Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
“ปืนหรือปากท้อง”IMFชี้ทั่วโลกเร่งอัดงบกลาโหมจ่อทำงบเศรษฐกิจหด หนี้พุ่ง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

“ปืนหรือปากท้อง”IMFชี้ทั่วโลกเร่งอัดงบกลาโหมจ่อทำงบเศรษฐกิจหด หนี้พุ่ง

17 เม.ย. 69
12:13 น.
แชร์

หลายประเทศทั่วโลกพากันเร่งเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คุกรุ่นขึ้นในหลายพื้นที่พร้อมกัน ตั้งแต่สงครามในยุโรป ตะวันออกกลาง ไปจนถึงการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจ แนวโน้มดังกล่าวกำลังผลักให้รัฐบาลจำนวนมากต้องปรับลำดับความสำคัญด้านการคลังใหม่ โดยยกระดับ “ความมั่นคง” ขึ้นเป็นวาระเร่งด่วน แซงหน้าการใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจและสังคมในหลายประเทศ

International Monetary Fund เตือนในรายงาน World Economic Outlook ล่าสุดว่า โลกกำลังเผชิญภาวะ “guns versus butter” หรือ “ปืนกับเนย” อีกครั้ง ซึ่งหมายถึงทางเลือกเชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องตัดสินใจระหว่างการจัดสรรทรัพยากรไปยังงบกลาโหม หรือการใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการสังคม ในบริบทที่ภาระหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง และพื้นที่ทางการคลังของหลายประเทศเริ่มจำกัดลง

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอย่างชัดเจน โดย IMF ระบุว่าเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลกได้เพิ่มงบประมาณทางทหาร ขณะที่ยอดขายอาวุธของบริษัทกลาโหมรายใหญ่ของโลก “เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในแง่มูลค่าที่แท้จริง” ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แนวโน้มนี้มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปตามแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น พร้อมตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า การเพิ่มงบกลาโหมจะ “เบียดบัง” การใช้จ่ายด้านอื่น โดยเฉพาะสวัสดิการสังคมหรือไม่

งบกลาโหมพุ่ง เสี่ยงบั่นทอนเสถียรภาพการคลังและงบสังคม

IMF ระบุชัดว่า แม้การเพิ่มงบกลาโหมจะตอบโจทย์ด้านความมั่นคงในระยะสั้น แต่ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นผลกระทบเชิงลบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ 164 ประเทศนับตั้งแต่สิ้นสุด World War II พบว่า “ช่วงงบกลาโหมบูม” มักตามมาด้วยการอ่อนแอลงของฐานะการคลังและดุลบัญชีภายนอก

นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มชัดเจนว่าการเพิ่มงบกลาโหมในระดับสูงมักนำไปสู่ “การพุ่งขึ้นของหนี้สาธารณะ” ในระยะถัดมา พร้อมกับ “การปรับลดงบสวัสดิการสังคมขนาดใหญ่” ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดของทรัพยากรภาครัฐที่ไม่สามารถขยายได้อย่างไร้ขีดจำกัด

IMF จึงตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า ในโลกที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงยกระดับต่อเนื่อง รัฐบาลจำนวนมากอาจต้องเผชิญกับ “ทางเลือกเชิงโครงสร้าง” ที่ยากลำบากมากขึ้น ระหว่างการรักษาความมั่นคงของรัฐ กับการคงระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านนโยบายสังคม

“ดอกผลสองทาง” ของงบกลาโหม อธิปไตย อุตสาหกรรม และการเมืองภายใน

แม้จะมีคำเตือนจาก IMF แต่ในเชิงนโยบายการเมือง หลายประเทศยังคงมองว่าการเพิ่มงบกลาโหมสามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ Roland Lescure รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส ยอมรับว่าประเด็น trade-off ระหว่างงบกลาโหมกับงบสังคมมีความเสี่ยงจะก่อให้เกิดแรงต้านทางการเมือง โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2570

อย่างไรก็ตาม เขาเสนอแนวคิด “double dividend” หรือ “ดอกผลสองทาง” โดยมองว่าการใช้จ่ายด้านกลาโหมสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องมือเสริมสร้างอธิปไตยของประเทศ และเป็นนโยบายอุตสาหกรรมที่ช่วยสร้างงานในประเทศ

