
สกุลเงินบาทของไทยยังคงแข็งค่ามาก แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมากระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ดำเนินมาตรการเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทแล้วหลายมาตรการ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ ปิดตลาดวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ 31.05 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และเปิดตลาดวันที่ 21 มกราคม ที่ 31.02 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
มาตรการล่าสุดที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยงัดมาใช้ คือ มาตรการผ่อนคลายเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ (Repatriation) ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 โดยขยายวงเงินรายได้ต่างประเทศของคนไทยและผู้ประกอบการไทยที่ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อครั้ง จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อครั้ง
พิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มูลค่าธุรกรรมการส่งออกที่ต่ำกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯนั้น คิดเป็นประมาณ 92% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด การใช้มาตรการผ่อนคลายเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศนี้จะช่วยลดแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อเงินบาท เพราะผู้ประกอบการสามารถนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯไปชำระค่าสินค้าหรือเก็บไว้บริหารจัดการต่อได้ โดยไม่ต้องขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯและซื้อเงินบาท ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน ช่วยลดต้นทุนในการโอนเงินระหว่างประเทศ รวมถึงเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการรายได้และรายจ่ายของผู้ประกอบการ
ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.บอกว่า มาตรการนี้เป็นหนึ่งในหลายมาตรการที่ ธปท. ดำเนินการเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน หลังจากที่ผ่านมา ธปท.ได้ยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า โดยเรียกตรวจเอกสารทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป และเพิ่มความเข้มงวดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกตรวจเอกสารธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทองคำ รวมถึงอยู่ระหว่างการออกประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเรียกข้อมูลการซื้อขายทองคำ และพิจารณากำหนดเพดานการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สกุลบาท เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาท
ที่ผ่านมา ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการไทยที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศจำเป็นต้องนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับเข้ามาขายแลกเป็นเงินบาทภายใต้เพดานไม่ต้องนำกลับประเทศที่ค่อนข้างต่ำ (1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง) ทำให้ทุกครั้งที่มีรายได้จากการส่งออก ระบบอัตราแลกเปลี่ยนจะได้รับแรงซื้อเงินบาทเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้ผู้ประกอบการจะยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินบาทในทันที
ตามกลไกแล้ว การขยายเพดานรายได้ต่างประเทศที่ไม่ต้องนำกลับประเทศเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อครั้ง จะช่วยลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทลงได้ เพราะผู้ประกอบการสามารถเก็บเงินดอลลาร์ไว้บริหารจัดการเอง นำไปชำระค่าสินค้า ค่าวัตถุดิบ หรือค่าใช้จ่ายในต่างประเทศได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนขายเงินดอลลาร์-ซื้อเงินบาท ขณะเดียวกัน มาตรการนี้ยังช่วยลดต้นทุนแฝงที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับด้วย อย่างเช่น ค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามประเทศ หรือความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่มีความผันผวนสูง
Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่า เงินบาทมีระดับ Fair Value (มูลค่ายุติธรรม) อยู่ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก เพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ในระยะ 3 เดือน และ 6 เดือนข้างหน้า
ทั้งนี้ การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น Krungthai GLOBAL MARKETS บอกเงื่อนไขว่า จะต้องเห็นปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้น
Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้น อย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่าง ๆ และประเด็นการเมืองสหรัฐฯที่ต้องจับตา ทั้งสถานการณ์ชัตดาวน์หน่วยงานรัฐที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026 และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูง