ลูกหนี้ตกเสาไฟจนอัมพาต แฉถูกบังคับ-เจ้าหนี้ปัดใจร้าย แต่ไม่มีเงินช่วยรักษา (คลิป)

วันที่ 4 มี.ค. 62 นางถนอม ดวงเข็ม อายุ 59 ปี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา นายพิชัยยุทธ ผู้เป็นหลานชาย ได้รับการร้องขอจากนายทุนเงินกู้รายหนึ่งที่เป็นคนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ให้ช่วยปีนเสาไฟที่เป็นเสาไม้ ความสูง 5 เมตร เพื่อขึ้นไปต่อสายไฟ โดยลากสายจากหมู่บ้านเข้าไปที่นาของนายทุนรายดังกล่าว แต่เจ้าหนี้ดังกล่าว ต้องการนำเสาเหล็กขึ้นไปต่อบนยอดเสาไม้เพื่อให้สายไฟยกสูงขึ้นไปอีก ตอนแรกหลายชายตนได้ปฏิเสธไป เพราะไม่ได้ทำช่างไฟมานานแล้ว ประกอบกับไม่มีอุปกรณ์ช่วยในการทำงาน แต่เจ้าหนี้อ้างว่ามีอุปกรณ์และได้มาร้องขอหลาน 2-3 ครั้ง ตั้งแต่เช้า ด้วยความที่หลานตนยังติดค้างหนี้เงินกู้อยู่จำนวน 4,000 บาท หลานตนจึงได้ร่วมกับเพื่อน ๆ ในหมู่บ้านอีก 4- 5 คน พากันออกไปทำงานให้กับนายทุนรายนี้ ซึ่งเพื่อน ๆ แต่ละคนก็ไม่มีใครกล้าปีนเสาไฟ ก่อนที่หลานตนจะปีนขึ้นไปเอาท่อนเหล็กไปต่อตรงปลายเสาไม้ ปรากฏว่าหลานตนพลาดตกลงมาท้ายทอยกระแทกพื้น พร้อมกับเสาเหล็กที่แบกขึ้นไป ส่งผลให้หลานตนสลบทันที จากนั้นเพื่อนจึงช่วยกันปฐมพยาบาลแล้ว รีบแจ้งรถกู้ภัยของ รพ.หนองสองห้อง มารับและส่งตัวไปรักษาต่อ รพ.ในเขต จ.ขอนแก่น

ภาพจำลองเหตุการณ์

นางถนอม ยังเล่าต่ออีกว่า หลังเกิดเหตุไม่นาน ตนได้ไปถามหาความรับผิดชอบจากเจ้าหนี้เงินกู้รายนี้ที่มาจ้างวานหลานชายตน และเพิ่งจะได้ทราบว่าหลานตนนั้นติดหนี้เงินกู้อยู่ 4,000 บาท โดยต้องจ่ายดอกร้อยละ 10 ต่อเดือน โดยฝ่ายเจ้าหนี้เงินกู้บอกว่าถ้าเป็นคนอื่นจะไม่คุยด้วย แต่เห็นเป็นคนรู้จักกัน โดยนางถนอมพูดไปว่า ตนไม่ต้องการอะไร แค่จะมาถามหาความรับผิดชอบและการดูแลหลานตน เพราะหลานตนก็อาการหนัก จากนั้นเจ้าหนี้เงินกู้ก็บอกว่า เรียกร้องมาเลยว่าจะเอาเท่าไหร่ ซึ่งตนก็ตอบไปว่า 50,000 บาท จะได้จบเรื่อง เพราะหลานตนอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้

นางถนอม ดวงเข็ม น้าของผู้บาดเจ็บ

ส่วนด้านเจ้าหนี้เงินกู้ บอกว่าจะให้ 5,000 แต่มีข้อแม้ว่าต้องหักลบหนี้ที่หลานค้างอยู่ 4,000 ต้นจึงไปหาผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ช่วยพูดคุย โดยมีผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 ต.สำโรง อ.หนองสองห้อง เป็นตัวกลางในการพูดคุย แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากเจ้าหนี้เงินกู้เดินหนีกลับบ้านก่อน วันต่อมาตนจึงหาเงินจำนวน 4,000 บาท ไปคืนให้กับเจ้าหนี้เงินกู้ เพื่อเป็นการปลดหนี้ให้หลาน ส่วนเงินที่เจ้าหนี้เงินกู้จะช่วยเหลือนั้น ก็ยังตกลงไม่ได้ ตนจึงได้ไปร้องศูนย์ดำรงธรรมประจำอำเภอ เพื่อให้ช่วยเหลือและตอนนี้ทราบว่าอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ และได้ลงบันทึกประจำวันเอาไว้ที่ สภ.หนองสองห้อง ที่เกิดเหตุ

