
สถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน หลังการสู้รบส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากบริเวณอ่าวเปอร์เซียสะดุด ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันบางส่วนเริ่มลดกำลังการผลิต ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แรงกระแทกด้านอุปทานดังกล่าว ทำให้ราคาน้ำมันภายในประเทศขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย กระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนการประกอบอาชีพของประชาชนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มชาวประมงที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นต้นทุนหลักในการออกเรือทำประมง
นายประเสริฐ พิทักษ์กร นายกสมาคมประมงช่องแสมสาร เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวประมงในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ “น้ำมันเขียว” ซึ่งเป็นน้ำมันสำหรับเรือประมงที่เติมกลางทะเล
นายประเสริฐระบุว่า เมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเขียวกลางทะเลปรับขึ้นทันทีลิตรละ 4 บาท 60 สตางค์ ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละกว่า 22 บาท และยังมีแนวโน้มว่าจะปรับเพิ่มขึ้นอีกในระยะต่อไป
“ทุกวันนี้เรือประมงก็แทบไม่ได้กำไรอยู่แล้ว หลายลำขาดทุน ยิ่งน้ำมันขึ้นแบบนี้ยิ่งหนักเข้าไปอีก ถ้าราคาน้ำมันยังขึ้นต่อ ชาวประมงคงอยู่ไม่ไหว” นายประเสริฐกล่าว
นายกสมาคมประมงช่องแสมสารยังเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาตรึงราคาน้ำมันสำหรับภาคประมง โดยเฉพาะน้ำมันเขียวที่ใช้กับเรือประมง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและประคับประคองอาชีพของชาวประมง
ขณะเดียวกัน ชาวประมงเรือขนาดเล็กที่ต้องเติมน้ำมันจากปั๊มบนฝั่ง ก็เริ่มได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะสิ้นสุดลงในอีกประมาณ 15 วัน ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นอีกระลอก ชาวประมงในพื้นที่ต่างกังวลว่า หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อาจส่งผลให้ต้นทุนการออกเรือเพิ่มขึ้นอย่างมาก
Advertisement