
นายกรัฐมนตรีออกมาขอโทษประชาชนอย่างตรงไปตรงมา จากการประเมินสถานการณ์ต่ำไปจนเกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลน พร้อมประกาศเปลี่ยนแนวทางสู่การบริหารวิกฤตเชิงระบบ ทั้งการจัดการสต๊อก ปราบกักตุน และขอความร่วมมือประชาชนลดการใช้พลังงาน สะท้อนว่ารัฐกำลัง “ตั้งหลักใหม่” ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม
หากฝืนอุ้มต่อจะเสี่ยงวิกฤตการคลัง จึงจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาสะท้อนตลาดโลก แม้จะกระทบระยะสั้น แต่เพื่อรักษาเสถียรภาพประเทศในระยะยาว
กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าคุมราคาสินค้า เพิ่มสินค้าควบคุม และออกมาตรการลดค่าครองชีพ เช่น “สินค้าไทยช่วยไทย” ลดราคากว่า 1,000 รายการ ควบคู่กับการดูแลกลุ่มเปราะบาง สะท้อนว่ารัฐกำลังพยายาม “กันแรงกระแทกสุดท้าย” ก่อนที่ต้นทุนพลังงานจะส่งผ่านสู่ประชาชนเต็มรูปแบบ
เพียง 1 เดือนของสงครามตะวันออกกลางประเทศไทย ได้รับผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ลุกลามมาถึงชีวิตประจำวันของประชาชนทันที—น้ำมันขาดหน้าปั๊ม ราคาพุ่งขึ้นรวดเร็ว ต้นทุนขนส่งเริ่มขยับ และแรงกดดันกำลังจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในวงกว้าง
วิกฤตที่เริ่มจาก “ความไม่แน่นอน” กลายเป็น “แรงกระแทกทางเศรษฐกิจ” ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน 1” ต้องเร่งตั้งหลัก และนำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ-ความมั่นคงออกมาแถลงทิศทางรับมืออย่างเป็นทางการในวันนี้ 1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม
นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวคำขอโทษต่อประชาชนจากเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลนในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนมีนาคม ซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวายทั่วประเทศ โดยยอมรับว่า การประเมินสถานการณ์ในช่วงแรกคลาดเคลื่อน จากเดิมที่เชื่อว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ
แต่เมื่อสถานการณ์ยืดออกไป รัฐบาลจึงต้อง “เปลี่ยนวิธีคิด” จากการรับมือระยะสั้น มาเป็นการบริหารวิกฤตแบบเต็มรูปแบบ โดยตั้งคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านน้ำมันเข้ามาดูแล
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า มาตรการที่ดำเนินการไปแล้วสะท้อนภาพการแก้ปัญหาเชิงระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเติมน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาด เพิ่มรอบการขนส่ง เพื่อคลายปัญหาหน้าปั๊ม รวมถึงการปราบปรามการกักตุนและลักลอบค้าน้ำมันอย่างจริงจัง
การรับมือด้านการต่างประเทศ - กระทรวงการต่างประเทศเร่งเจรจากับนานาประเทศ ล่าสุดประสบความสำเร็จในการเจรจากับอิหร่าน เพื่อให้เรือขนส่งน้ำมันของไทยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ลดความกังวลเรื่องการขนส่งสินค้า
ด้านความมั่นคงทางพลังงาน (น้ำมัน) - สถานการณ์น้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มเริ่มคลี่คลายจากการเพิ่มรอบการขนส่งและอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าสู่ระบบ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการตื่นตระหนกของประชาชน มีการปราบปรามผู้กักตุนและลักลอบค้าน้ำมันผิดกฎหมาย ตรึงราคาน้ำมัน (ไม่ใช่ลอยตัว) โดยลดการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันจาก 24 บาท/ลิตร เหลือ 16 บาท/ลิตร เพื่อลดภาระกองทุนและทำให้การลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศไม่คุ้มค่า เนื่องจากราคาน้ำมันไทยยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ ส่วนปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 62 วันเป็น 100 วัน