สถานที่เกิดเหตุ

ทั้งนี้ ตนยืนยันว่า ไม่ต้องการจะเอาเรื่องเจ้าหนี้เงินกู้ แต่ต้องการอยากให้แสดงความรับผิดชอบต่อหลานของตน เนื่องจากหลานของตนไม่มีครอบครัว พ่อแม่เสียชีวิตไปนานแล้ว และไม่มีญาติคนไหนเลย นอกจากตน ทุกวันนี้ตนต้องแวะ ไปเยี่ยมหลาน ที่ห้องไอซียู วันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งก็ไม่สามารถอยู่ประจำได้ เพราะเป็นกฎของโรงพยาบาล อาการล่าสุดของหลาน ก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โดยแพทย์ระบุว่า กระดูกทับเส้นประสาทจนขยับตัวไม่ได้ เป็นอัมพาต ต้องเจาะคอเพื่อใส่เครื่องช่วยหายใจ แต่ยังมีสติรับรู้ดี เวลาเข้าไปเยี่ยมหลานหลานก็จะน้ำตาไหล ตนรู้สึกสงสารอย่างมาก เพราะไม่เหลือใครแล้ว ส่วนค่ารักษาพยาบาลก็ใช้สิทธิ์บัตรทองอยู่ ซึ่งจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากเจ้าหนี้เงินกู้แต่อย่างใด เมื่อตนโทรศัพท์ไปถามก็ไม่รับสาย ตนจึงอยากฝากไปถึงเจ้าหนี้เงินกู้รายนี้ว่า “อยากให้มาดูแลหลานตนบ้าง เหตุใดถึงได้ใจดำขนาดนี้ เวลาจะใช้งานก็ทำทีมาพูดดี ใจดำที่สุด”

นางจิตรา อาแดง ภรรยาที่เป็นเจ้าหนี้เงินกู้

ด้าน นางจิตรา อาแดง อายุ 64 ปี ภรรยาที่เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ดังกล่าว เปิดเผยว่า ตนขอสาบานว่า ตนและสามีไม่เคยไปบีบบังคับ หรือขู่เข็ญให้นายพิชัยยุทธ ผู้ที่เป็นลูกหนี้ ให้มาปีนเสาไฟให้กับตน และที่น้าของผู้บาดเจ็บอ้างว่า ตนไปตามให้มาทำไฟ 2-3 ครั้ง นั้นไม่เป็นความจริง ผู้ได้รับบาดเจ็บ และเพื่อนต่างเต็มใจมาทำ เนื่องจากได้ค่าจ้างคนละ 200 บาท ยืนยันไม่มีการขู่เข็ญเรื่องหนี้สินด้วย อีกทั้งตนกับผู้ได้รับบาดเจ็บ ผูกพันกันเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง ซึ่งผู้ได้รับบาดเจ็บเองก็ยังเรียกตนว่า แม่ ตนจึงเห็นเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่ง ส่วนเรื่องหนี้สินนั้น ตนก็ไม่เคยเอ่ยถึงและไม่เคยทวง จะมีก็จ่ายไม่มีก็ไม่ว่า

นางจิตรา เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา ผู้รับบาดเจ็บ และเพื่อนรวม 5 คนได้ไปปีนเสาไฟให้ตน เพื่อต่อไฟจากบ้านเข้าไปยังผืนนาใกล้กัน โดยผู้รับบาดเจ็บเป็นผู้ปีนขึ้นไป แล้วไปนั่งบนคานไม้ บนยอดเสาไฟ แล้วเกิดพลัดตกลงมาสลบ ช่วงนั้นตนก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ตนเป็นคนวิ่งมาช่วยเหลือดูแล และเป็นคนนำส่งโรงพยาบาลหนองสองห้องด้วยตนเอง ส่วนกรณีน้าของผู้ได้รับบาดเจ็บมาเรียกค่าเสียหาย หรือค่าทำขวัญจำนวนกว่า 50,000 บาทนั้น ยืนยันเป็นเรื่องจริงแต่ตนไม่มีเงินมากถึงขนาดนั้น จึงว่าจะช่วยไป เบื้องต้น 5,000 และไม่เคยพูดว่าจะหักลบกลบหนี้ ที่ค้างอยู่ 4,000 บาท เลย ตนจึงขอเรียกร้องไปยังน้าของผู้รับบาดเจ็บให้ออกมาพูดความจริง ส่วนเรื่องของการเจรจา ที่มีผู้ใหญ่บ้านเป็นคนกลาง ตนยอมรับว่า ตนเดินออกมา และไม่ลงนามเอกสารของผู้ใหญ่บ้านจริง เนื่องจากตนเห็นว่าเรื่องยังไม่จบจึงไม่จำเป็นต้องลงนามอะไร

เมื่อทีมข่าวถามว่า จะช่วยเหลือค่าใช้จ่าย ให้กับครอบครัวของผู้รับบาดเจ็บหรือไม่ นางจิตราตอบว่า จะช่วยเหลือ 20,000 บาท ด้วยความเต็มใจและหากทางฝั่งน้าของผู้บาดเจ็บ พร้อมเมื่อไร ก็ให้มาคุยกับตนได้เลย และไม่กังวลใจถึงแม้น้าของผู้บาดเจ็บจะไปร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมก็ตาม เพราะความจริงก็คือความจริง และฝากไปยังน้าของผู้บาดเจ็บ ว่าให้เอาความจริงมาพูด ขอให้พูดความจริง ใครพูดอย่างไร เบื้องบนเห็น

keyboard_arrow_up