หลอกว่าแม่ตาย จ้างทำครัวงานศพ 5 คืน ก่อนเนียนยืมเงินหมื่นเชิดหนี (คลิป)

ตำรวจ สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ได้รับแจ้งจากนางสมใจ ฤทธิเดชกล้า อายุ 61 ปีอาชีพแม่ครัวรับจ้าง ระบุว่า ขณะที่กำลังทำครัวอยู่ภายในวัดอัมพวันมีชายแต่งตัวภูมิฐานได้เข้ามาทำตีสนิท อ้างตัวชื่อ นายสมชาย อยู่ที่หมู่บ้านตวงทอง จะนำศพแม่ที่ตายอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรี มาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดอัมพวัน เป็นเวลา 5 คืน ต้องการแม่ครัว 7 คนทำอาหารเลี้ยงแขก และดูแลความเรียบร้อยภายในงาน โดยตกลงค่าแรงที่คืนละ 3,500 บาท พร้อมสั่งให้เก็บกวาดล้างศาลาจัดเตรียมสถานที่เพื่อรอน้องสาวซึ่งกำลังนำศพแม่มาจากเมืองสุพรรณบุรี โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่เก็บภาพไว้ได้อย่างชัดเจน จากนั้นชายคนดังกล่าว เอ่ยปากขอยืมเงินก่อน 10,000บาท เพื่อจะไปซื้อวัตถุดิบเตรียมทำครัวเลี้ยงแขก หลงเชื่อจึงควักเงินให้ไปก่อน พร้อมกับพากันนั่งรถซาเล้งแบบพ่วงข้างไปจ่ายของที่ตลาดบางลี่ด้วยกัน ก่อนที่ชายคนดังกล่าวก็เดินหายไป หาเท่าไรก็ไม่เจอ รอนานกว่า 1 ชั่วโมง ไม่พบ จึงแน่ใจว่าถูกหลอกเอาเงินไปจึงได้เดินทางมาแจ้งความ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 

รวมตัวยกหมู่บ้านแจ้งจับ ‘ประธานหมู่บ้าน’ หอบเงินค่าส่วนกลาง 2 ล้านหนี! (คลิป)

ที่จ.ชลบุรี นางศิริพร รื่นเริง อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 / 220 หมู่ 8 หมู่บ้านโชติกาโมเดิร์นนิตี้ ต.พานทอง อ.พานทอง จ.ชลบุรี ประชาสัมพันธ์หมู่บ้านนำชาวบ้านในหมู่บ้านโชติกาโมเดิร์นนิตี้ กว่า 100 คน เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรพานทอง เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีเอาผิดกับประธานหมู่บ้านคนเก่าและคณะกรรมการหมู่บ้านรวม 15 คน เนื่องจากเงินส่วนกลางที่เก็บจากชาวบ้านกว่า 300 หลังคาเรือนเพื่อใช้จ่ายส่วนรวมภายในหมู่บ้านได้ถูกเบิกถอนเงินไปประมาณ 2,400,000 บาท แต่ไม่ชี้แจงให้ชาวบ้านให้รู้ กระทั่งเปลี่ยนประธานหมู่บ้านคนใหม่ก็ยังไม่เอาเงินมาคืน โดยเจ้าหน้าที่รับหนังสือร้องเรียนและรับปากว่าจะดำเนินการให้โดยเร็วที่สุด นางศิริพร เปิดเผยว่า ในหมู่บ้านมีประมาณ 300 กว่าหลังคาเรือน ทั้งบ้านเดี่ยว 2 ชั้น บ้านเดี่ยวชั้นเดียว บ้านทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งจะมีการเก็บเงินส่วนกลางเพื่อใช้จ่ายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่า รปภ.หมู่บ้านและค่าคนสวน แต่ละเดือนจะเก็บได้เป็นร่วม 1 แสนบาท และเมื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ เงินที่เหลือก็จะเก็บไว้เป็นค่ารักษาบำรุงส่วนกลางของหมู่บ้าน โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านดูแลรวม 15 คน แต่คนที่มีสิทธิ์ในการถอนเงินจากธนาคารได้มี […]

