
"ดร.เอ้" สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ในฐานะอดีตนายกสภาวิศวกร ลงพื้นที่ต่อเนื่อง ถนนพระราม 2 ที่จุดเกิดเหตุเครนล้มทับรถ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต โดยได้สเก็ตภาพถึงสาเหตุเครนถล่มแล้ว พบว่า เครนรับคาน แต่ละชิ้นหนักถึง 40 ตัน คาดว่า ช่วงที่เกิดเหตุร่วงหล่นลงมาประมาณ 12-13 ชิ้น รวมน้ำหนักประมาณเกือบ 500 ตัน พังลงมา เบื้องต้นคาดว่า ใช้งานมาพอสมควร คำถามของตนเอง จึงอยากถามว่า ได้มีการตรวจสอบ ซ่อมบำรุงอุปกรณ์หรือไม่ เพราะหากเกิดความสมบูรณ์ เครนนี้น่าจะพอรับน้ำหนักได้ แต่หากสมบูรณ์และมีหลักฐานการซ่อมบำรุง แสดงว่า เครนยี่ห้อนี้ที่นำมาใช้ จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
ทั้งนี้ ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าสยดสยองมาก ทั้งที่งานใกล้จะเสร็จแล้ว แต่สุดท้ายก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ส่วนตัว ขอย้ำหนักแน่น "รับไม่ได้ คนไทยต้องไม่ตายฟรี" แต่ทั้งหมด คือ ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น เพราะยังไม่มีข้อมูลใดใดออกจากพื้นที่เกิดเหตุ
นายสุชัชวีร์ ยังกล่าวย้ำว่า เกิดมาจาก 2 เรื่อง คือ คนแย่ และเครื่องมือแย่ เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา คนแย่มาก เพราะรถไฟวิ่งผ่าน แต่กลับทำงาน ถึงแม้คนจะแย่ ถ้าเครื่องมือพอมีมาตรฐานสูง ก็พอที่จะช่วยเหลือได้ ขณะที่กรณีนี้ยังไม่มีใครออกมาให้สัมภาษณ์เนื่องจากอุปกรณ์อยู่ในลักษณะนิ่ง หยุดการทำงาน แล้วเกิดเหตุหล่นลงมา จึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เกิดจากเครื่องมือมีปัญหา เครื่องมือมีคุณภาพหรือย้อมแมว
เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะต่างประเทศ ได้ก่อสร้างเป็น 10,000 กิโลเมตร คำถามจากตัวเอง คือ เกิดขึ้นได้อย่างไร มีผู้รับเหมาเป็นช่วงใช่หรือไม่ เมื่อได้รับเงินช่วงก่อนรับเหมา ผู้รับเหมาหลักเก็บไปส่วนหนึ่ง และเก็บกำไรไปก่อนจะส่งไปให้ผู้รับเหมาช่วงต่อเหลือเงินเพียงนิดเดียว จึงอยากให้ทุกคนไปดูในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายแล้วประชาชนต้องมาเสียชีวิต
ส่วนตัวขอย้ำว่า วันนี้ ไม่มีใครมาเก็บหลักฐานในช่วงแรกที่เหตุเกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่ จ.นครราชสีมา ที่หลักฐานถูกเก็บ สุดท้ายหลักฐานไม่รัดกุม เวลาขึ้นศาลผู้พิพากษาตัดสินตามหลักฐานที่อยู่ในมือ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย สุดท้ายคนรับผิดชอบลอยนวล ขณะที่คนไทยตายฟรี และสูญเสียเงินมหาศาล โดยเฉพาะถนนพระรามสองเส้นนี้ ที่จะต้องเลิกทนได้แล้ว ประชาชนเสียภาษี แต่ต้องมาเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งในสมัยที่ตน ดำรงตำแหน่งนายกสภาวิศวกร ก็มีญาติคนตายมาร้องเรียน เพราะไม่ได้รับเงินชดเชยเยียวยา เนื่องจากประเทศไทยไม่มีเจ้าภาพตัวจริง ที่เข้ามาบริหารจัดการเรื่องนี้
ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม บอกว่าให้หยุดการก่อสร้างทั้งประเทศ นายสุชัชวี กล่าวว่า เรื่องนี้ส่งผลให้คนดีเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งหากเป็นเอง ใครที่ใช้เครนประเภทนี้ จะสั่งให้หยุดทันที แต่คนดีๆ ที่ทำการก่อสร้างอยู่ ปล่อยให้ล่าช้าสุดท้ายก็มาฟ้องร้อง และเงินภาษีของประชาชนก็ต้องสูญเสียอีก ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดที่ซ้ำซ้อนและซ้ำซาก ตนเองเคยบอกทุกครั้งว่าสาเหตุเกิดจากอะไร และหนทางแก้ไขต้องดำเนินการอย่างไรแล้ว และท้ายที่สุดเกิดจากการคอรัปชันใช่หรือไม่ ที่ทำให้เกิดการตัดราคา สุดท้ายผู้รับเหมาไม่ได้ส่งต่อให้ผู้รับเหมาช่วง ทำให้ผู้รับเหมาช่วงต้องใช้อุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพตามราคาที่ได้รับ
ต่อกรณีที่ นายกรัฐมนตรี บอกว่า จะต้องขึ้นแบล็กลิสต์บริษัทรับเหมานั้น นายสุชัชวีร์ มองว่า ในเวลานี้ไม่มีใครกลัวแบล็กลิสต์ เพราะถ้าหากเจอแบล็กลิสต์ ก็มีบริษัทย่อย ซึ่งบริษัทรับเหมาไม่ได้มีแค่บริษัทเดียว แต่มีบริษัทเครือข่าย นับ 100 บริษัท หรือเรื่องนี้ไม่มีผล ทำแบบขอไปที สำหรับการใช้ระบบแบล็กลิสต์ แต่ในต่างประเทศ อย่างเช่น ญี่ปุ่น เรียกว่าการประหารบริษัท ฟ้องล้มละลายทันที เพื่อให้เข็ดหลาบ และคดีอาญาไม่มียอมความ แต่วันนี้ประเทศไทยไม่มีหลักฐานที่จะ จับให้มั่นคั้นให้ตาย ดูจากเหตุถล่มตึก สตง. ที่ขณะนี้ยังคลุมเครืออยู่ เช่นเดียวกับเหตุเครนถล่มด้านลาดกระบัง ที่ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ใครจะมารับผิดชอบ รวมถึงถนนพระราม 2 ที่เกิดเหตุการณ์หลายครั้ง ไม่เคยมีข่าวคนผิดจะต้องติด หรือบริษัทล้มละลาย ดังนั้น แบล็คลิสต์เป็นเพียงการเล่นตลก ไม่มีใครสนใจแล้ว ซึ่งต่างประเทศมีให้เห็น ที่จะต้องมีคนกลางเข้ามาตรวจสอบ
สำหรับกรณีการใช้มาตรการสมุดพกผู้รับเหมา ลดขั้น ตัดแต้ม จะใช้ได้ผลหรือไม่นั้น นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตอนเด็กๆ ใครกลัวสมุดพก เรื่องตัดแต้มบ้าง และเห็นควรที่จะยกเลิกเรื่องนี้ เพราะเป็นการเอาใจผู้รับเหมาที่ทำตัวไม่ดี ซึ่งผู้รับเหมาที่ดีมีอีกมากมาย จะต้องทำเหมือนต่างประเทศ คือ ต้องประหารบริษัท แต่ก่อนจะถึงตรงนี้ต้องหาเจ้าภาพมาดูแลเรื่องนี้ก่อน ถึงจะมีกฎหมายแรงอย่างไร แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน หรือมีตัวกลาง ก็เอาผิดไม่ได้
Advertisement