
(13 พ.ค. 2569) นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ให้สัมภาษณ์หลัง ทนายวัดนาป่าพง สู้คดี 157 ว่า "พระคึกฤทธิ์" ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวว่า รู้สึกช็อค และงงกับการตีความดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) มาตรา 45 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความหมายในประมวลกฎหมายอาญา
โดย ทนายอนันต์ชัย ได้เปิดข้อกฎหมายและบรรทัดฐานศาลฎีกาจากการตรวจสอบตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ระบุตำแหน่ง "พระสังฆาธิการ" ไว้ครอบคลุมตั้งแต่ เจ้าคณะใหญ่, เจ้าคณะภาค, เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ, เจ้าคณะตำบล,เจ้าอาวาส, รองเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาส
นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้หลายคดีที่วินิจฉัยไปในทางเดียวกันว่า พระสังฆาธิการ คือ เจ้าพนักงาน ดังนั้น ไม่ว่าพระรูปนั้นจะมีเงินนิตยภัต (เงินเดือน) หรือไม่ หากดำรงตำแหน่งปกครอง ก็ถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายทั้งสิ้น
โดย ทนายอนันต์ชัย ระบุถึงผลกระทบหากตีความผิดอาจเอื้อการทุจริต หากมีการตีความว่าเจ้าอาวาสไม่ใช่เจ้าพนักงาน จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นคดีในอดีตอาจจะเป็นโมฆะ เช่น คดีเงินทอนวัด คดีวัดไร่ขิง หรือคดีหลวงพ่อเงิน หากไม่ใช่เจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปปป. หรือ ป.ป.ช. ก็จะไม่มีอำนาจดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ (ม.157) หรือยักยอกทรัพย์ในหน้าที่ (ม.147)
ทั้งนี้ ทนายอนันต์ชัย ยังเปิดช่องโหว่ทุจริตว่า หากเจ้าอาวาสไม่มีสถานะเจ้าพนักงาน การยักยอกเงินวัดที่มีมากกว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศจะจัดการได้ยากขึ้น เกิดความโกลาหลในระบบจัดการทรัพย์สินของวัดเจ้าหน้าที่เสี่ยงผิดเอง หากตำรวจหรือ ป.ป.ช. ดำเนินคดีกับผู้ที่ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ตัวเจ้าหน้าที่เองอาจถูกฟ้องกลับฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบตาม มาตรา 157 และ 200
พร้อมฝากเตือนประชาชนอย่าสับสน ปัญหาเรื่องสถานะเจ้าพนักงานเป็นข้อกฎหมาย ซึ่งในระบบไต่สวนของศาลอาญาทุจริต ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาพิจารณาได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ร้องขอ นักกฎหมายระดับปริญญาตรีก็ทราบเรื่องนี้ดี ท้ายที่สุด ขอให้ประชาชนยึดถือตามหลักกฎหมายมาตรา 45 และคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นหลัก อย่าหลงเชื่อความเห็นส่วนบุคคลของนักกฎหมายบางท่านหรือพระบางรูปที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะการกระทำผิดของพระสังฆาธิการในปัจจุบัน ถูกดำเนินคดีในฐานะเจ้าพนักงานอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมอยู่แล้ว
ส่วนกรณีเรื่องเงินโบนัสของวัดดังกล่าว ทนายอนันตชัย ได้รับเบาะแสสำคัญจากผู้สื่อข่าว นายณัฐวุฒิ ปงลังกา หรือ ณัฐปง ที่สัมภาษณ์คนในวัดจนพบว่ามีการจ่ายเงินรายปีในลักษณะโบนัส ตั้งแต่หลัก 3 แสนไปจนถึง 5 แสนบาทต่อคน รวมยอดเงินกว่า 6.7 ล้านบาท
ทนายอนันต์ชัย ระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายทนายของวัดเคยแถลงว่าเป็นเงินตอบแทนการทำงานทั้งชีวิต ต่อมาบอกว่าเป็นเงินรายปีเพราะไม่มีเงินเดือน แต่ล่าสุดกลับมายอมรับว่าเป็น "เงินโบนัส"
