หวังศาลเป็นที่พึ่งสุดท้าย ‘ยิ่งลักษณ์’ แถลงปิดคดีด้วยวาจาแก้ 6 ข้อกล่าวหา ‘รับจำนำข้าว’ ยันทำเพื่อชาวนา (คลิป)

วันที่ 1 ส.ค. 60 เป็นวันที่คอการเมืองต้องจับตา เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงปิดคดีด้วยวาจาตั้งแต่เวลา 09.30-10.30 น. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยมีประเด็นสำคัญที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เตรียมมาแถลงปิดคดีด้วยวาจากับศาล 6 ประเด็น ซึ่งได้สรุปถึงนโยบายรับจำนำข้าวว่า เป็นนโยบายสาธารณะที่มุ่งช่วยเหลือชาวนา ไม่ใช่ “พาณิชย์นโยบาย” ที่คิดกำไร ขาดทุนกับชาวนาผู้ยากไร้

ทั้งนี้ ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีทั้งฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ต่างฝ่ายต่างต้องรับผิดชอบในส่วนงานของตนเอง จึงควรพิจารณาบทบาทของตัวเองในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับนโยบายไม่ใช่ในฐานะผู้ปฏิบัติ หากมีผู้ปฏิบัติกระทำผิดในขั้นตอนใด ย่อมเป็นความรับผิดชอบของบุคคลนั้นๆ โดยที่ไม่เคยมีกรณีที่มากล่าวหาให้บุคคลระดับนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมด้วยกับฝ่ายปฏิบัติ ดังเช่นที่โจทก์และคณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำต่อตัวเองในครั้งนี้ อย่างที่ไม่มีอดีตนายกรัฐมนตรีคนใดๆ ถูกกล่าวหาในลักษณะเช่นนี้มาก่อน

​ขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังขอให้ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองตามที่ ป.ป.ช. สรุปชี้มูลว่าไม่ได้ทุจริตหรือสมยอมให้ทุจริตและไม่รับฟังพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่ได้ผ่านการไต่สวน หรือกล่าวหาตัวเองในชั้น ป.ป.ช. แต่เป็นการที่โจทก์เพิ่มเติมหลักฐานใหม่ เพื่อต้องการสร้างความเข้าใจผิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือสมยอมให้ทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจี รวมทั้งกระบวนการสร้างความเสียหาย รวมถึงให้ตัวเองต้องรับผิดทางแพ่งจำนวนเงิน 35,000 ล้านบาท ตามข้อสั่งการของหัวหน้า คสช. ในฐานะประธาน นบข. ที่สั่งการในที่ประชุมว่า “ไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม”

ดังนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเอง และขอให้ศาลได้โปรดพิจารณาคดีโดยคำนึงถึงเจตนาที่สุจริตในการดำเนินนโยบายสาธารณะที่เป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะทำงานรับใช้ประเทศชาติ และพี่น้องประชาชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ตามขอบเขตแห่งอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายไม่เคยปล่อยปละละเลยสิ่งใดให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และไม่เคยสมยอมให้บุคคลใดทุจริต ไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ภาครัฐ หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต ตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด แต่สิ่งที่ทำคือ การใช้ประสบการณ์ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดในต่างจังหวัด มีโอกาสได้รับรู้ สัมผัสความทุกข์ยากแสนสาหัสของชาวไร่ชาวนา ซึ่งประเทศนี้เคยเรียกพวกเขาว่า เป็นกระดูกสันหลังของชาติ และเรียกร้องให้คนไทยทุกคน เกื้อหนุนดูแล และตัวเองก็ได้ทำแล้วในโครงการรับจำนำข้าว เป็นผลพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมแล้วว่า ในช่วงที่มีโครงการรับจำนำข้าว ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลูกหลานมีโอกาสเรียนต่อ นับเป็นความภูมิใจในชีวิต ที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสผลักดันนโยบายนี้ให้กับชาวนา

​แม้การผลักดันนโยบายสาธารณะ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชาวนาครั้งนี้จะทำให้ต้องเจ็บปวดก็ตาม ในการที่จะต้องอดทนต่อสู้คดีกับฝ่ายโจทก์ ที่พยายามบิดเบือน และกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งตัวเองจะอดทนมุ่งมั่นต่อไป เพื่อหวังว่ารัฐบาลต่อไปในอนาคต จะได้สามารถนำนโยบายสาธารณะมาสู่ประชาชนเพื่อจะได้ปลดหนี้สิน จะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พูดมาถึงประโยคที่บอกว่า “ไม่ได้ทำอะไรผิดแต่สิ่งที่ทำคือการใช้ประสบการณ์ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดในต่างจังหวัด เพื่อช่วยให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ก็มีน้ำเสียงสั่นเครือด้วย

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวทิ้งท้ายในการแถลงปิดคดีด้วยวาจาว่า “ก่อนที่ศาลจะตัดสินคดีนี้ ใคร่ขอวิงวอนศาลได้โปรดพิจารณา พิพากษาคดีนี้ตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบและโดยสุจริต ไม่รับฟังการชี้นำจากฝ่ายใด ๆ แม้แต่หัวหน้า คสช. ผู้กุมชะตาและอำนาจรัฐ ที่พูดชี้นำคนในสังคมเกี่ยวกับคดีของดิฉัน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าถ้าเรื่องนี้ไม่ผิดแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้อย่างไร ซึ่งคำพูดนี้เป็นการชี้นำเสมือนหนึ่งว่า มีการกระทำความผิดแล้ว ทั้งๆ ที่ศาลที่เคารพยังไม่ได้ตัดสิน ซึ่งตัวเองเชื่อในคำกล่าวที่ว่า ‘ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน’ จึงขอความเมตตาต่อศาล ได้โปรดพิจารณา พิพากษา ยกฟ้องโจทก์”

keyboard_arrow_up