Lescure ชี้ว่า รูปแบบสงครามกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของโดรนและเทคโนโลยีการรบรูปแบบใหม่ ซึ่งทำให้รัฐจำเป็นต้อง “คิดใหม่เกี่ยวกับสงคราม” และปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

เขายังย้ำว่า ฝรั่งเศสไม่ได้เผชิญปัญหาขาดแคลนงบสวัสดิการสังคม โดยระบุว่าประเทศมีระดับการใช้จ่ายด้านสังคม “สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” และถือเป็นโมเดลที่ดี พร้อมให้เหตุผลว่าหากงบกลาโหมถูกออกแบบให้เป็นยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ก็จะช่วยสร้างงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนรู้สึกถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากกระแสโลกาภิวัตน์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

“หากเราไม่ทำเช่นนั้น เราจะเผชิญกับแรงต้าน และเราไม่ต้องการให้เกิดสิ่งนั้น” เขากล่าว สะท้อนถึงความพยายามลดแรงกดดันทางการเมืองจากการเพิ่มงบด้านความมั่นคง

โลกแบ่งขั้ว งบพัฒนาหดตัว ความเสี่ยงการเมืองและความมั่นคงพุ่ง

ในอีกด้านหนึ่ง Ajay Banga ประธาน World Bank ชี้ว่า แม้งบกลาโหมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เงินทุนเพื่อการพัฒนาในต่างประเทศกลับ “หดตัวลง” ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งอาจกระทบต่อประเทศรายได้น้อยทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกยังสามารถระดมทุนผ่านสมาคมพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA) รอบที่ 21 ได้เพิ่มอีก 24,000 ล้านดอลลาร์ในปลายปี 2567 และเมื่อใช้กลไก leverage ส่งผลให้มีวงเงินรวมถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุน 78 ประเทศที่มีรายได้ต่ำที่สุดของโลก ในการลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษา และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Banga ระบุว่า การระดมทุนดังกล่าวสะท้อนว่ายังมี “ความเชื่อมั่นในระบบ” แต่ย้ำว่าจำเป็นต้องอธิบายให้ประเทศผู้บริจาคเห็นว่า การสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาเป็นผลประโยชน์ของตนเอง ทั้งในแง่การสร้างชนชั้นกลาง การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้า เทคโนโลยี และแรงงานของประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก และลดแรงกดดันจากการย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นทั้ง “ผลบวกและผลลบ” ที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน

ยุโรปเร่งอัดงบกลาโหมทุบสถิติ ท่ามกลางแรงกดดัน และความเชื่อมั่นต่อสหรัฐที่สั่นคลอน

ขณะเดียวกัน ในยุโรป สหภาพยุโรปได้ยกระดับความมั่นคงและกลาโหมเป็นวาระสำคัญ โดยงบกลาโหมของ 27 ประเทศสมาชิกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 381,000 ล้านยูโรในปี 2568 เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นเกือบ 63% เมื่อเทียบกับปี 2563

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านมีแนวโน้มจะทำให้ความพยายามเสริมกำลังทางทหารของยุโรปและการสนับสนุนยูเครนมีความซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อสหรัฐในฐานะ “ผู้ค้ำประกันความมั่นคง” ของยุโรป ตามการประเมินของสถาบันศึกษาความมั่นคงแห่งสหภาพยุโรป

ด้าน Andrzej Domański รัฐมนตรีคลังโปแลนด์ เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังติดตามความเสี่ยงของความไม่พอใจทางสังคมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ความไม่พอใจจะสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง ในบริบทที่ IMF เตือนถึงภาวะ “ปืนกับเนย”

เขายอมรับว่า เป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมของโปแลนด์ที่ระดับ 5% ของ GDP “ถือว่าสูงมาก” แต่ย้ำว่าจำเป็นภายใต้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด โดยระบุว่า Vladimir Putin กำลังคุกคามทั้งโปแลนด์ องค์การ NATO และประเทศเพื่อนบ้าน

ภายใต้บริบทที่โลกกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมืองพร้อมกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “งบกลาโหมจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด” แต่คือรัฐบาลทั่วโลกจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างไร ในโลกที่ทรัพยากรมีจำกัด แต่ความเสี่ยงกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: CNBC

แชร์
“ปืนหรือปากท้อง”IMFชี้ทั่วโลกเร่งอัดงบกลาโหมจ่อทำงบเศรษฐกิจหด หนี้พุ่ง