นับจากวันแรกในปี 2561 ที่ภาพของรถกระบะบินได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนทั่วโลก ปัจจุบัน ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้นำรถกระบะสมรรถนะสูงอย่างแท้จริง การเดินทางตลอด 8 ปีที่ผ่านมาทำให้รถรุ่นนี้ก้าวข้ามจากการเป็นรถยนต์เฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นโมเดลยอดนิยมที่จัดเต็มทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยและวิศวกรรมระดับโลก โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญ
เปิดสถิติกำเนิดสายพันธุ์แกร่งและการเติบโตของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์
เส้นทางการเติบโตของรถกระบะรุ่นนี้เริ่มต้นขึ้นจากโรงงานในประเทศไทย ก่อนจะขยายความนิยมไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยมีข้อมูลและตัวเลขสถิติที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
เริ่มต้นเดินสายการผลิตครั้งแรกในวันที่ 25 มิถุนายน 2561 ณ โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง หรือ เอฟทีเอ็ม จังหวัดระยอง ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจนทำให้ปัจจุบันโรงงานเอฟทีเอ็มต้องขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าตัว ยอดการผลิตสะสมนับตั้งแต่เปิดตัวจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มีจำนวนสูงถึง 251,180 คัน ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออกรถรุ่นนี้ไปยัง 106 ประเทศทั่วโลก โดยมี ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และแอฟริกาใต้ เป็น 3 ตลาดส่งออกหลัก ในปี 2567 ฟอร์ดได้ขยายสายการผลิตเพิ่มเติมไปยังมลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อรองรับความต้องการของตลาดอเมริกาเหนือโดยเฉพาะ คุณภาพการผลิตมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง วัดจากอัตราการพบข้อบกพร่องหลังการใช้งานจริง หรือ R/1000 ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เจาะลึกความละเอียดทางวิศวกรรมและสเปกการประกอบชิ้นส่วนระดับ Craftsmanship
ความลับที่ทำให้ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมและแตกต่างจากรถกระบะทั่วไป มาจากขั้นตอนการประกอบชิ้นส่วนที่ซับซ้อนและแม่นยำสูงในโรงงานเอฟทีเอ็ม ซึ่งมีรายละเอียดทางเทคนิคดังต่อไปนี้
การเว้นช่องว่างระหว่างกันชนหน้าและบังโคลน Front Bumper to Fender Gap ถูกคำนวณมาอย่างละเอียดเพื่อให้ชิ้นส่วนตัวถังและแชสซีสามารถบิดตัวได้อย่างอิสระ Body-on-Frame Flex ขณะลุยออฟโรดความเร็วสูง โดยไม่กระแทกกันเอง ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับรถกระบะขนาดใหญ่ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ระบบช่วงล่างติดตั้งโช้คอัพ FOX ยอดนิยม โดยการประกอบจัดแนวคอยล์สปริงอย่างแม่นยำระดับมิลลิเมตร และขันยึดเข้ากับแชสซีด้วยเครื่องมือเฉพาะทางที่ให้แรงบิดสูงถึง 550 นิวตันเมตร พร้อมระบบบันทึกข้อมูลดิจิทัล เทคโนโลยี FOX Live Valve ช่วยควบคุมระบบช่วงล่างให้ปรับตัวอย่างยืดหยุ่นตามสภาพภูมิประเทศแบบเรียลไทม์ โดยมีสปีดการตอบสนองต่อสภาพถนนเร็วถึง 500 ครั้งต่อวินาที ระบบกันสะเทือนหลังแบบพิเศษ วัตต์ลิงก์ Watt’s Linkage Assembly มีกรรมวิธีการประกอบโดยการปรับแนวแชสซีและเพลาล้อให้สมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบ และจะทำการขันแน่นสลักเกลียวช่วงล่างในขณะที่รถวางน้ำหนักลงบนล้อทั้งหมดแล้วเท่านั้น เพื่อขจัดแรงเค้นสะสมตามข้อต่อ การติดตั้งสติกเกอร์ลายกราฟิกหรือ Decal มาตรฐานโรงงาน จะทำภายในห้องควบคุมอุณหภูมิและฝุ่นอย่างเข้มงวด โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดทุกคัน
เบื้องหลังคุณภาพระดับโลกด้วยแนวคิด Right-First-Time
โรงงานเอฟทีเอ็มขับเคลื่อนกระบวนการผลิตด้วยแนวคิด ทำงานให้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก หรือ Right-First-Time Mindset โดยพนักงานในแต่ละสถานีจะร่วมกันรักษามาตรฐานขั้นสูงสุด ไม่ละเลยต่อความผิดปกติ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการประกอบชิ้นงานให้สมบูรณ์แบบที่สุดโดยไม่ต้องหยุดแก้ไขบนสายการผลิต หรือ First Run Capability นอกจากนี้ยังส่งต่อมาตรฐานนี้ไปยังเครือข่ายซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผ่านการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมควบคุมและรับประกันคุณภาพ ฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิคแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วน และฝ่ายวิศวกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการลงพื้นที่หน้างานจริงหรือ Gemba Walk ณ โรงงานของซัพพลายเออร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนทุกชิ้นมีความสมบูรณ์แบบที่สุดก่อนนำมาประกอบ
ตลอดระยะเวลา 8 ปี ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้เปลี่ยนมุมมองของรถกระบะให้กลายเป็นยานพาหนะที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่ไร้ขีดจำกัด ความสำเร็จระดับสากลที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และความพิถีพิถันของฝีมือการประกอบของคนไทยในโรงงานเอฟทีเอ็ม ซึ่งไม่เคยหยุดยั้งในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น