นายกฯระบุว่า การใช้น้ำมันในภาวะปกติอยู่ที่ 67 ล้านลิตร/วัน แต่ช่วงวิกฤตเพิ่มขึ้นเป็น 85 ล้านลิตร/วัน ซึ่งสูงกว่ากำลังการผลิตของโรงกลั่นที่ 77 ล้านลิตร/วัน รัฐบาลขอให้ประชาชนลดการใช้กลับสู่ภาวะปกติ และปริมาณน้ำมันที่เคยส่งไปลาว 5 ล้านลิตร/วัน จะถูกเก็บไว้ใช้ในประเทศ โดยไทยจะทำหน้าที่เป็นคนกลางนำเข้าน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศส่งออกไปลาวแทน
ด้านการควบคุมราคาสินค้า (ค่าครองชีพ) - กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาสินค้า 66 รายการ (เป้าหมาย 71 รายการ) โดยมีมาตรการลดผลกระทบด้วยโครงการ "ไทยช่วยไทย" และร้านธงฟ้า ให้ประชาชนซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าตลาดเริ่ม 1 เมษายนนี้
นายกรัฐมนตรี คาดว่า สัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีจะเร่งนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ภายในสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้รัฐบาลปัจจุบันมีข้อจำกัดทางกฎหมายในการออกมาตรการใหม่ที่ผูกพันรัฐบาลหน้า ดังนั้นรัฐบาลใหม่จะเร่งแถลงนโยบายทันทีหลังถวายสัตย์ เพื่อให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มที่โดยเร็ว
นายกรัฐมนตรี ขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบพฤติกรรมผิดกฎหมาย เช่น การกักตุนน้ำมันหรือละเมิดมาตรการควบคุมราคาสินค้า และแจ้งเบาะแสแก่รัฐบาลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด
รวมทั้งการประหยัดพลังงาน โดยยกตัวอย่างว่า หาก 10 ล้านครัวเรือนลดการใช้น้ำมันเพียงครอบครัวละ 1 ลิตรต่อวัน จะลดการใช้น้ำมันได้ 10 ล้านลิตร/วัน ประหยัดงบประมาณภาครัฐ 200 ล้านบาท/วัน และลดภาระประชาชน 400 ล้านบาท/วัน รวมเป็น 600 ล้านบาท/วัน
ส่วนการเดินทางช่วงสงกรานต์ ประชาชนมั่นใจได้ว่ามีน้ำมันเพียงพอสำหรับเดินทาง และขอให้ใช้ขนส่งสาธารณะและคาร์พูลให้มาก หลีกเลี่ยงการกักตุนน้ำมันใส่ภาชนะขนาดใหญ่ เพื่อให้ระบบน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติและเพียงพอสำหรับทุกคน
นายกรัฐมนตรียืนยันว่าด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ไปได้อย่างแน่นอน และจะมีการออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมเมื่อรัฐบาลใหม่เข้าบริหารจัดการอย่างเต็มที่
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบายภาพใหญ่ของนโยบายพลังงานในเชิงเศรษฐกิจอย่างตรงไปตรงมาว่า ในขณะที่หลายประเทศปล่อยราคาพลังงานตามกลไกตลาดโลก ประเทศไทยเลือกใช้นโยบายอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน เพื่อชะลอผลกระทบต่อประชาชนในช่วงแรก
แต่เมื่อวิกฤตยืดเยื้อ การอุดหนุนในระดับสูงจะทำให้กองทุนน้ำมันขาดทุน “แบบไม่มีขีดจำกัด” และอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤต
รัฐมนตรีคลังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับวิกฤตปี 2540 ที่ประเทศไทยพยายามตรึงค่าเงินบาท จนสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศ ก่อนต้องยอมลอยตัวในที่สุด
นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้อง “ลดการอุดหนุน” แม้จะรู้ว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้น
ปัจจุบันประเทศไทยยังคงอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่ประมาณ 19 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาน้ำมันไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นครั้งแรกที่ราคาน้ำมันของไทยต่ำกว่ามาเลเซีย ดังนั้นการทยอยปรับราคาขึ้นจะช่วยลดปัญหาการลับลอกขนส่งไปเพื่อนบ้าน
ภาครัฐลดค่าใช้จ่าย: นายกรัฐมนตรีสั่งงดการเดินทางดูงานต่างประเทศทั้งหมด และส่งเสริมการทำงานจากที่บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
ควบคุมราคาสินค้า: กระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูแลและใช้กฎหมายควบคุมเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงที่ประชาชนเดือดร้อน
