
เวิลด์แบงก์-คลัง ผนึกกำลัง ชี้เศรษฐกิจไทยถึงจุดเปลี่ยน
ธนาคารโลกร่วมกับกระทรวงการคลัง เปิดตัวรายงานเจาะลึกเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ประจำปี 2569 โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างภาคการผลิตสู่ยุคใหม่อย่างยั่งยืน พร้อมเผยยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและการเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกที่เปรียบเสมือน "โอลิมปิกทางการเงิน" ในช่วงปลายปีนี้
คุณเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา แถลงวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคว่า แม้ในปัจจุบันสภาวะการเติบโตทั่วโลกจะอยู่ในช่วงชะลอตัว ซึ่งส่งผลให้ไทยได้รับผลกระทบจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยธนาคารโลกคาดการณ์การเติบโตของไทยในปี 2569 ไว้ที่1.6% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองคือแนวโน้มในปี 2570 ซึ่งคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นสู่ 2.3% จากปัจจัยบวกด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง และการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของภาคการท่องเที่ยวหลังการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
“เราทราบดีว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน แต่เราก็ทราบเช่นกันว่าผลิตภาพ (Productivity) บางส่วนเริ่มคงที่ และสัดส่วนภาคการผลิตต่อ GDP ลดลงจาก 31% ในปี 2553 เหลือเพียง 25% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นี่คือโอกาสให้เกิดการยกระดับและการปรับปรุงฐานอุตสาหกรรมของไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” คุณเมลินดากล่าว
ประเด็นหลักที่รายงานฉบับนี้เน้นย้ำคือการที่ภาคการผลิตของไทยมีสัดส่วนต่อ GDP ลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 31% ในปี 2553 เหลือเพียง 25% ในปัจจุบัน ประกอบกับผลิตภาพที่เริ่มคงที่ จึงเป็นสัญญาณเตือนให้ไทยต้องเร่ง "อัปเกรดและปรับฐานอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" (Greening the Industrial Base) เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะใน 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โซลาร์เซลล์ (Solar PV) และเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน
หากไทยสามารถยกระดับห่วงโซ่มูลค่าในกลุ่มนี้ได้ จะช่วยเพิ่มมูลค่า GDP ได้สูงถึง 2.9% ภายในปี 2578 และเป็นการสร้างงานคุณภาพสูงให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน
ด้านนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "Thailand’s New Horizons: Empowering People and Building Resiliency" ระบุว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับรายงานของธนาคารโลกฉบับนี้ เนื่องจากมีประเด็นเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารจัดการเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะนั้นมีการคาดการณ์ว่าไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาอาจเติบโตเพียง 0.3% แต่ด้วยการเร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างรวดเร็ว ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
คุณเบญจรงค์เปิดเผยว่า ภายใต้การทำงานที่แข่งกับเวลา รัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายที่เรียกว่า "Quick Big Win" ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 96% ทั้งการลดภาระค่าครองชีพประชาชน และการวางรากฐานการเติบโตใหม่ๆ โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังภายใต้กรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะควบคุมหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้กรอบ 70% ของ GDP และมีเป้าหมายให้สัดส่วนหนี้เริ่มทยอยลดลงในอนาคตเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเดินหน้ามาตรการส่งเสริมสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการ Soft Loan และ SME Credit Boost เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาหนี้สินที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยรัฐบาลเชื่อว่าหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่คือการอัปสกิลและรีสกิลทักษะของประชาชนไทย เพื่อให้พร้อมรับการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต โดยเน้นการสร้างแรงจูงใจมากกว่าการบังคับเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในช่วงท้ายของการแถลง คุณเบญจรงค์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของปี 2569 ในฐานะที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่งานนี้จะกลับมาจัดที่ประเทศไทยอีกครั้ง โดยคาดว่าจะมีผู้นำทางการเงิน ผู้ว่าการธนาคารกลาง และนักลงทุนกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งรัฐบาลจะใช้เวทีนี้ภายใต้แนวคิด "Thailand's New Horizon" เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ในการยกระดับทุนมนุษย์และการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ (Resilience) ให้โลกเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นผู้เล่นหลักใน Global Supply Chain และเศรษฐกิจไทยพร้อมที่จะเติบโตสู่ระดับ 3% อย่างมีเสถียรภาพ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันนำข้อเสนอแนะจากรายงานฉบับนี้ไปปฏิบัติจริง
