนั้น ไฟแนนเชียลฮับมีความเสี่ยงเท่ากับสถาบันการเงินทุกสถาบันในประเทศไทย ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงเลย เพราะฉะนั้น อย่าเอาจินตนาการในแง่ลบมาขัดขวางการพัฒนาประเทศ ซึ่งจริง ๆ เวลามีคอมเมนต์เรื่องนี้ผมโกรธเลยนะ ถ้ามองอย่างนี้จะพัฒนาประเทศยังไง อันนี้เรามองเรื่องโอกาส มองเรื่องศักยภาพของประเทศ เรามองถึงเรื่องถ้าประเทศไทยเสียโอกาสตรงนี้ไปจะทำยังไง 

ส่วนเรื่องการป้องกัน ผมเล่าเป็นเกร็ดว่าในกฤษฎีกามีการคุยกันว่า ใช้องค์กรที่ตั้งใหม่ดูแลเรื่องการฟอกเงินจะดีกว่าไหม ไม่ต้องใช้ ปปง.ก็ได้ แต่ทางกระทรวงการคลังซึ่งตอนนั้นผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการก็บอกว่า ใช้ ปงง.เลย แข็งแกร่งกว่า ดีกว่า และเห็นภาพรวมมากกว่า นี่เป็นการหารือกันในเรื่องการป้องกันการฟอกเงิน ซึ่งเราหาจุดที่ดีที่สุดในการที่จะป้องกันเรื่องเหล่านี้

SPOTLIGHT: จากผลการสำรวจความเห็น มีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจ พรรคเพื่อไทยมีอะไรอยากบอกพี่น้องประชาชนบ้าง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของคนไทย 

เผ่าภูมิ: เราอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายทางด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยภายในไม่ได้แย่เท่าไหร่ แต่ปัจจัยภายนอกสามารถกระทบในมิติไหนก็ได้ กระทบในแง่ที่แย่ที่สุดก็ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องการทีมนักบริหารที่มีศักยภาพสูงในการเข้าไปบริหารประเทศ เราบริหารมาสองปี เราเห็นภาพทั้งหมดว่าอะไรที่ควรจะทำ อะไรที่ทำได้ อะไรที่เราสำเร็จ อะไรที่เรายังติดขัด อะไรที่เรายังต้องแก้ไข ซึ่งเราเอาตรงนั้นมาหลอมเป็นชุดนโยบายที่จะตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ 

ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยนำเสนอนโยบายครั้งนี้ครอบคลุมจากสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้จริง จากสิ่งที่เห็นในกลไกภาครัฐจริง ๆ ว่าอะไรที่ต้องเข้าไปแก้ไข อะไรที่ต้องเข้าไปทำ อย่างเช่นนโยบายล้างหนี้ ไม่ง่ายนะครับกว่าจะออกมาเป็นวันนี้ ไม่ใช่แค่การใส่งบประมาณเข้าไป มันมีกลไกข้างหลังเยอะในการนำไปสู่การล้างหนี้  จะทำไม่ได้เลยถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล เราเป็นรัฐบาลมา เราเห็น เราดำเนินการมา ทำให้เรามั่นใจในชุดนโยบายของพรรคเพื่อไทย บุคลากรของพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยมีความรู้ความสามารถมากในการที่จะสกัดศักยภาพของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยนั้นกลับมายืนอย่างสง่าผ่าเผยได้อีกครั้ง 

แชร์
เผ่าภูมิ: นโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทยคิดจากประสบการณ์ รู้อะไรทำได้-ไม่ได้