
วันนี้ (11 มี.ค.69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ติดตามมาตรการคุ้มครองประชาชนจากผลกระทบสถานการณ์ดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคภายใต้สถานการณ์ตะวันออกกลาง ว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ คคบ. มีความห่วงใยต่อค่าครองชีพและการดำเนินชีวิตของประชาชนไทยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในภูมิภาค ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ก่อให้เกิดความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานของสินค้าและบริการ
ด้วยเหตุนี้ อาจมีการปรับขึ้นราคาสินค้า การชะลอการส่งมอบ การปฏิเสธการขาย หรือการผิดสัญญาจากผู้ประกอบการ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้กำหนดมาตรการเชิงรุกขึ้นมา มาตรการดังกล่าว ประกอบด้วยแผนบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ และ 6 มาตรการหลักเพื่อคุ้มครองประชาชนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งต้องดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน เช่น เปิดสายด่วน 1166 พร้อมให้บริการ 20 คู่สาย เพื่อรับเรื่องร้องเรียนและให้คำปรึกษา เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล
สำหรับ 6 มาตรการ และ 1 แผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน มีดังนี้
1. สคบ. เปิดสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคเพิ่มเติมจากปกติเป็นกรณีเร่งด่วน จำนวน 10 คู่สาย หมายเลข 1166 เมืองพัทยาปรับเพิ่มสายด่วน โดยพิจารณาตามความเหมาะสม และความเข้มข้นที่เกิดขึ้นในสถานที่
2. เข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจที่ส่งผลต่อการบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน โดยเพิ่มความถี่ในการลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ บูรณาการเชิงรุกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง เฝ้าระวังการโฆษณาที่นำไปสู่การเข้าใจผิดของประชาชนในฐานะผู้บริโภค ที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนก การกักตุนสินค้า หรือการซื้อสินค้าในราคาที่แพงในภาวะจำยอม ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคฯ ตลอดจนเข้มงวดในการตรวจสอบฉลากสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน รวมถึงการควบคุมผู้ประกอบธุรกิจให้บริการเช่าที่พักอาศัย ไม่ให้คิดอัตราค่าสาธารณูปโภคสูงเกินไป
3. ขอความร่วมมือร้านค้าเปิดให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินทั้งบัตรเครดิตการโอนเงินทางแอปพลิเคชัน และเงินสด โดยที่ปัจจุบันมีร้านค้าเริ่มปฎิเสธรับเงินสด ซึ่งกระทบต่อผู้บริโภคบางรายและบางกรณี เช่น หากเกิดภาวะการณ์สัญญาณเครือข่ายโทรคมนาคมขัดข้องหรือมีปัญหาด้านพลังงานและไฟฟ้า
4. สนับสนุนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการออนไลน์โดยเลือกซื้อสินค้าจาก Online platform ที่จดทะเบียนตลาดแบบตรงกับ สคบ. เท่านั้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น เครื่องประดับ ทองคำ และบริการการลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและเป็นธรรม ในการแก้ปัญหาหรือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ขายสินค้าและบริการกับผู้บริโภค
5. การกำกับดูแลการจำหน่ายทองคำโดย สคบ. เข้มงวดควบคุมการจำหน่ายทองคำอย่างเป็นธรรมต่อผู้บริโภคตามกฎหมาย ได้แก่การควบคุมด้านฉลากทองคำรูปพรรณ และกรมการค้าภายใน บังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ เพื่อเฝ้าระวังการฉวยโอกาสและการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค และ
6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค ตระหนักรู้สิทธิการบริโภคสินค้าและบริการ ทั้งด้าน ราคา คุณภาพ มาตรฐานที่ตรงกับสินค้าและบริการ ในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางปกติ และช่องทางออนไลน์ที่ปลอดภัย
ส่วนในขณะนี้บางพื้นที่ก็ได้รับรายงานเรื่องของน้ำมัน ที่เมื่อประชาชนจะเข้าไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มกลับไม่มีน้ำมัน ซึ่งเรื่องนี้จะมีการมาตราการในคุ้มครองผู้บริโภคหรือดูแลในเรื่องการกักตุนน้ำมันอย่างไร นายสันติกล่าวว่า ปัญหานี้ก็มีการร้องเรียนเข้ามาบ้างแล้วว่ามีผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคที่จะเข้าไปซื้อน้ำมัน ก็ไม่มีน้ำมันจำหน่าย โดยเฉพาะด้านการขนส่ง ธุรกิจขนาดใหญ่รวมถึงประชาชน เอง เรื่องนี้ทางคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีการประชุมและกำชับกรมการค้าภายในให้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ในการตรวจสอบว่าสภาวะน้ำมันขาดแคลนที่เกิดขึ้นนั้น ขาดแคลนจริงหรือเกิดจากการกักตุน ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้กำชับให้ลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบ ซึ่งตนเชื่อว่าปัญกานี้ก็คงจะเป็นระยะเวลาสั้นๆที่จะเกิด
Advertisement