ไม่ได้หลอกหมั้น! สาวถูกกล่าวหา ยืนยันไม่เคยคิดเชิดเงินสินสอด ตามตัวได้ ไม่หนี (คลิป)

สืบเนื่องจากกรณีที่ นายแมน ( นามสมมุติ ) ได้ถูก นางสาว กิ่งแก้ว ( นามสมมุติ ) และมารดา หลอกลวงเงินหมั้นไปจำนวนทั้งสิ้น 5 หมื่นบาท พร้อมทองอีก 25 สตางค์ โดยทั้งสองตกลงปลงใจกันที่ จะเข้าพิธีหมั้น ภายหลังจากรู้จักกันเป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือนผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์นั้น ล่าสุดวันนี้ (4 ต.ค. 60) ที่สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง จ.ปทุมธานี นายแมน ( นามสมมุติ ) ได้เดินทางเพื่อเข้ามาพบกับ นางสาว กิ่งแก้ว ( นามสมมุติ ) เพื่อพูดคุยถึงเรื่องคดีความ โดยนางสาว กิ่งแก้ว ( นามสมมุติ ) ถึงกรณีที่เกิดขึ้น ทราบว่า ส่วนตัวยอมรับทุกอย่างในช่วงเวลาคบกัน จวบจนถึงที่จะมีการตกลงปลงใจที่จะหมั้นกัน เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ซึ่งการตกลงหมั้นกันในครั้งนี้เป็นการตกลงกันด้วยความยินยอมของทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีลักษณะว่า จะเข้าพิธีหมั้นกันกลางเดือนตุลาคม […]

สุดช้ำ! ผัวแจ้งจับเมียท้องแก่ หลังหอบเงิน 7 แสนหนี (คลิป)

เมื่อเย็นวันที่ 21 ก.ย. 60 นายปัญญา สัมมา อายุ 45 ปี อาชีพขับรถตู้โดยสาร บ้านเลขที่ 229/5 ม.2 วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด เข้าแจ้งความที่สภ.เมืองตราด เนื่องจากถูกภรรยาที่เพิ่งจดทะเบียนและอยู่กินกันมาได้เพียง 1 ปีเศษขโมยเงินสดจำนวน 7 แสนบาทที่ซ่อนไว้ในเครื่องซักผ้าหลบหนีไป โดยขอให้ภรรยากลับมาอยู่กินกันเหมือนเดิมหรือไม่ก็เอาเงินมาคืน นายปัญญา เล่าว่า ตนเองกู้เงินพี่สาวมาจำนวน 7 แสนบาท เพื่อมาลงทุนปลูกทุเรียน เพราะเห็นว่าทุเรียนมีราคาแพง แต่เมื่อกู้เงินดังกล่าวมาแล้วไม่ได้นำไปฝากธนาคารเพราะใกล้จะใช้เงินแล้ว จึงนำเงินใส่ถุงและซ่อนไว้ในเครื่องซักผ้าแทนโดยไม่คิดว่าภรรยาของตนเองจะเป็นผู้ขโมยเงินดังกล่าวไป โดยบอกว่าเพิ่งจดทะเบียนอยู่กินกับภรรยาคนนี้ได้เพียง 1 ปีเศษ ชื่อน.ส.ศรัณยากร นารถอุดม อายุ 43 ปี บ้านอยู่ อ.แหลมงอบ จ.ตราดหลัง รู้จักกันไม่นานโดยเพื่อนแนะนำ และขณะนส.ศรัณยากรหายไปได้ตั้งครรภ์เกือบ9เดือนแล้ว วันเกิดเหตุคือ วันที่ 20 ก.ย. 60 ที่ผ่านมา น.ส.ศรัณยากร บอกให้ตนไปซื้อกับข้าวที่ตลาด หลังไปตลาดนานเกือบชั่วโมงกลับมาบ้านพบว่า น.ส.ศรัณยากรหายตัวไปแล้ว […]

ต้องถึงมือผู้เชี่ยวชาญ! ตร.หวังกู้ฮาร์ดดิสก์ตู้เอทีเอ็ม หาภาพใบหน้าคนร้าย มั่นใจได้ตัวแน่นอน

  เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 60 พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยความคืบหน้าคดีคนร้ายระเบิดตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ ด้านหน้าห้างสรรพสินค้า เทสโก้โลตัส สาขากรุงเทพกรีฑา ซอย 35 กวาดเงินสดไปกว่า 300,000 บาท ว่า เบื้องต้นมีการสอบปากคำพยานแล้วหลายปาก ซึ่งพยานเห็นคนร้ายในระยะไกลหลังก่อเหตุ โดยพบคนร้ายอายุประมาณ 30 ปี รูปร่างท้วม เข้ามาก่อเหตุเพียงลำพัง จากข้อมูลเชื่อเป็นคนในพื้นที่ เนื่องจากรู้จักเส้นทางก่อเหตุและหลบหนีเป็นอย่างดี ขณะนี้ยังต้องเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิด บริเวณใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ เพื่อหาเบาะแสคนร้าย และให้ผู้เชี่ยวชาญเร่งกู้ภาพจากฮาร์ดดิสก์ของตู้เอทีเอ็ม เนื่องจากเป็นจุดที่คาดว่าจะเห็นใบหน้าผู้ก่อเหตุได้ชัดเจนที่สุด ก่อนจะมีการสเก็ตช์ภาพ เพื่อขอศาลออกหมายจับในเร็วๆ นี้ ส่วนสาเหตุยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งปมเรื่องการสร้างสถานการณ์ ชิงทรัพย์ ความขัดแย้งส่วนบุคคล แต่ให้น้ำหนักในเรื่องของชิงทรัพย์มากที่สุด โดยคนร้าย เลือกใช้วิธีทำให้ตู้เอทีเอ็มแตกกระจาย ก่อนจะซิงเงินหลบหนี ส่วนระเบิดที่ใช้ในการก่อเหตุ ยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบชนิด เนื่องจากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุเบื้องต้นยังไม่พบอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบวัตถุระเบิด แต่จากการสันนิษฐาน ของเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด เชื่อว่าเป็นระเบิดแรงดันสูง จุดระเบิด ด้วยชนวนแบบตั้งเวลา อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าตำรวจจะคลี่คลายข้อสงสัยและเร่งจับกุมคนร้ายให้ได้โดยเร็ว

เปิดวงจรปิดล่า ‘ชายร่างท้วม’ โจรบุกเดี่ยว บึมตู้ ATM โลตัส เชิดเงินหลบหนี (คลิป)

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 60 เวลาประมาณ 03.00 น. เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม บริเวณห้างเทสโก้ โลตัส สาขากรุงเทพกรีฑา แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ พังเสียหายก่อนนำเงินจากตู้เอทีเอ็ม และหลบหนีไป ที่เกิดเหตุ พบเศษระเบิดกระจัดกระจายเป็นรัศมี 50 เมตร ตู้เอทีเอ็มพังเสียหาย สอบถามเจ้าหน้าที่รปภ. บริษัทบีบีเอส ผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า ทำงานอยู่ฝั่งตรงข้าม ช่วงเวลาประมาณ 03.00 น. ได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากฝั่งตรงข้าม จึงรีบวิ่งออกมาอยู่ เห็นเพลิงกำลังลุกไหม้ตู้เอทีเอ็ม ก่อนพบชายอายุประมาณ 30 ปี ขับรถจักรยานยนต์สวนออกมา สวมเสื้อแจ็คเก็ต กางเกงขายาวสีดำ สวมหมวกกันน็อคเต็มใบสีขาว บริเวณที่วางเท้าของรถจักรยานยนต์มีกล่องวางอยู่ ลักษณะคล้ายกล่องใส่ธนบัตรที่อยู่ภายในตู้เอทีเอ็ม มุ่งหน้าออกไปทางถนนศรีนครินทร์ ตนจึงรีบวิ่งเข้าไปแจ้งเหตุกับเจ้าหน้าที่ รปภ.ของห้างเทสโก้ โลตัส และช่วยกันดับเพลิงและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์อีกคนหนึ่ง ระบุว่า อาศัยอยู่ในบ้านติดกับห้างเทสโก้ โลตัส เมื่อได้ยินเสียงระเบิดจึงเปิดหน้าต่างออกมาดู เห็นเพลิงลุกไหม้ตู้เอทีเอ็ม และเห็นชายคนหนึ่ง ร่างท้วม ไม่สูงมาก […]

