
ท่ามกลางการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอสในปี 2569 บรรยากาศการเมืองโลกถูกขับเคลื่อนด้วยแรงปะทะตั้งแต่ก่อนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางมาถึง เมื่อผู้นำสหรัฐฯ เลือกปูทางด้วยท่าทีแข็งกร้าวต่อชาติพันธมิตร ทั้งการยกระดับคำขู่เข้าควบคุมกรีนแลนด์ การประกาศจะใช้มาตรการภาษีกับประเทศที่คัดค้านแนวคิดดังกล่าว ไปจนถึงการปล่อยข้อความส่วนตัวของผู้นำยุโรปออกสู่สาธารณะ
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความไม่พอใจให้กับชาติยุโรปเท่านั้น หากยังค่อย ๆ สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประเทศพันธมิตรต่อบทบาทการนำของสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด
ในอีกด้านหนึ่ง จีนกลับใช้จังหวะที่สหรัฐฯ กำลังสร้างความปั่นป่วนกับเครือข่ายพันธมิตร วางตำแหน่งตัวเองขึ้นมาเป็นทางเลือกของ “ผู้นำโลกที่มีเสถียรภาพ” ท่ามกลางผู้นำ นักการเงิน และนักธุรกิจระดับโลก และสัญญาณจากเวทีดาวอสก็สะท้อนว่า มีผู้ฟังไม่น้อยที่เริ่มพร้อมเปิดใจรับสารนี้
เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากโจมตียุโรปด้วยถ้อยคำแข็งกร้าว รองนายกรัฐมนตรีจีน เหอ ลี่เฟิง ขึ้นเวทีการประชุมเศรษฐกิจโลกประจำปีที่เมืองดาวอส ท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ พร้อมย้ำจุดยืนว่าจีน “ได้ปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ของประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันมาโดยตลอด และยืนหยัดสนับสนุนพหุภาคีนิยมและการค้าเสรี” ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้นำโลกกำลังจับตาการมาถึงของทรัมป์ และยิ่งขับเน้นความแตกต่างของน้ำเสียงและท่าทีระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก
เหอกล่าวว่า นับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา สงครามภาษีและสงครามการค้าได้สร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก และกลายเป็นความท้าทายโดยตรงต่อพหุภาคีนิยมและระบบการค้าเสรี โดยเหอย้ำว่าจีนยังคงยืนหยัดในหลักการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโดยไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมแสดงความกังวลต่อแนวโน้มการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นของสหรัฐฯ
รองนายกรัฐมนตรีจีนกล่าวต่อที่ประชุมว่า การค้าเสรีควรได้รับการสนับสนุนอย่างเด็ดเดี่ยว และประเทศต่าง ๆ ควรร่วมกันผลักดันโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์อย่างทั่วถึงและครอบคลุม เขาชี้ว่าแม้สงครามการค้าจะเป็นเกมที่ “ไม่มีผู้ชนะ” แต่ความร่วมมือระหว่างประเทศกลับพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับหลายประเทศ รวมถึงจีนเอง
เหอยังเตือนด้วยว่า โลกไม่ควรถอยกลับไปสู่ “กฎแห่งป่า” ที่ผู้แข็งแกร่งใช้พลังรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า และไม่ควรปล่อยให้มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษจากความได้เปรียบด้านอำนาจ จีนให้ความสำคัญกับฉันทามติ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความร่วมมือ มากกว่าความแตกแยกและการเผชิญหน้า พร้อมเสนอว่า “แนวทางของจีน” คือคำตอบต่อปัญหาร่วมของโลก
ภายใต้บริบทดังกล่าว ภาพที่จีนพยายามส่งออกไปบนเวทีดาวอสจึงเป็นบทบาทของคู่ถ่วงที่สุขุม รอบคอบ และเชื่อถือได้ เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายต่างประเทศแบบ “Shock and Awe” ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งเน้นแรงกดดัน การข่มขู่ และการสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อพันธมิตรและคู่แข่ง
ยุทธศาสตร์นี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างระเบียบโลกซึ่งเขามองว่าถูกครอบงำอย่างไม่เป็นธรรมโดยสหรัฐฯ และพันธมิตร แม้ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศเพื่อนบ้านของจีนจะยังคงแสดงความกังวลต่อพฤติกรรมเชิงรุกของจีนในระดับภูมิภาค รวมถึงประเด็นไต้หวัน แต่บนเวทีโลก จีนเลือกเน้นภาพของความมีเหตุมีผล ความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และบทบาทผู้เล่นที่ยึดกติกาสากลเป็นศูนย์กลาง