รายงาน Thailand Economic Monitor ฉบับล่าสุดของธนาคารโลก ได้ระบุถึง "โอกาสที่ยังไม่ได้นำมาใช้" ของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าสีเขียวขั้นสูง โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันดัชนีความซับซ้อนของสินค้าสีเขียว (Green Complexity Index) ของไทยอยู่ที่ 0.7 ซึ่งยังต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงซึ่งควรจะอยู่ที่ 1.4 การขยับขึ้นไปสู่จุดนั้นได้ จำเป็นต้องมุ่งเน้นใน 3 อุตสาหกรรมหลักที่มีฐานการผลิตเดิมแข็งแกร่งและมีอนาคตสดใสในตลาดโลก
1. ยานยนต์ไฟฟ้า (EV): จากฐานผลิตชิ้นส่วนสู่ศูนย์กลาง EV ครบวงจร แม้การผลิตรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะเริ่มชะลอตัวลง แต่ไทยยังมีจุดแข็งที่สำคัญคือห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ที่ครอบคลุม ผลการศึกษาพบว่า 80% ของยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยสามารถปรับใช้กับ EV ได้ทันที โดยมีเพียง 19% เท่านั้นที่ต้องปรับปรุงเพียงเล็กน้อย หากไทยเร่งยกระดับการผลิตแบตเตอรี่และระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง จะช่วยรักษาการจ้างงานกว่า 570,000 ตำแหน่ง และทำให้ไทยกลายเป็นฮับ EV ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 4.3% ของการส่งออกรวม
2. พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV): ก้าวข้ามการประกอบสู่การผลิตมูลค่าสูง อุตสาหกรรม Solar PV ของไทยมีการเติบโตที่ก้าวกระโดด โดยสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 0.5% ในปี 2561 เป็น 1.9% ในปี 2566 ซึ่งถือเป็นอัตราที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการผลิตของไทยยังกระจุกตัวอยู่เพียง "การประกอบแผง" (Module Assembly) ธนาคารโลกเสนอแนะว่าไทยควรขยับเข้าสู่ส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น การผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ และอินเวอร์เตอร์ เพื่อสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานสีเขียวในระยะยาว
3. เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน: แชมป์โลกที่ต้องรักษาตำแหน่ง ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาดโลกถึง 10% จุดแข็งสำคัญคือไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศระบบ Inverter และสารทำความเย็น R-32 ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความต้องการสูงมากในตลาดโลก หากไทยมีการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน จะช่วยให้ไทยรักษาตำแหน่งผู้นำและสร้างรายได้มหาศาลจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำทั่วโลก
ทั้งนี้ จากการจำลองสถานการณ์ในโมเดล E3-Thailand หากประเทศไทยสามารถเร่งเครื่องในอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ จะสามารถผลักดันให้ GDP ของประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 2.9% ภายในปี 2578 และที่สำคัญจะช่วยสร้างงานใหม่ในกลุ่มทักษะสูงได้ถึงประมาณ 203,000 ตำแหน่ง โดยเฉพาะในภาคอุปกรณ์ไฟฟ้าและยานยนต์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระดับค่าจ้างเฉลี่ยและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง
ดร.เกียรติพงษ์ อริยพฤฒิยา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก ได้เน้นย้ำถึง “จุดโฟกัสเชิงนโยบาย” ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว โดยแบ่งออกเป็น 3 เสาหลักสำคัญ ดังนี้
การยกระดับการแข่งขัน (Competition) ธนาคารโลกเสนอให้ไทยมุ่งเป้าไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศในกิจกรรมที่มีมูลค่าสูง (High-value activities) โดยมีแนวทางปฏิบัติคือการเดินหน้าปฏิรูปเพื่อเพิ่มการแข่งขันในภาคบริการ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โลจิสติกส์ และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบที่ปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด การขยายขนาดธุรกิจ และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
การพัฒนาทักษะแรงงาน (Skills) เป้าหมายสำคัญคือการลดช่องว่างทางทักษะ และเพิ่มขีดความสามารถในการจ้างงาน เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังคนรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยรัฐบาลควรขยายโครงการฝึกอบรมและการรีสกิล ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องของทักษะ และเตรียมบุคลากรให้พร้อมสำหรับกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็ว เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง บริการดิจิทัล และอุตสาหกรรมการผลิตสีเขียว
การปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Rebalancing) ดร.เกียรติพงษ์ ระบุถึงความจำเป็นในการสร้าง "พื้นที่ทางการคลัง" ขึ้นใหม่ เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่สร้างผลิตภาพและเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีข้อเสนอให้ลดการขาดดุลการคลังตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง จัดลำดับความสำคัญของการลงทุนภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ และการขยายฐานรายได้รัฐให้กว้างขึ้น เช่น การปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้เข้าสู่ระดับปกติ และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาษีผ่านแพลตฟอรมดิจิทัล