‘น้องพร’น้ำตาตกในถูกสื่อจี้ถาม…มีความรักบ้างไหม? ยอมรับหลอกหนุ่มแต่งงานแค่ 7 ราย ที่เหลือฉ้อโกงธุรกิจ

หลังติดตามตัวอยู่นาน ในที่สุด “น้ำมนต์” หรือ “น้องพร” น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ วัย 32 ปี ที่ก่อเหตุหลอกลวงชายหนุ่มหลายรายแต่งงานก่อนเชิดเงินสินสอดหลบหนีไป ก็ไม่รอดเงื้อมมือกฎหมาย ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 60 เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปราม ควบคุมตัว น.ส.จริยาภรณ์ พร้อมด้วยนายกิตติศักดิ์ ตันติวิวัฒกุล ชายหนุ่มคนสนิทของเธอ มาแถลงข่าวกับสื่อมวลชน หลังสามารถจับกุมตัวได้ที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม เมื่อกลางดึกวานนี้ (7 ก.ย.) น.ส.จริยาภรณ์ อ้างว่าไม่ได้มีเจตนากระทำเรื่องดังกล่าว พร้อมกับยืนยันว่ามีผู้เสียหายถูกหลอกแต่งงานเพียง 7 ราย ไม่มากเหมือนที่โดนกล่าวหา เพราะคนอื่นๆ ไม่ได้ถูกหลอกแต่งงาน แต่เป็นการฉ้อโกงธุรกิจที่ทำร่วมกัน อย่างไรก็ตาม สีหน้าของ “น้ำมนต์” เปลี่ยนไปทันที เมื่อถูกถามถึงเรื่องความรัก ความจริงใจ ที่ชายหนุ่มและครอบครัวมีให้ว่า เธอเคยรู้สึกรักบ้างหรือไม่ โดยเธอถึงกับพูดไม่ออก และมีอาการสะอึกสะอื้น ด้านนายกิตติศักดิ์ หรือตี๋ เพื่อนชายคนสนิท ปฏิเสธไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องดังกล่าว และว่าตอนนี้ตนก็สูญเงินไปประมาณ 4-5 หมื่นบาท […]

อวสานนิยายรัก ‘น้องพร’ สาวหลอกแต่งงาน จนมุมที่สามพราน ตร.ตะครุบตัวก่อนหลบหนี คุมสอบเครียด (คลิป)

จากกรณีที่น้องพร (นามสมมติ), น้ำมนต์ หรือ น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ ชาวจังหวัดเลย ก่อเหตุหลอกลวงชายหนุ่มหลายคนจัดงานแต่งงาน ก่อนเชิดสินสอดและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มีผู้เสียหายแสดงตัวกว่า 10 รายนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 60 เวลาประมาณ 20.00 น. ตำรวจสามารถจับกุมน้องพร หรือ น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ ได้แล้วที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม ขณะกำลังจะทำการหลบหนี โดยได้นำตัวมาสอบปากคำตลอดทั้งคืนจนถึง 04.00 น. ก่อนนำตัวไปฝากขังที่ชั้น 1 กองบังคับการปราบปราม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.จริยาภรณ์มีอาการค่อนข้างเครียด พยายามจะหลบหนีเจ้าหน้าที่และผู้สื่อข่าว นอกจากนี้ตำรวจยังได้มีการยึดรถยนต์ทั้งสิ้น 2 คัน เป็นรถยนต์โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ 1 คัน และรถยนต์นิสสันอีก 1 คัน คาดว่าหนึ่งในรถยนต์ดังกล่าว เป็นของนายไพรัช พึ่งสุข หนึ่งในเหยื่อที่ถูกน้องพรขับรถออกมาก่อนทำการหลบหนี นอกจากน้องพร มีการควบคุมตัวผู้ชายอีก 1 คน […]

