
เมื่อวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ทางการอิหร่านส่งสัญญาณว่า พวกเขาอาจยกระดับความเข้มข้นการปราบปรามการประท้วง ซึ่งเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านในรอบหลายปี ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติกล่าวว่า ความไม่สงบเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้าย กองกำลังฯ มีจุดประสงค์ปกป้องระบบการปกครอง
ปัจจุบันมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้ยากต่อการประเมินขอบเขตของสถานการณ์ความไม่สงบที่แท้จริง แต่ก็มีรายงานเหตุรุนแรงครั้งใหม่เกิดขึ้นทั่วประเทศ มีวิดีโอเผยแพร่ภาพความรุนแรงและการประท้วงระลอกใหม่ ในหลายย่านของกรุงเตหะราน และในอีกหลายเมือง เช่น เมืองรัชต์ (Rasht) ทางตอนเหนือ เมืองตาบริซ (Tabriz) ทางตะวันตกเฉียงเหนือ รวมถึงเมืองชีราซ (Shiraz) และเมืองเคอร์มาน (Kerman) ทางตอนใต้ (สำนักข่าว Reuters ยังไม่สามารถตรวจสอบที่มา ความถูกต้องของวิดีโอเหล่านี้ได้)
เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 มีภาพฟุตเทจที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียฉายภาพ ฝูงชนจำนวนมหาศาลรวมตัวกันในกรุงเตหะราน และมีการจุดไฟเผาสิ่งของบนท้องถนน และยังมีวิดีโออีกชิ้นเป็นภาพการประท้วงช่วงกลางคืนในเขตซาอาดาทาบัด (Saadatabad) ของเตหะราน มีเสียงชายคนหนึ่งกล่าวว่า ฝูงชนได้เข้ายึดพื้นที่ดังกล่าวไว้แล้ว
"ฝูงชนกำลังมา 'ความตายจงมีแก่เผด็จการ', 'ความตายจงมีแก่คาเมเนอี'" เขากล่าว อ้างถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ขณะที่สื่อของรัฐรายงานว่า อาคารเทศบาลแห่งหนึ่งในเมืองคาราจ (Karaj) ทางตะวันตกของกรุงเตหะรานถูกลอบวางเพลิง สื่อทางการกล่าวโทษว่า เป็นฝีมือของ "กลุ่มผู้ก่อจลาจล" นอกจากนี้ โทรทัศน์ของรัฐยังได้แพร่ภาพพิธีศพของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งระบุว่า เสียชีวิตจากการประท้วงในเมืองชีราซ เมืองกอม (Qom) และเมืองฮาเมดาน (Hamedan)
ด้านพระราชโอรสผู้ลี้ภัยของกษัตริย์ชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่าน ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นกระบอกเสียงสำคัญของกลุ่มฝ่ายค้านที่กระจัดกระจาย ได้ออกมาเรียกร้องอย่างแข็งกร้าวขอให้การประท้วงขยายวงกว้างไปสู่การลุกฮือเพื่อโค่นล้มกลุ่มผู้นำทางศาสนา
ชาวอิหร่านลุกฮือประท้วงท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้าย ต่อต้านภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ประท้วงความล้มเหลวของรัฐบาล ผู้ประท้วงเรียกร้องให้ยุติการปกครองโดยคณะผู้นำศาสนาตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ด้านทางการอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยุยงให้เกิดความไม่สงบ
กลุ่มสิทธิมนุษยชนอิหร่าน HRANA กล่าวว่า มีผู้ประท้วงเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 50 คน มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 15 ราย และมีผู้ถูกจับกุมประมาณ 2,300 คน
พยานในภาคตะวันตกของอิหร่านให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ถูกส่งเข้าพื้นที่และมีการเปิดฉากยิงในบริเวณดังกล่าว ขณะที่สำนักข่าวตัสนีม (Tasnim) รายงานการจับกุม "ผู้ก่อจลาจลติดอาวุธ" 100 รายในเมืองบาฮารีสถาน ใกล้กับเตหะราน
IRGC ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ของรัฐ กล่าวหา "กลุ่มก่อการร้าย" ว่าพุ่งเป้าโจมตีฐานทัพทหารและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตลอดสองคืนที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่า การปกป้องความสำเร็จของการปฏิวัติอิสลามและความมั่นคงคือ "เส้นตาย" (Red line) ที่ข้ามไม่ได้ ทางด้านกองทัพปกติก็ได้ออกแถลงการณ์ว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของชาติและโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์เช่นกัน
ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ผู้ซึ่งไม่กี่วันมานี้แสดงความสนใจในประเด็นอิหร่านอย่างชัดเจนได้เผยแพร่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า “อิหร่านกำลังมองเห็นอิสรภาพ อาจจะมองอย่างที่ไม่เคยมองมาก่อน สหรัฐอเมริกาเตรียมพร้อมช่วยเหลืออยู่!!!”
เมื่อวันพฤหัสบดี โดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่า เขายังไม่มีแนวโน้มพบกับเจ้าชายปาห์ลาวี ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าเขากำลังรอดูสถานการณ์ก่อนว่าจะจะเลือกสนับสนุนผู้นำฝ่ายค้านคนใดคนหนึ่ง
ทั้งนี้ทรัมป์ (ซึ่งเคยร่วมกับอิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา) ได้บรรจุชื่ออิหร่านไว้ในรายชื่อประเทศที่เขาอาจเข้าแทรกแซง หลังจากที่เพิ่งส่งกองกำลังเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยเมื่อวันศุกร์เขาได้กล่าวเตือนผู้นำอิหร่านว่า "พวกคุณอย่าเริ่มยิงจะดีกว่า เพราะถ้าพวกคุณเริ่ม เราก็จะยิงสวนเช่นกัน"
ขณะเดียวกัน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ได้กล่าวหาผู้ประท้วงว่าเป็นตัวแทนของทรัมป์ และเตือนว่า เตหะรานจะไม่ยอมให้อิหร่านกลายเป็นที่อยู่ของ "ทหารรับจ้างต่างชาติ"
เจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงของสหรัฐฯ รายหนึ่งนิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็น "เกมแห่งความอดทน" (Endurance game) โดยระบุว่า ฝ่ายค้านกำลังพยายามรักษาแรงกดดันจนกว่าบุคคลสำคัญในรัฐบาลจะหนีหรือเปลี่ยนข้าง ในขณะที่ทางการอิหร่านพยายามสร้างความหวาดกลัวให้มากพอเพื่อสลายการชุมนุม โดยพยายามไม่ให้เหตุผลเพียงพอที่สหรัฐฯ จะใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าแทรกแซง