แรงสั่นสะเทือนจากความปั่นป่วนทางนโยบายของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนบนเวทีเดียวกัน ผ่านถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ซึ่งกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ระเบียบโลกที่ยึดตามกติกาสากล” เป็นเพียงโครงสร้างที่มีอยู่จริงเพียงบางส่วน พร้อมชี้ว่ามหาอำนาจมักเลือกยกเว้นตนเองจากกติกาเหล่านั้นเมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตนเอง
คำกล่าวจากหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ไม่เพียงสะท้อนความคลางแคลงต่อระบบระเบียบโลกที่สหรัฐฯ เคยเป็นแกนกลาง หากยังกลายเป็นสัญญาณรอยร้าวที่เปิดพื้นที่ให้จีนสามารถขยับบทบาทบนเวทีโลกได้โดยแทบไม่ต้องลงแรงจัดฉากเพิ่มเติม
แม้คาร์นีย์จะไม่ได้ประกาศโอบรับจีนอย่างเปิดเผย และเริ่มต้นสุนทรพจน์ด้วยการพาดพิงถึงลัทธิอำนาจนิยมของสหภาพโซเวียต แต่วาทกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวต่อสาธารณะถึงความเป็นไปได้ในการผนวกแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ และก่อนหน้านี้ไม่นาน แคนาดาก็เพิ่งประกาศยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” กับจีน พร้อมตัดสินใจผ่อนคลายภาษีศุลกากรต่อรถยนต์ไฟฟ้าจีน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยบังคับใช้ตามแนวทางเดียวกับสหรัฐฯ
คาร์นีย์ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเตรียมประเทศให้พร้อมรับ “ระเบียบโลกใหม่” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สะท้อนกรอบความคิดซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของจีนอย่างชัดเจน และยิ่งตอกย้ำภาพการขยับระยะห่างเชิงยุทธศาสตร์ของพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ ภายใต้แรงกดดันจากท่าทีที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ เอง
แนวโน้มในทิศทางเดียวกันเริ่มเห็นได้ชัดในหมู่พันธมิตรสหรัฐฯ รายอื่น โดยอังกฤษภายใต้การนำของเคียร์ สตาร์เมอร์ เริ่มส่งสัญญาณว่าต้องการขยายการมีส่วนร่วมกับจีนมากขึ้น ขณะที่ล่าสุดรัฐบาลอังกฤษได้ไฟเขียวให้จีนก่อสร้างสถานทูตขนาดใหญ่ใกล้ย่านการเงินของกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณทางการเมือง มากกว่าประเด็นทางการทูตตามปกติ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความวิตกที่เพิ่มขึ้นว่าโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังบ่อนทำลายระบบพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ รวมถึงความเป็นเอกภาพขององค์การนาโต โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์ไม่เคยปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเข้าควบคุมดินแดนของเดนมาร์กอย่างกรีนแลนด์ ท่าทีดังกล่าวยิ่งสะท้อนความไม่แน่นอนเชิงยุทธศาสตร์ที่ผลักดันให้ประเทศพันธมิตรตะวันตกบางส่วนเริ่มมองหาพื้นที่ทางเลือกใหม่บนเวทีการเมืองโลก
สำหรับจีน สถานการณ์นี้ถือเป็นจังหวะที่เอื้อต่อการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขยายรอยร้าวระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป การรักษาตำแหน่งของตนเองในโครงสร้างเศรษฐกิจโลก หรือการเดินหน้าผลักดันวาระเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของจีน แม้หลายประเทศยังจับตาดุลการค้าเกินดุลประจำปีของจีนที่พุ่งสูงถึงราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่าอาจกลายเป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศทั่วโลก รวมถึงในยุโรป
สำหรับประเด็นดังกล่าว รองนายกรัฐมนตรีเหออาศัยเวทีดาวอสย้ำว่าจีน “ไม่เคยแสวงหาดุลการค้าเกินดุล” หากแต่กลับตกเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า จุดยืนที่แข็งกร้าวแต่สุขุมนี้ได้รับการตอบรับด้วย “เสียงปรบมืออย่างจริงใจและกึกก้อง” จากผู้เข้าร่วมประชุมบนเวทีดาวอส
ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ท่ามกลางความสั่นคลอนของระเบียบโลกเดิมและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น จีนกำลังค่อย ๆ ขยับสถานะของตนเองขึ้นมาอย่างเป็นระบบ บนเวทีการเมืองและเศรษฐกิจโลก