
วันที่ 15 มกราคม 2569 ที่บริเวณด้านหน้าห้องเก็บศพ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บรรยากาศในช่วงเช้าที่ผ่านมา เริ่มมีญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ล้มทับขบวนรถไฟโดยสาร สายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ที่อำเภอสีคิ้ว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย บาดเจ็บ 64 ราย สูญหาย 3 ราย โดยเหตุเกิดเมื่อเวลา 09.13 น.ของวันที่ 14 มกราคม 2569 เริ่มทยอยนำเอกสารต่างๆของผู้เสียชีวิตเดินทางมาเพื่อติดต่อรับศพที่นำมาชันสูตรและพิสูจน์อัตลักษณ์ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
โดยในช่วงเช้าวันนี้ 15 ม.ค.เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้เข้าร่วมประชุมกับแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและญาติผู้เสียชีวิต เพื่อร่วมชันสูตรยืนยันอัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานยุติธรรม จังหวัดนครราชสีมา เข้ามาร่วมประชุมเพื่ออธิบายมาตรการในการเยียวยาให้กับญาติของผู้เสียชีวิตได้เข้าใจอีกด้วย ซี่งจนถึงเวลา 11.00 น.วันนี้ทางแพทย์รพ.มหาราชนครราชสีมา สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตได้แล้วรวม 12 ราย และอนุญาตให้ญาตินำเอกสารติดต่อรับร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนาไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีได้แล้ว
ขณะเดียวกันนายบุญยืน จ่าทอง อายุ 71 ปี พ่อของนางสาวอลิชา จ่าทอง หนึ่งในผู้เสียชีวิต เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าตนมารอรับศพลูกสาวตั้งแต่เช้า ลูกสาวของตนนั้นเดินทางมากับญาติอีกคนที่นั่งอยู่ติดกัน จะเดินทางไปงานศพญาติที่จังหวัดศรีสะเกษ แต่กลับมาเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้ง 2 คน
โดยก่อนที่จะเดินทางมา ลูกสาวก็ติดต่อกับตนตลอด จนกระทั่งซื้อตั๋วรถไฟขึ้นขบวนรถไฟคันที่เกิดเหตุมา จนขาดการติดต่อไป ซึ่งภายหลังจากที่ตนทราบว่าลูกสาวของตนเกิดอุบัติเหตุ ตนและลูกเขยจึงรีบมาจากจังหวัดศรีสะเกษเข้าไปในที่เกิดเหตุเพื่อตามหาศพลูกสาวแต่ก็ไม่พบ ซึ่งก่อนเดินทางนั้นตนก็รู้สึกถึงลางบอกเหตุว่าจะเกิดสิ่งที่ไม่ดี ประจวบเหมาะกับการที่ตนได้ฝันเห็นรถที่วิ่งคล้ายๆรถไฟแต่ล้อ ในฝันนั้นลูกสาวได้ชวนให้ตนขึ้นรถไฟมาด้วย ตนบอกว่าไม่ขึ้นหรอกไปเถอะ ในที่สุดก็เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งตนมั่นใจว่าในฝันนั้นคือลางบอกเหตุถึงเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้เมื่อคืนที่ผ่านมาตนไปนอนพักอยู่ที่อำเภอโนนสูง ซึ่งตนก็รู้สึกว่าเหมือนลูกสาวจะมาหาพ่อ เพราะมีการเคาะห้องเรียกและบอกว่าอยากกลับบ้าน ตนก็เลยบอกกับลูกสาวไปว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวตอนเช้าพ่อจะพากลับบ้าน ซึ่งในขณะนี้ทางครอบครัวยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียในครั้งนี้ ตนเป็นสัปเหร่อมาหลาย 10 ปี ทำศพเห็นคนตายมากกว่า 1,000 ศพ แต่ไม่คิดเลยว่าในครั้งนี้จะต้องมาพบกับศพลูกสาวของตัวเอง นายบุญยืนฯ กล่าวทั้งน้ำตา
Advertisement