
วันที่ 30 ม.ค. 69 พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ว่า ขณะนี้มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดผ่านเวทีดีเบต เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือพบความเคลื่อนไหวเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งอย่างหนัก โดยได้รับรายงานข่าวว่ามีการ "ซื้อเสียง" สูงถึงหัวละ 5,000 บาท ระบาดไปทุกภาคทั่วประเทศไทย ทั้งเหนือ อีสาน ใต้ และกรุงเทพมหานคร
พล.อ.รังษี ตั้งข้อสังเกตว่า เม็ดเงินมหาศาลที่นำมาใช้ทุ่มซื้อเสียงในครั้งนี้ อาจเป็นเงินที่มาจากธุรกิจสีเทาหรือกลุ่มสแกมเมอร์ที่มีเงินหมุนเวียนในไทยกว่า 2 แสนล้านบาท โดยรูปแบบการจ่ายเงินเป็นระบบแบ่งเป็นงวดๆ โดยจะจ่ายล่วงหน้าก่อน 2,000 บาท พร้อมยึดบัตรประชาชนไว้ และให้นำมารับคืนก่อนวันเลือกตั้ง พร้อมรับเงินส่วนที่เหลืออีก 3,000 บาท
"ถ้าคำนวณจากเป้าหมายที่ต้องการเสียงในสภา 250 เสียง คาดว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 12,500 ล้านบาท ผมจึงอยากฝากเตือนประชาชนให้ตื่นรู้ หากรับเงินจากคนโกง ประเทศจะเข้าสู่หายนะ ท่านรับเงินได้แต่อย่าเลือก ให้เลือกพรรคที่นโยบายชัดเจนแทน เพราะประชาชนคือผู้ตัดสินอนาคตประเทศ" หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ กล่าว
นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ยังได้ชี้แจงกรณีที่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งข้อสังเกตผ่านเฟซบุ๊ก ถึงโครงสร้างอำนาจภายในพรรคเศรษฐกิจที่มอบอำนาจให้นายคริส โปตระนันท์ ประธานพรรค ตัดสินใจเรื่องสำคัญ และตั้งคำถามถึงสาเหตุที่หัวหน้าพรรคไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ลำดับที่ 10
โดยพล.อ.รังษี ชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ตกลงกันภายในพรรคเพื่อความชัดเจนในการทำงาน โดยนโยบายหลัก 5 ข้อของพรรค ได้แบ่งความรับผิดชอบชัดเจน กล่าวคือ ข้อ 1, 2 และ 5 ซึ่งเกี่ยวกับเมกะโปรเจกต์และการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน เป็นอำนาจของ "ฝ่ายบริหาร" ซึ่งตนถนัดและจะรับผิดชอบโดยตรง
ส่วนข้อ 3 และ 4 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมาย โทษประหารชีวิตคดีคอร์รัปชัน รวมถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป็นหน้าที่ของ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" จึงให้ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1-9 ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นผู้ขับเคลื่อนในสภา
"ผมทำงานการเมืองแบบคนรุ่นใหม่ ไม่จำเป็นที่หัวหน้าพรรคต้องผูกขาดเป็นเบอร์ 1 หรือรวบอำนาจไว้คนเดียว ที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่าพรรคที่หัวหน้ามีอำนาจเบ็ดเสร็จสุดท้ายก็พรรคแตก สส.ลาออกจากพรรค แต่พรรคเศรษฐกิจเราอยู่ด้วยความไว้วางใจ การกระจายอำนาจ บริหารจัดการจึงเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง" หัวหน้าพรรคเศษฐกิจ กล่าว
พล.อ.รังษี ย้ำทิ้งท้ายว่า การเข้ามาเล่นการเมืองครั้งนี้ไม่ได้ต้องการตำแหน่ง ส.ส. หรือรัฐมนตรี แต่ต้องการเข้ามาแก้วิกฤตประเทศที่เดินต่อไม่ได้ โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจและคอร์รัปชัน จึงจำเป็นต้องขอคะแนนเสียงแบบแลนสไลด์เพื่อให้พรรคมีเสถียรภาพในการผลักดันนโยบายให้เป็นจริง โดยจะรอผลการตัดสินใจของประชาชนในวันเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตทางการเมืองต่อไป
Advertisement