
“ยูการู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง ที่ในที่สุดเขาก็ได้นอนบนเตียง
แม้ว่ามันจะไม่มีทั้งหมอนและผ้าห่มก็ตาม”
ชายชาวแอฟริกันผู้นี้เล่าว่า เขาต้องนอนข้างถนนมาสองวันหลังจากเดินทางมาถึงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา ภายหลังการหลบหนีออกมาจากศูนย์สแกมเมอร์ในเมืองโอร์เสม็ด ที่ตั้งของกาสิโนรีสอร์ตขนาดใหญ่ ห่างออกไปเพียงหลักร้อยเมตรจากจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เขามีเงินติดตัวเพียง 100 ดอลลาร์ และต้องการเก็บเงินก้อนนั้นไว้ สถานสงเคราะห์คาริตัสจึงรับตัวเขาเข้ามาอยู่ในความดูแล
สถานสงเคราะห์แห่งนี้เป็นเพียงแห่งเดียวที่ให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่หลบหนีออกจากศูนย์สแกมเมอร์ โดยก่อนหน้านี้เคยได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา แต่ปัจจุบันสถานสงเคราะห์กำลังตกที่นั่งลำบากอย่างหนัก จากการถูกตัดงบประมาณ ทำให้เจ้าหน้าที่เหลือเพียง 1 ใน 3 จากเดิม และงบประมาณก็เหลือเพียงเศษเสี้ยวจากที่เคยได้รับ ในขณะที่คลื่นแรงงานกำลังอพยพแห่หนีตายออกจากรังสแกมเมอร์ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สถานสงเคราะห์แบกรับภาระไม่ไหว และจำต้องปฏิเสธผู้ที่มาขอความช่วยเหลือไปแล้วมากกว่า 300 คน มาร์ก เทย์เลอร์ ผู้ทำงานด้านปัญหาการค้ามนุษย์ในกัมพูชากล่าวว่า มันกลายเป็นสภาวะที่ต้องเลือกว่าใครจะอยู่หรือใครจะตายไปแล้ว
ยูกากล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานสงเคราะห์มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 150 คน ผู้มาใหม่จำนวนมากต้องนอนในห้องส่วนกลางและไม่มีอะไรติดตัวมาเลยนอกจากเสื้อผ้าที่สวมอยู่ สถานสงเคราะห์ไม่มีหมอนและผ้าห่มเพียงพอ อย่างไรก็ตาม สถานสงเคราะห์แห่งนี้นับเป็นที่พึ่งพิงด้านความปลอดภัยของเขามากกว่าที่คิด เพราะนอกจากจะไร้ที่อยู่แล้ว เขากำลังหลบหนีการตามล่าของเจ้านายสายเทาอย่างหวาดกลัว
กัมพูชากำลังเผชิญกับไหลทะลักของผู้ใช้แรงงานจากศุนย์สแกมเมอร์หลายแห่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่กี่สัปดาห์ หลังจากที่ทางการกัมพูชาส่งตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นเจ้าพ่อรายใหญ่ในธุรกิจมิจฉาชีพ ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในสังคมกัมพูชา ส่งกลับไปให้จีนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ชนวนเหตุสำคัญมาจากการทลายอาณาจักรของ "เสอ จื้อเจียง" และเครือข่ายทุนจีนสีเทาที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งถูกกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลจีนและนานาชาติให้มีการถอนรากถอนโคนขบวนการคอลเซ็นเตอร์ การจับกุมและการส่งตัวผู้บงการระดับสูงนี้เองที่ส่งผลให้โครงสร้างคุ้มครองเดิมสั่นคลอน จนนำไปสู่การที่เหล่านายทุนเริ่มละทิ้งรังสแกมเมอร์เหล่านี้ และปล่อยคนงานนับพันออกมาเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การฉ้อโกงออนไลน์กลายเป็นปัญหาเรื้อรังในภูมิภาค ทั้งในกัมพูชา เมียนมา และลาว ภายในอาคารเหล่านี้ เหล่ามิจฉาชีพได้สร้างระบบการทำงานที่ซับซ้อน มีการใช้ตู้โทรศัพท์ที่บุโฟมกันเสียง มีสคริปต์หลายภาษา และแม้กระทั่งการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ วิดีโอคอลหลอกเหยื่อให้เชื่อสนิทใจในหลายประเทศ ด้านสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประมาณการว่า ในประเทศกัมพูชาเพียงประเทศเดียว มีแรงงานทำงานในศูนย์สแกมเมอร์มากถึง 100,000 คนในปี 2023
หลังจากแรงกดดันจากนานาชาติ เช่น เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และจีน เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ของกัมพูชาได้ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่า "การปราบปรามอาชญากรรมคือลำดับความสำคัญทางการเมืองที่ต้องทำอย่างจริงจัง" และระบุชื่อการฉ้อโกงทางไซเบอร์โดยเฉพาะ รัฐบาลกัมพูชาระบุว่าได้เนรเทศชาวต่างชาติ 1,620 คนจาก 21 ประเทศที่เกี่ยวข้องกับขบวนการมิจฉาชีพในเดือนมกราคม