ทนายอนันต์ชัย กล่าวต่ออีกว่า การยอมรับว่าเป็นโบนัสถือเป็นหลักฐานสำคัญที่จะนำไปสู้กันในชั้นศาล เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคหรือไม่
ทั้งนี้ ทนายอนันต์ชัย ยังเปิดเผยการเปิดบัญชีโดยมิชอบ ประเด็นสำคัญที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหน คือการตรวจสอบพบว่าการบริหารจัดการเงินของวัดขัดต่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ปี 2511 อย่างร้ายแรง คือมีการเปิดและเบิกถอนบัญชีวัดต้องทำโดยเจ้าอาวาสร่วมกับไวยาวัจกร หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย และต้องเก็บเงินสดไว้ที่วัดไม่เกิน 3,000 บาท ส่วนที่เหลือต้องฝากธนาคาร
โดยพบว่าวัดมีการเปิดบัญชีโดยใช้ชื่อพระเพียง 2 รูป (เจ้าอาวาสและพระคนสนิท) โดยไม่มีไวยาวัจกรเกี่ยวข้อง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157) และนำไปสู่ข้อหายักยอกทรัพย์ (ม.147) ขณะนี้มูลนิธิทนายกองทัพธรรมได้ยื่นเรื่องต่อกองปราบปรามแล้ว 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ เงินโบนัส 6.7 ล้านบาท / การครอบครองรถยนต์ / การใช้บัตรเครดิต / การจัดการทองคำ / การทำประกันชีวิต
ทนายอนันต์ชัย ยังระบุว่า ตนไม่กังวลที่ถูกฝ่ายวัดฟ้องหมิ่นประมาท เพราะจะใช้สิทธิทางศาลเรียก Statement และบัญชีรับ-จ่ายทั้งหมดของวัดมาตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้เห็นเส้นทางการเงินทั้งหมด รวมถึงยอด 4,500 ล้านบาทที่เคยเป็นประเด็นก่อนหน้านี้ด้วย
พร้อมเตือนสติ "วัดส่วนบุคคล" ไม่มีจริงในกฎหมายไทยทนายฝากถึงเจ้าอาวาสทั่วประเทศว่าอย่าเข้าใจผิดว่าวัดที่สร้างโดยญาติพี่น้องหรือพวกพ้องจะเป็น "วัดของข้า เงินของข้า" เมื่อจดทะเบียนเป็นวัดแล้ว ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคมและ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ กฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ แม้ไม่ใช่พระราชบัญญัติแต่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุก
ขณะเดียวกัน ทนายอนันต์ชัย เปิดเผยถึงคดีใหม่ที่กำลังเตรียมยื่นเรื่องดำเนินคดีเพิ่มเติมอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการ "เปิดบัญชีไม่ชอบ" และ "การโอนเงินที่ผิดปกติ" โดยประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นไว้ที่ประมาณ 100 กว่าล้านบาท เข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมาตรา157 และความผิดเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของวัดตามมาตรา 147
นอกจากนี้ ทนายอนันต์ชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ยอมรับว่าการทำงานในฐานะประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรมต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านพระ แต่ยึดมั่นว่าทำเพื่อปกป้องพระศาสนาและเงินของประชาชน
นอกจากคดีวัดดังในกรุงเทพฯ แล้ว ทนายอนันตชัยยังเตรียมลงพื้นที่ จังหวัดเลย ในวันที่ 2 มิถุนายน นี้ เพื่อดำเนินการในคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับวงการสงฆ์อีกหนึ่งคดี
"ผมไม่ได้ทำเพื่อส่วนตัว แต่ทำเพื่อพุทธศาสนิกชน เชื่อว่าบุญกุศลจะคุ้มครอง ใครจะด่าหรือจะฟ้องก็เป็นเรื่องปกติของคนทำงานบนความขัดแย้ง แต่ความจริงที่อยู่ในสเตทเม้นท์และเช็คธนาคารจะพิสูจน์ทุกอย่างเอง"
Advertisement