เปิดใจเหยื่ออีกราย หลงเชื่อ’น้องพร’สาวแสบ เป็นหนี้หัวโตกว่า 5 แสน ยังต้องชดใช้เดือนละ 2 หมื่น

ทีมข่าวอมรินทร์ทีวียังคงเกาะติดกรณี “น้องพร” (นามสมมติ) สาววัย 32 ปี ชาว จ.เลย หลอกลวงชายหนุ่มหลายรายไปแต่งงานด้วย ก่อนเชิดเงินค่าสินสอดไปลอยนวล โดยเหยื่อรายล่าสุดที่ทีมข่าวอมรินทร์ทีวีได้พูดคุยด้วย เป็นชาวจังหวัดระยองบอกว่า สูญเงินไปกว่า 500,000 บาท ผ่านไป 2 ปียังต้องแบกรับภาระใช้หนี้เดือนละกว่า 20,000 บาท คุณหนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 38 ปี เปิดเผยว่า รู้จักกับน้องพรเมื่อปี 2558 โดยตัวเองเป็นคนทักอินบ็อกซ์ ไปหาน้องพร เพราะเห็นโปรไฟล์ว่าทำธุรกิจค้าขายผลไม้ และตอนนั้นที่บ้านตนมีสวนขนุน จึงสนใจอยากทำธุรกิจด้วย หลังพูดคุยกันได้เพียง 3 วัน น้องพรก็เดินทางมาหาที่บ้าน อ.แกลง และอยู่ค้างคืนด้วย 1 คืน โดยมีการพูดจาหารือเกี่ยวกับการร่วมทำธุรกิจ ตอนนั้นคุณหนึ่งบอกว่าไม่มีเงินร่วมทำการค้า จึงยอมให้ทองที่มีติดตัว 1 บาทให้ไป ก่อนที่น้องพรจะหายไป 3-4 วัน และติดต่อกลับมาหาอีกครั้ง เพื่อชวนทำฟาร์มเห็ด คุณหนึ่งเล่าต่อว่า หลังรู้จักกันได้ประมาณ 1 เดือนก็เริ่มมีการพูดคุยเรื่องแต่งงาน […]

เหยื่อน้องพร ร่ำไห้โดนหลอกทั้งบ้านหนี้ท่วม ฟาดเงิน3แสนสู่ขอ หลอกแต่ง 1 วันทิ้งเลย (คลิป)

ความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับน้องพร (นามสมมติ) หญิงอายุ 32 ปี ชาวจังหวัดเลย ที่ไปหลอกลวงผู้ชายหลายรายแต่งงานก่อนเชิดเงินสินสอดหายไปอย่างลอยนวล วันนี้ (3 ก.ย.) กลุ่มผู้เสียหายได้รวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีก่อนเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่กองปราบฯ โดยหนึ่งในผู้เสียหาย คุณวิพล โพธิ์สุวรรณ บอกว่า ตนในฐานะคนแรกที่ออกมาตีแผ่เรื่องนี้ก็มีทั้งความสบายใจและกังวลใจปะปนกันอยู่ เพราะตอนนี้ก็ยังเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีของคุณพ่อ จึงตั้งใจที่จะออกมาเผยแพร่เรื่องของน้องพรให้ถึงที่สุด เพื่อเตือนภัยให้สังคมได้รับรู้ ตอนนี้รวบรวมผู้เสียหายได้แล้วกว่า 10 ราย ทุกคนยืนยันรูปแบบในการพูดคุยว่า เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ทำให้เชื่อใจและชวนร่วมลงทุน ก่อนหนีหายไป ตอนนี้ก็คาดหวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถติดตามตัวน้องพรมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้ และยังแอบหวังว่าจะได้เงินที่ถูกหลอกไปคืนด้วย เพราะหลายคนตอนนี้ก็ต้องมาแบกรับใช้หนี้ที่กู้ยืมมาลงทุนกับน้องพร ทั้งนี้ เตรียมแจ้งความเอาผิดกับพ่อแม่ของน้องพรด้วย เพราะเชื่อว่ารู้เห็นกับลูกสาว คือ มาร่วมงานแต่งทุกครั้ง และน้องพรมักจะอ้างว่าพ่อแม่เป็นคนตัดสินใจเรื่องทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเธอ ซึ่งก็รวมถึงเงินค่าสินสอดด้วย พวกเขาจึงเชื่อว่าพฤติกรรมหลอกลวงแบบนี้ “ทำร่วมกันเป็นขบวนการ” อย่างไรก็ตาม หวังว่า น้องพรจะสามารถหยุดพฤติกรรมหลอกลวงนี้ได้ เพราะผลกระทบนั้นหนักมากจริงๆ บางคนต้องหมดอนาคตจากการรู้จักน้องพร ซึ่งเป็นไปได้อยากให้มามอบตัวกับตำรวจด้วย หากมั่นว่าตัวเองบริสุทธิ์ใจ ขณะที่ คุณไพรัตน์ พึ่งสุข อายุ 28 ปี บอกว่า […]