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ศูนย์สแกมเมอร์ต่าง ๆ เริ่มปล่อยคนออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งทั่วโลกได้เห็นคลิปวิดีโอและภาพถ่ายต่าง ๆ บนโซเชียลมีเดียที่ปรากฏให้เห็นว่ามีคนวิ่งหนีตายออกจากสถานที่เหล่านี้ ซึ่งวิดีโอและภาพถ่ายอย่างน้อย 15 ชิ้นได้รับการตรวจสอบโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลแล้วว่าเป็นเรื่องจริง
แอมเนสตี้ยังได้สัมภาษณ์เหยื่อ 35 ราย ซึ่งบรรยายถึงสถานการณ์ที่ "โกลาหลและอันตราย" ในการพยายามเดินทางออกมา แม้หลายคนจะสังเกตเห็นว่าเจ้าหน้าที่กัมพูชาไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการอพยพครั้งใหญ่นี้เลย
มอนต์เซ เฟร์เรร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยระดับภูมิภาคของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุในแถลงการณ์ว่า "การหนีตายออกจากตึกมิจฉาชีพครั้งใหญ่ ได้สร้างวิกฤตด้านมนุษยธรรมบนท้องถนน ซึ่งนักเคลื่อนไหวกล่าวว่ากำลังถูกรัฐบาลกัมพูชาเพิกเฉย ท่ามกลางฉากแห่งความโกลาหลและความทุกข์ยาก ผู้รอดชีวิตที่บอบช้ำทางจิตใจหลายพันคนถูกทิ้งให้ดูแลตัวเองโดยไม่มีการสนับสนุนจากรัฐ"
ด้าน เนตร เพียกตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสารของกัมพูชา ตอบโต้ข้อร้องเรียนนี้ว่า "รัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธข้ออ้างที่ว่าเราล้มเหลวในการช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ หรือเพิกเฉยต่อการละเมิดที่เกี่ยวข้องกับนิคมมิจฉาชีพ บุคคลทุกคนจะได้รับการคัดกรองเพื่อแยกเหยื่อออกจากผู้กระทำผิด โดยเหยื่อจะได้รับการคุ้มครอง ที่พัก การดูแลทางการแพทย์ และความช่วยเหลือในการเดินทางกลับอย่างปลอดภัย"
หลี่ หลิง เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายหนึ่งกล่าวว่า เธอมีรายชื่อคน 223 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากยูกันดาและเคนยา ที่ที่หนีตายออกมาจากศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาและขอความช่วยเหลือเพื่อกลับบ้าน เธอและเพื่อน ๆ กู้ภัยช่วยจ่ายเงินส่วนตัวไปแล้วอย่างน้อย 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อหาที่พักให้เหยื่อรายที่ลำบากที่สุด แต่ไม่สามารถแบกรับภาระนี้ต่อไปได้เกินหนึ่งสัปดาห์
เธอกล่าวเสริมว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บางคนต้องยอมกลับไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์อีกครั้ง เพราะทางเลือกอื่นคือต้องนอนข้างถนนเท่านั้น แถมยังอาจถูกไล่ล่าจากสังกัดที่พวกเขาเคยทำงานด้วย
"เมื่อองค์กรระหว่างประเทศในกัมพูชายังคงบอกให้เหยื่อไปที่สถานทูต แต่สถานทูตกลับบอกเราตรง ๆ ว่าพวกเขาไม่มีแนวทางหรือกระบวนการที่ชัดเจน ความรับผิดชอบจึงถูกโยนกันไปมา กลายเป็นวงจรปิดที่ไม่มีทางออก" เธอกล่าว "นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันคือการล่มสลายของระบบ"
เหยื่อเหล่านั้นรอคอยเป็นเวลาหลายชั่วโมงหน้าสำนักงานองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ซึ่งเป็นหน่วยงานของ UN ในพนมเปญ แต่กลับได้รับคำตอบว่าสถานสงเคราะห์คริตัสที่ IOM ทำงานร่วมด้วยนั้นเต็มแล้ว
ยูกา จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เล่าว่าเขาถูกทุบตีบ่อยครั้งขณะอยู่ในนิคมเพราะเขาปฏิเสธที่จะทำงาน เขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะออกไปและหนีออกมาด้วยตัวเองเมื่อการปล่อยตัวครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้น
