Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เสียงบอกโรคในรถยนต์ วิเคราะห์อาการป่วยของรถยนต์ ที่เรียกว่า รถบอกโรค

เสียงบอกโรคในรถยนต์ วิเคราะห์อาการป่วยของรถยนต์ ที่เรียกว่า รถบอกโรค

25 ม.ค. 69
12:00 น.
แชร์

การฟังเสียงสะท้อนจากห้องเครื่องยนต์เปรียบเสมือนการฟังเสียงหัวใจของสิ่งมีชีวิต เพราะรถยนต์แต่ละคันมีการสื่อสารกับผู้ขับขี่ผ่านสุ้มเสียงที่เปลี่ยนไปตามสภาวะการทำงาน ศาสตร์แห่งการฟังเสียงเพื่อวิเคราะห์อาการป่วยของรถยนต์ หรือที่เรียกกันว่าอาการรถบอกโรคนั้น เป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าของรถสามารถยับยั้งความเสียหายรุนแรงได้ทันท่วงที ก่อนที่ปัญหาเล็กๆ จะลุกลามจนกลายเป็นความเสียหายมหาศาลที่ทำให้กระเป๋าฉีกได้โดยไม่ตั้งใจ โดยปกติแล้วเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์จะมีเสียงการทำงานที่สม่ำเสมอ เป็นจังหวะที่นุ่มนวลและมีความต่อเนื่อง แต่เมื่อใดก็ตามที่มีเสียงแปลกปลอมแทรกเข้ามา นั่นคือสัญญาณเตือนภัยที่ห้ามละเลยอย่างเด็ดขาด

เสียงนกหวีดหรือเสียงจี๊ดๆ

เสียงแรกที่มักจะสร้างความตกใจให้กับผู้ขับขี่คือเสียงแหลมสูงคล้ายเสียงนกหวีดหรือเสียงจี๊ดๆ ที่ดังขึ้นทันทีเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์หรือในขณะที่เร่งเครื่อง เสียงนี้ส่วนใหญ่มักมีต้นตอมาจากสายพานหน้าเครื่องที่เริ่มเสื่อมสภาพ หมดอายุการใช้งาน หรือมีความตึงที่ไม่เหมาะสม ความร้อนและอายุการใช้งานทำให้เนื้อยางของสายพานแข็งตัวและลื่นไหลไปตามพูลเลย์จนเกิดการเสียดสีที่ผิดปกติ แม้ว่าสายพานจะเป็นอะไหล่ที่มีราคาไม่สูงนัก แต่หากฝืนใช้งานจนสายพานขาดในขณะขับขี่ อาจส่งผลกระทบต่อระบบหล่อเย็น พวงมาลัยพาวเวอร์ หรือแม้กระทั่งระบบไฟชาร์จ ทำให้รถหยุดชะงักกลางทางและอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ การเปลี่ยนสายพานตามระยะจึงเป็นการลงทุนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับค่าลากรถหรือค่าซ่อมแซมส่วนควบอื่นๆ

เสียงดัง "แต็กๆๆ" ที่ดังเป็นจังหวะ

ถัดมาคือเสียงดัง "แต็กๆๆ" ที่ดังเป็นจังหวะตามการหมุนของเครื่องยนต์ ซึ่งมักจะชัดเจนขึ้นในขณะที่เครื่องยนต์เดินเบา เสียงนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบวาล์วหรือระดับน้ำมันเครื่องที่ผิดปกติ เมื่อน้ำมันเครื่องพร่องลงหรือเสื่อมสภาพจนมีความหนืดไม่เหมาะสม พลังงานในการหล่อลื่นชิ้นส่วนโลหะภายในจะลดลง ทำให้กลไกวาล์วกระทบกันจนเกิดเสียงดัง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เช็กระดับน้ำมันเครื่องหรือเปลี่ยนถ่ายตามกำหนด ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์จะเกิดการสึกหรออย่างรุนแรงจนอาจถึงขั้นเครื่องยนต์หลวมหรือลูกสูบติด ซึ่งในกรณีนี้ค่าซ่อมแซมจะพุ่งสูงไปถึงหลักหมื่นหรือหลักแสนบาท การหมั่นดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องมาเช็กสัปดาห์ละครั้งจึงเป็นคาถาป้องกันกระเป๋าฉีกที่ดีที่สุด

เสียง "ครืดคราด" หรือเสียงโลหะบดขยี้กัน

สำหรับเสียงที่ดูน่ากลัวและอันตรายที่สุดคือเสียง "ครืดคราด" หรือเสียงโลหะบดขยี้กันที่ดังมาจากด้านล่างหรือด้านหน้าของรถในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ เสียงนี้มักจะชี้เป้าไปที่ลูกปืนล้อหรือลูกปืนในระบบส่งกำลังที่เริ่มแตกและหมดสภาพ ความรู้สึกของแรงสั่นสะเทือนอาจส่งผ่านขึ้นมาถึงพวงมาลัยหรือพื้นรถร่วมด้วย หากปล่อยให้ลูกปืนแตกจนถึงขั้นสุด ล้ออาจล็อกหรือหลุดออกจากดุมในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต นอกเหนือจากเสียงจากเครื่องยนต์แล้ว เสียงดัง "กึกๆ" เวลาเลี้ยวสุดหรือเวลาตกหลุม ก็เป็นอีกหนึ่งบทสนทนาที่ช่วงล่างพยายามบอกเราว่า ลูกหมากหรือบูชยางต่างๆ เริ่มกลับบ้านเก่าแล้ว การซ่อมแซมช่วงล่างตามอาการอาจดูเหมือนเป็นเรื่องจุกจิก แต่การปล่อยให้ช่วงล่างพังจะส่งผลไปถึงการสึกหรอของหน้ายางที่ผิดปกติ ทำให้เราต้องเสียเงินเปลี่ยนยางใหม่ทั้งชุดโดยใช่เหตุ

หัดเป็นคนช่างสังเกต

การเป็นคนช่างสังเกตและไม่นิ่งนอนใจต่อเสียงแปลกปลอม คือหัวใจสำคัญของการใช้รถอย่างยั่งยืน รถยนต์ไม่สามารถพูดบอกเราได้ว่าเจ็บตรงไหน แต่มันแสดงออกผ่านเสียงที่เปลี่ยนไปและความรู้สึกในการขับขี่ที่ต่างจากเดิม การสละเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อฟังเสียงเครื่องยนต์ก่อนออกเดินทาง หรือลดกระจกลงบ้างเพื่อฟังเสียงสะท้อนจากภายนอกขณะขับผ่านกำแพง จะช่วยให้เราเข้าถึงอาการรถบอกโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การส่งรถเข้าอู่เพื่อตรวจสอบทันทีที่ได้ยินเสียงประหลาดอาจทำให้เราเสียเงินเพียงหลักร้อยหรือหลักพันต้นๆ แต่ความละเลยและฝืนใช้งานต่อไปอาจจบลงด้วยการยกเครื่องใหม่หรือการผ่าเกียร์ซึ่งเป็นฝันร้ายของคนรักรถทุกคน ดังนั้น จงเชื่อในโสตประสาทและสัญชาตญาณของตัวเอง เพราะบางครั้งเสียงเล็กๆ ที่เราได้ยิน อาจเป็นเสียงตะโกนเตือนเพื่อรักษาเงินในกระเป๋าและชีวิตของเราเอาไว้ก็ได้

แชร์
เสียงบอกโรคในรถยนต์ วิเคราะห์อาการป่วยของรถยนต์ ที่เรียกว่า รถบอกโรค