โผล่แฉอีก! เหยื่อ ‘น้องพร’ สาวหลอกแต่งงาน ถูกฉก ATM กดโอนไป 5 หมื่นบาท (คลิป)

เหยื่ออีกรายที่ถูกหญิงสาวหลอกลวงเชิดเงินสินสอด เผยเคยถูกขโมยบัตรเอทีเอ็มไปกดเงิน แต่พอถูกจับได้ตำรวจกลับปล่อยตัว ผ่านมา 3 ปี ยังไม่ได้เงินคืน และคนร้ายก็ยังลอยนวลไปก่อเหตุหลอกลวงเหยื่ออีกหลายราย กรณีของน้องพร นามสมมติ อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดเลย ที่ไปก่อเหตุหลอกลวงชายหนุ่มแต่งงาน 4 คนภายใน 1 เดือน ก่อนเชิดเงินสินสอด ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ยังคงติดตามเรื่องที่เกิดขึ้น และพบว่า เธอนั้นมีคดีเก่าติดตัวอยู่หลายคดี โดยมีผู้ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวรายหนึ่ง ออกมาแชร์เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบอกว่า เป็นคุณพ่อของตนที่ถูกหญิงคนนี้นำบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ก่อนจะจับตัวได้ แต่สุดท้ายตำรวจก็ปล่อยคนร้ายหลบหนีไปลอยนวล ผู้สื่อข่าวอมรินทร์ทีวี พูดคุยผ่านวิดีโอคอลกับคุณคมสัน คันธะชัย อายุ 47 ปี ผู้เสียหาย เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2557 ตอนนั้นคุณคมสัน ไปทำธุรกรรมทางการเงินโดยใช้บัตรเอทีเอ็มที่สามารถกดเงินได้วันละ 2 แสนบาท แต่เพราะสังเกตว่าแถวที่ต่อท้ายที่ตู้เอทีเอ็มเริ่มยาว คนรอเยอะจึงเริ่มพะวง และรีบทำธุรกรรม ก่อนจะลืมบัตรไว้ที่ตู้ตรงจุดนั้น เขามั่นใจว่า คนที่ยืนต่อแถวทำธุรกรรมคนถัดไปคือน้องพร คุณคมสัน บอกว่า ทันทีที่นึกขึ้นได้ว่าลืมบัตร ก็ประมาณ 5 นาที […]