มาร์ก เทย์เลอร์ ผู้ทำงานด้านปัญหาการค้ามนุษย์ในกัมพูชากล่าวว่า แม้สถานสงเคราะห์จะยังเปิดดำเนินการอยู่ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในสัปดาห์ต่อ ๆ ไปคืองบประมาณสำหรับค่าอาหาร "มันคือการอยู่แบบวันต่อวัน" ในตอนนี้
สถานสงเคราะห์คาริตัสเคยได้รับเงินสนับสนุนจาก Winrock International ซึ่งเป็นพันธมิตรของ USAID ในกัมพูชา ตามข้อมูลของเทย์เลอร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลการจัดหาทุน โดยสถานสงเคราะห์จะได้รับเงิน 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก USAID ตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 จนถึงช่วงต้นปี 2026 อย่างไรก็ตาม แหล่งเงินทุนนั้นหายไปหลังจากความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐฯ ถูกระงับ และ USAID ถูกยุบในต้นปี 2025
สถานสงเคราะห์ยังได้รับทุนบางส่วนจาก IOM ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐฯ และถูกตัดงบประมาณลงเช่นกัน
แม้ว่าจะมีองค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์หลายแห่งจดทะเบียนในกัมพูชา แต่สถานสงเคราะห์คาริตัสเป็นเพียงแห่งเดียวที่รับเหยื่อจากศูนย์สแกมเมอร์ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีการปราบปรามรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาล สื่ออิสระหลายแห่งถูกปิดตัวลง และนักข่าวชื่อดังคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักจากการรายงานเรื่องศูนย์สแกมเมอร์ ถูกจับกุมและคุมขังเป็นเวลาหนึ่งเดือน
นักข่าวสืบสวนชื่อดังอย่าง เมฆ ดารา เจ้าของรางวัลระดับโลกด้านการเปิดโปงขบวนการค้ามนุษย์ ถูกทางการจับกุมและคุมขังนานร่วมเดือนจากข้อหายุยงปลุกปั่น หลังจากที่เขาพยายามตีแผ่ความจริงเกี่ยวกับแก๊งมิจฉาชีพในกัมพูชาและความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล การกวาดล้างสื่อครั้งนี้ส่งผลให้ข้อมูลจากภายในศูนย์สแกมเมอร์ถูกปิดเงียบ และทำให้องค์กรที่ช่วยเหลือเหยื่อต้องทำงานภายใต้แรงกดดันมหาศาล
เจคอบ แดเนียล ซิมส์ นักวิจัยรับเชิญจากศูนย์เอเชียแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เคยทำงานด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ในกัมพูชากล่าวว่า "เมื่อพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมที่กดขี่อย่างหนักในกัมพูชา ซึ่งเกิดจากการที่อุตสาหกรรมมิจฉาชีพกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของกลุ่มชนชั้นนำในพรรครัฐบาล จึงมีองค์กรที่เป็นทางการจำนวนน้อยมากที่เต็มใจจะลงมาแก้ไขปัญหานี้ในพื้นที่"
เจ้าหน้าที่กู้ภัยกล่าวว่า หลายคนที่เข้าไม่ถึงสถานสงเคราะห์อาจจบลงที่สถานกักตัวคนเข้าเมือง ถูกกักขังและถูกเจ้าหน้าที่เรียกรับเงินสินบน ส่วนคนอื่นๆ ที่พอมีเงินก็หันไปจองห้องพักในโรงแรมรวมกันเป็นกลุ่ม สำหรับผู้ที่มีสถานทูตอยู่ในประเทศ เช่น ชาวอินโดนีเซียหรือชาวฟิลิปปินส์ จะสามารถได้รับความช่วยเหลือได้มากกว่า
ยูกาไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ เขามาจากกลุ่มชาติพันธุ์บันยามูเลนเก ซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธ และเขาไม่มีสถานทูตในภูมิภาคนี้ที่สามารถช่วยเหลือได้เลย
เขาถูกล่อลวงมายังรังสแกมเมอร์ในกัมพูชาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนี้เอง หลังจากครอบครัวส่งเขาไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างบุรุนดี เขาบอกว่าตอนนั้นไม่ได้กำลังหางานทำ แต่มีคนที่ไม่รู้จักส่งข้อความมาหาทางโทรศัพท์และอีเมลเกี่ยวกับงานที่ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด เขาตอบปฏิเสธไปแล้ว แต่คนชักชวนก็ยังคะยั้ยคะยอจนเขาคล้อยตาม
ยูกากล่าวว่าก่อนหน้านี้เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและอยากจะเรียนต่อ ตอนนี้เขาหวังเพียงแค่จะมีที่ที่ปลอดภัย เขากล่าวว่า "ผมต้องการที่จะสร้างชีวิตใหม่ด้วยศักดิ์ศรี"