ดูแลต้นทุนค่าขนส่ง: กระทรวงคมนาคมใช้ทุกงบประมาณที่มีอยู่ รวมถึงกองทุนต่างๆ (เช่น กองทุนเงินทุกบาททุกสตางค์, กองทุนเลขสวย) และงบกลางที่ได้รับการอนุมัติจาก กกต. เพื่อชะลอผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง
การดูแลกลุ่มเปราะบาง: หัวใจสำคัญคือ การใช้เงินภาษี “ให้คุ้มค่าที่สุด” โดยเลือกดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ซึ่งกำลังจะมีการประชุมเพื่อเพิ่มมาตรการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในวันจันทร์นี้ (30 มีนาคม 69)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ยืนยันชัดว่า ประเทศไทยไม่ได้เผชิญวิกฤต “ขาดน้ำมัน” ในเชิงปริมาณ โดยปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวมกว่า 107 วัน และยังมีการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายนมีเรือยืนยันการนำเข้า 24 ล้านบาร์เรล และเดือนพฤษภาคมอีก 9 ล้านบาร์เรล และจะเพิ่มขึ้นอีก
มาตรการที่ผ่านมาเน้นแก้ปัญหาความตึงตัวในระบบ เช่น การระงับการส่งออกน้ำมัน การเพิ่มกำลังการกลั่น การผ่อนคลายเงื่อนไขสต๊อก และการตรวจสอบคลังน้ำมันทั่วประเทศ รวมถึงการปราบปรามการกักตุนและลักลอบค้าน้ำมัน โดยร่วมมือกับ DSI และหน่วยงานด้านความมั่นคง
ผลลัพธ์คือ สถานการณ์หน้าปั๊มเริ่มคลี่คลาย จากจุดที่มีปั๊มขาดน้ำมันกว่า 2,000 แห่ง เหลือเพียงประมาณ 300 แห่ง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ “ราคา” กระทรวงพลังงานย้ำว่า ราคาน้ำมันต้องสะท้อนตลาดโลก ไม่สามารถอ้างอิงราคาสต๊อกเก่าได้ เพราะระบบน้ำมันเหมือนการซื้อขายทองคำ ที่ต้องอิงราคาปัจจุบัน
การปรับขึ้นราคาประมาณ 6 บาท จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดแรงจูงใจในการลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะมาเลเซีย
ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องค่าการกลั่น: ค่าการกลั่นที่ถูกกล่าวถึงว่าสูงนั้น เป็นการคำนวณเบื้องต้น (ราคาน้ำมันสำเร็จรูป - ราคาน้ำมันดิบ) แต่โรงกลั่นชี้แจงว่ามี "วอร์พรีเมียม" ในการซื้อน้ำมันดิบจริง
ทั้งนี้ได้มีคณะทำงานตรวจสอบค่าการกลั่น เป็นการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบพรีเมียมและค่าการกลั่นที่แท้จริงอย่างจริงจัง และหารือเรื่องภาษีลาภลอย (Windfall Tax)
ในอีกด้าน ยังมีการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น E20, E85 และ B20 ที่มีราคาถูกกว่า เพื่อช่วยลดภาระประชาชน
ขณะที่สถานะกองทุนน้ำมันยังติดลบกว่า 38,000 ล้านบาท และมีเงินไหลออกวันละประมาณ 1,300 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันที่ยังคงอยู่
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ระบุว่า บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในวิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทูตเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น “แนวหน้า” ในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
ภารกิจเร่งด่วนคือการดูแลคนไทยในพื้นที่เสี่ยง โดยมีการจัดตั้ง War Room ประสานงานกับสถานทูตทั่วภูมิภาค และอพยพคนไทยกลับมาแล้วกว่า 1,500 คน แม้ต้องเผชิญความยากลำบากในการเดินทาง
พร้อมกันนั้น ยังมีการเจรจากับหลายประเทศ เพื่อขอความร่วมมือในการดูแลเส้นทางอพยพ และรักษาความปลอดภัยของคนไทย
ในมิติพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการรักษา “เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ” อย่างช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการประสานกับอิหร่านเพื่อให้เรือไทยสามารถผ่านได้อย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าหาแหล่งพลังงานใหม่ เช่น การเจรจากับบราซิล และผลักดันความร่วมมือในอาเซียน เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงในระยะยาว
ส่วนรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ คุณศุภจี สุธรรมพันธ์ุ อธิบายถึงสถานการณ์เมื่อราคาพลังงานเริ่มส่งผ่านสู่ต้นทุนสินค้า กระทรวงพาณิชย์จึงกลายเป็น “ด่านสุดท้าย” ในการปกป้องผู้บริโภค
โดยระบว่า ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมตามกฎหมาย 59 รายการ และกำลังพิจารณาเพิ่มอีก 6 รายการ เพื่อให้สามารถกำกับราคาได้เข้มข้นขึ้น
เรื่องการตรวจสอบต้นทุนสินค้าพลังงานได้มีการเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิจารณาต้นทุนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อทบทวนโครงสร้างราคาให้เหมาะสม แม้ว่าการกำหนดราคาจะอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะของกระทรวงพลังงาน
ขณะที่ตรวจสอบการจำหน่ายและราคา มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายในและพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายและราคาสินค้าทุกวัน ปัจจุบันตรวจสอบแล้วกว่า 4,000 แห่ง และจัดการเรื่องร้องเรียนจากประชาชนประมาณ 400 กว่าเรื่อง แก้ปัญหาไปได้แล้วกว่าครึ่ง
คุณศุภจี ระบุถึง โครงการ "สินค้าไทยช่วยไทย" ซึ่งได้ร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง เพื่อจัดหาสินค้าจำเป็นกว่า 1,000 รายการ มาลดราคาพิเศษเฉลี่ย 25-50% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ครอบคลุมทั่วประเทศ
พัฒนาสินค้าชุมชน ใช้กลไกของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการสนับสนุนสินค้าชุมชนให้เข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายทั้งห้างสรรพสินค้า โชวห่วย ร้านค้าปลีกค้าส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์
นอกจากนี้โครงการ "ธงฟ้า" สู่ชุมชน คือการ ขยายโครงการธงฟ้าลงสู่ชุมชนเปราะบางโดยตรงกว่า 500 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม รวมถึงจัดรถธงฟ้าเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด
วัตถุดิบนำเข้า: ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบที่สำคัญ เช่น ปุ๋ย น้ำมันเชื้อเพลิง และปิโตรเคมี ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบ (มีเรือบรรทุกปุ๋ย 5 ลำติดค้าง)
ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า: ทำงานร่วมกับเกษตรกรและกระทรวงเกษตรฯ เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า โดยเฉพาะปุ๋ย เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน และมั่นใจว่าต้นทุนที่เข้ามาถูกต้อง
จัดการผลกระทบต่อการส่งออก: พยายามเจรจาเพื่อลดผลกระทบจากการส่งออกที่ชะงัก (เช่น การส่งข้าวไปอิรัก) และเร่งหาตลาดใหม่เพิ่มเติม (เช่น กลุ่มประเทศแอฟริกาและละตินอเมริกา) เพื่อลดความเสียหายต่อภาคการส่งออกให้เหลือน้อยที่สุด
สำหรับช่วงสุดท้ายในการตอบคำถามคำถามจากสื่อมวลชน รัฐบาลย้ำว่า กลไกบริหารจัดการราคาน้ำมันปัจจุบันกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงทำงานอยู่การกำหนดราคาน้ำมันสุดท้ายสำหรับผู้บริโภคเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างกองทุนน้ำมันและอัตราภาษีสรรพสามิต สามารถปรับลดภาษีสรรพสามิตหรือเพิ่มอัตราการชดเชยจากกองทุนน้ำมันเพื่อสะท้อนราคาน้ำมันทันที โดยรัฐบาลติดตามราคาน้ำมันตลาดโลกอย่างใกล้ชิดและใช้ทั้งสองกลไกนี้เพื่อรักษาราคาน้ำมันสุดท้ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับผู้บริโภค เนื่องจากราคาน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน
ส่วนนโยบาย "คนละครึ่งพลัส" มีการหารือและเตรียมการทางเทคนิคสำหรับนโยบาย "คนละครึ่งพลัส" ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งมาตรการในอนาคตเพื่อเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันทันทีที่รัฐบาลมีคำสั่ง