มาจาก…ไหน!? แก๊งมิจฉาชีพใจทราม หลอกฉกเงินผู้พิการสายตา ซ้ำเติมเคราะห์กรรม

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 60 รายการ “คลายทุกข์ชาวบ้าน” อมรินทร์ทีวี 34 HD ได้เชิญ 3 ผู้พิการทางสายตามาเปิดเผยประสบการณ์ถูกแก๊งมิจฉาชีพทำทีจะมาให้ความช่วยเหลือ แต่พอเหยื่อเผลอกลับฉกทรัพย์เชิดเงินหนีไป โดยผู้เสียหายเล่าว่า วันเกิดเหตุขณะไปเปิดหมวกร้องเพลงหาเลี้ยงชีพอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ได้มีชายคนหนึ่งมาบอกว่าจะเอาอาหารมาให้แบ่งกันกิน โดยจูงมือหนึ่งในกลุ่มผู้เสียหายเดินตามไปเอาข้าวภายในห้าง ตอนนั้นก็ไม่เอะใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่เวลาไปร้องเพลงเปิดหมวกตามที่ต่างๆ ก็จะมีคนใจบุญนำอาหารมามอบให้ แต่เมื่อยืนรออยู่สักพักก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีคนเอาอาหารมาให้ ขณะที่ชายคนที่พามาก็เงียบหายไป จึงตัดสินใจเดินกลับมาหาเพื่อนและภรรยาที่จุดร้องเพลง ก็ทราบจากภรรยาว่าพอตนเดินไปเอาข้าวแล้ว ก็มีผู้ชายอีกคนมาเอากระเป๋าสะพายที่ภายในมีเงินสด 4,000 บาท บัตรประจำตัวผู้พิการ และเอกสารสำคัญหนีไปแล้ว “ปกติจะไม่พกเงินสดเยอะขนาดนั้น แต่วันนั้นตั้งใจจะเอาเงินไปซื้อนมให้ลูก เราอยากได้เอกสารคืน เพราะเงินคงจะไม่มีหวังได้คืนแน่ๆ เราจะไปทำบัตรใหม่มันก็ยาก มันลำบากต้องไปหลายที่” ผู้เสียหายกล่าว กลุ่มผู้เสียหายยังบอกว่าด้วยว่า ที่ผ่านมาเคยดูข่าว แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดกับตัว รู้สึกเสียใจ หวาดกลัว อยากให้เป็นเพียงความฝัน ไม่น่าจะทำกับเราอย่างนี้ พูดตรงๆ เราก็ไปนั่งขอทาน พวกคุณมีมือมีเท้าครบทำไมไม่หาอาชีพสุจริตทำ มาทำแบบนี้ทำไม

เหยื่อตุ๋น’ไมโลคิวบ์’ถูกเชิดเงินกว่า 1.6 แสนเข้าให้ปากคำ พบยังมีคนโดนหลอกอีกเพียบ

จากกรณีที่โลกออนไลน์ ได้แชร์ภาพของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “หาญศึก แลพิทักษ์” ที่โพสต์ข้อความเตือนภัยสำหรับคนที่จะทำธุรกิจรับไมโลคิวบ์มาจำหน่ายจากหญิงสาวที่ใช้เฟซบุ๊ก “ความทรงจำ” โดยหญิงสาวคนดังกล่าวอ้างว่าสามารถนำไมโลคิวบ์จากมาเลเซียเข้ามาขายได้ในราคาถูก เนื่องจากมีพ่อเป็น ตม.ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อโอนเงินให้ 167,900 บาท ผลสุดท้ายก็ติดต่อทางคู่กรณีไม่ได้   ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 60 นายหาญศึก แลพิทักษ์ และนางสาวสุภาภรณ์ โคตรหนองปิง ผู้เสียหายได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับ พ.ต.ต.วิษณุ แสนคำ พนักงานสอบสวน สภ.ขอนแก่น โดยผู้เสียหายได้นำหลักฐานที่เป็นข้อความที่พูดคุยผ่านโซเชียลมีเดียมาเป็นหลักฐาน รวมถึงเอกสารบัญชีธนาคารกสิกรไทยที่หญิงสาวคนดังกล่าวอ้างด้วย นายหาญศึก เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยในกลุ่มพ่อค้าออนไลน์ พบว่ายังมีผู้เสียหายอีกประมาณ 4 คนที่ถูกหลอกซื้อไมโลคิวบ์ และถูกหลอกจากบุคคลเดียวกัน ขณะนี้ผู้เสียหายที่เหลืออยู่ในระหว่างเตรียมหลักฐานเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจในพื้นที่ นอกจากนี้ตนได้รับการติดต่อจากหญิงสาวรายหนึ่งบอกว่าถูกนำรูปมาใช้เป็นรูปประจำตัวในการซื้อขายในครั้งนี้ ซึ่งก็ได้มีการแนะนำให้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมทั้งฝากเตือนประชาชนว่าการซื้อขายผ่านโลกออนไลน์จะต้องตรวจสอบประวัติและที่อยู่ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพที่จะเข้ามาหลอกลวง  

keyboard_arrow_up