
จากเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในเวเนซุเอลา และจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ทำให้เวเนซุเอลากลับมาอยู่ในความสนใจของโลกอีกครั้ง หนึ่งในคำถามสำคัญ คือ เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อปริมาณและราคาน้ำมันในตลาดโลกมากหรือน้อย อย่างไร
ตามการรายงานของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) แม้ว่าการจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา หลังการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ จะถือเป็นพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สั่นสะเทือนโลกอย่างยิ่ง แต่สัญญาณในเบื้องต้นบ่งชี้ว่า ตลาดน้ำมันโลกน่าจะสามารถดูดซับแรงกระแทกจากเหตุการณ์นี้ได้อย่างราบรื่น
บลูมเบิร์กยกข้อมูลจากแหล่งข่าวที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาอธิบายว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเวเนซุเอลาไม่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ โดยโครงสร้างสำคัญอย่างท่าเรือโฮเซ โรงกลั่นน้ำมันอามูอาย และแหล่งผลิตในเขตโอริโนโกเบลต์ ยังคงเปิดดำเนินการได้ตามปกติ
อีกทั้งในปัจจุบัน เวเนซุเอลาไม่ได้มีบทบาทในตลาดน้ำมันโลกเท่าไรนัก แม้ว่าจะเคยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตน้ำมันที่สำคัญของโลก แต่กำลังการผลิตได้ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และการผลิตในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของอุปทานน้ำมันโลก แม้ว่าแรงกดดันล่าสุดจากสหรัฐฯต่อรัฐบาลมาดูโร รวมถึงการยึดเรือบรรทุกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา ส่งผลให้เวเนซุเอลาต้องเริ่มปิดบ่อน้ำมันบางส่วน แต่ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญต่อตลาด
ในขณะเดียวกัน มีการคาดการณ์ว่าอุปทาน (supply) น้ำมันโลกในปี 2026 จะสูงกว่าความต้องการใช้ (demand) ถึง 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะเป็นภาวะอุปทานล้นตลาดในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตามการประเมินขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA)
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ราว 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ผลิตภัณฑ์ซื้อขายน้ำมันดิบของสหรัฐฯในตลาดค้าปลีกช่วงสุดสัปดาห์ที่ดำเนินการโดย IG Group แสดงให้เห็นว่า ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯปรับตัวขึ้นเกือบ 2 ดอลลาร์สหรัฐจากราคาปิดเมื่อวันศุกร์
อาร์เน โลห์มัน ราสมุสเซน (Arne Lohman Rasmussen) หัวหน้านักวิเคราะห์ของ A/S Global Risk Management ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเปิดตลาดในเย็นวันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม โดยอาจจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรืออาจน้อยกว่านั้น
เขาอธิบายว่า ต่อให้อยู่ในสภาวะอุปสงค์-อุปทานสมดุลเป็นปกติ ความปั่นป่วนในระดับนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ตลาดสามารถรับมือได้ แล้วยิ่งเมื่อการคาดการณ์ทั้งหมดชี้ว่าตลาดน้ำมันจะมีภาวะอุปทานล้นตลาดอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสแรกของปปีนี้ เนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนแอตามฤดูกาล และการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ดังนั้น สถานการณ์ในเวเนซุเอลาจึงแทบไม่มีผลต่อราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ เวเนซุเอลาเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ซึ่งมีกำหนดประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมกับชาติพันธมิตร รวมถึงรัสเซีย ในวันอาทิตย์ที่ 4 มกราคมนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่า กลุ่ม OPEC จะยังคงยึดมั่นแผนการระงับการเพิ่มกำลังการผลิตต่อไป ตามที่ผู้แทนของกลุ่มสามคนเปิดเผยเมื่อช่วงต้นสัปดาห์
การยึดเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแคริบเบียนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างความหวาดวิตกให้กับผู้ประกอบการเรือที่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตร โดยข้อมูลการติดตามการเดินเรือของบลูมเบิร์ก ณ วันศุกร์ที่ 2 มกราคมระบุว่า มีเรืออย่างน้อย 7 ลำที่ได้เปลี่ยนเส้นทางหรือหยุดลอยลำกลางทะเล ซึ่งเพิ่มจากอีก 4 ลำที่หันหลังกลับทันทีหลังจากกองกำลังสหรัฐฯขึ้นตรวจเรือ Skipper เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม
แม้สถานการณ์ในช่วงเดือนที่ผ่านมาจะมีความผันผวนสูง แต่บริษัทเชฟรอน (Chevron) ของสหรัฐฯยังคงดำเนินธุรกิจในเวเนซุเอลาต่อไป ภายใต้ใบอนุญาตผ่อนผันจากมาตรการคว่ำบาตรที่รัฐบาลทรัมป์ออกให้
เชฟรอนระบุในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ว่า “บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพนักงาน รวมถึงความสมบูรณ์ของทรัพย์สิน และยังคงดำเนินงานโดยปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเคร่งครัด”
แม้ว่าจะไม่มีผลกระทบต่อตลาดเท่าไรนักในระยะสั้น แต่การจับกุมมาดูโรได้จุดกระแสคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาในระยะยาว เนื่องจากประเทศนี้ถูกประเมินว่ามีปริมาณสำรองน้ำมันใต้ดินมากที่สุดในโลก
ปริมาณน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลาได้ดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่นานาชาติหลายรายเข้ามาลงทุนในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา แต่การโอนกิจการเป็นของรัฐ (nationalization) ที่เกิดขึ้นถึงสองระลอก ทำให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง เชลล์ (Shell), เอ็กซอน โมบิล (Exxon Mobil) และ โคโนโคฟิลลิปส์ (ConocoPhillips) รู้สึกผิดหวัง โดย Exxon และ Conoco ได้ยื่นเรียกร้องค่าชดเชยในเวลาต่อมา หลังทรัพย์สินถูกยึดโดยรัฐบาลประธานาธิบดีอูโก ชาเวซ (Hugo Chavez)
นอกจากเชฟรอนแล้ว บริษัทจากยุโรปอย่าง เรปซอล (Repsol) ของสเปน, เอนี (Eni) ของอิตาลี และ Maurel et Prom ของฝรั่งเศส ยังคงมีสถานะอยู่ในเวเนซุเอลา และเป็นพันธมิตรในโครงการน้ำมันและก๊าซร่วมกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติเวเนซุเอลา (Petroleos de Venezuela SA)
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 3 มกราคมว่า มาตรการคว่ำบาตรต่ออุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป และบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯจะเข้ามาช่วยฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา
ทรัมป์กล่าวว่า บริษัทของสหรัฐฯจะเข้ามาฟื้นฟูภาคน้ำมันของเวเนซุเอลา และจำหน่ายน้ำมันในปริมาณมากให้กับผู้ซื้อทั่วโลก ทั้งลูกค้าปัจจุบันและรายใหม่ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทน้ำมันรายใดจะเป็นผู้รับบทบาทดังกล่าว และเขาไม่ได้ระบุว่าจะสามารถเริ่มผลิตได้เร็วแค่ไหน
ฮอร์เฮ เลออน (Jorge Leon) หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ของบริษัทวิจัย Rystad Energy แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองโดยใช้กำลัง มักไม่ช่วยให้อุปทานน้ำมันกลับมามีเสถียรภาพในเวลาอันรวดเร็ว โดยกรณีของลิเบียและอิรักเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและน่าคิด