Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
จีนเกิดต่ำสุดตั้งแต่ตั้งประเทศ ตายมากกว่าเกิด 4 ปีซ้อน แจกเงินไม่ช่วย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

จีนเกิดต่ำสุดตั้งแต่ตั้งประเทศ ตายมากกว่าเกิด 4 ปีซ้อน แจกเงินไม่ช่วย

19 ม.ค. 69
15:04 น.
แชร์

อัตราการเกิดของจีนในปีที่ผ่านมา ลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2492 ตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างด้านประชากรที่กำลังกดดันรัฐบาลปักกิ่งอย่างหนัก แม้ทางการจะเร่งออกมาตรการหลากหลายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้น ตั้งแต่การให้เงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ไปจนถึงการจัดเก็บภาษียาคุมกำเนิดและถุงยางอนามัย เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของคู่สมรสรุ่นใหม่ก็ตาม

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ ระบุว่า ในปี 2568 อัตราการเกิดต่อประชากร 1,000 คน ลดลงเหลือเพียง 5.6 คน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะที่จำนวนทารกแรกเกิดลดลงถึง 1.6 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการหดตัวมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลให้จำนวนเด็กที่เกิดใหม่ทั่วประเทศเหลือเพียง 7.9 ล้านคน สะท้อนแรงกดดันระยะยาวต่อโครงสร้างแรงงาน ระบบสวัสดิการ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในอนาคต

ตัวเลขประชากรสะท้อนแรงกดดัน มาตรการรัฐขยายวง แต่ผลที่ได้ยังจำกัด

รัฐบาลจีนรายงานในวันนี้ว่า ในปี 2568 จีนมีเด็กเกิดใหม่เพียง 7.92 ล้านคน ลดลงจาก 9.54 ล้านคนในปี 2567 ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 11.31 ล้านคน ส่งผลให้อัตราการเกิดของจีนต่ำกว่าการตายเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน พร้อมกับอัตราการเกิดต่อประชากร 1,000 คนที่ลดลงเหลือ 5.63 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

อัตราการเกิดที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องดังกล่าว ทำให้ในปี 2568 ประชากรจีนโดยรวมลดลงสุทธิ 3.39 ล้านคน ท่ามกลางโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนราว 23% ของประชากรทั้งหมด 

นักวิชาการด้านประชากรศาสตร์มองว่า แม้หลายประเทศทั่วโลกจะเผชิญอัตราการเกิดที่ลดลงในทิศทางเดียวกัน แต่ปัญหานี้ทวีความรุนแรงเป็นพิเศษสำหรับจีน เนื่องจากจำนวนเด็กที่เกิดใหม่น้อยลงย่อมหมายถึงกำลังแรงงานในอนาคตที่หดตัว ซึ่งเป็นปัจจัยลบในช่วงเวลาที่รัฐบาลจีนตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี และผลักดันประเทศให้ขยับเข้าใกล้สถานะประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังแรงงาน ระบบบำนาญ และระบบสวัสดิการสังคมของจีนที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา โดยมีการประเมินว่าจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปของจีนอาจเพิ่มขึ้นเป็นราว 400 ล้านคนภายในปี 2578 ซึ่งจะกลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้เริ่มปรับอายุเกษียณขึ้น และวางแผนทยอยเพิ่มอย่างเป็นขั้นเป็นตอนภายในปี 2583 เป็น 63 ปีสำหรับผู้ชาย 58 ปีสำหรับผู้หญิงที่ทำงานสำนักงาน และ 55 ปีสำหรับผู้หญิงในภาคโรงงาน อย่างไรก็ตาม แม้อายุเกษียณของจีนจะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยกลับแสดงความไม่เต็มใจในการสมทบกองทุนบำนาญของรัฐ ท่ามกลางภาระทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น 

เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราเกิดต่ำ ผู้นำจีน โดยเฉพาะ สี จิ้นผิง ได้เรียกร้องให้สร้าง “วัฒนธรรมการแต่งงานและการมีบุตรแบบใหม่” พร้อมขอให้หน่วยงานรัฐมีบทบาทในการชี้นำทัศนคติของคนรุ่นใหม่ต่อความรัก การแต่งงาน การมีบุตร และครอบครัว ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากจีนผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียวเมื่อราวสิบปีก่อน และอนุญาตให้มีลูกได้สองคน ก่อนที่จะขยายเป็นสามคนในปี 2564 แต่จำนวนการเกิดกลับยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในระดับท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐจีนได้ออกมาตรการหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การติดตามรอบเดือนของผู้หญิง การออกแนวทางลดการทำแท้งที่ไม่จำเป็นทางการแพทย์ ไปจนถึงการรณรงค์ให้ประชาชนแต่งงานมากขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มที่อัตราการแต่งงานของจีนปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่อัตราการหย่าร้างกลับเพิ่มสูงขึ้น

ล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 รัฐบาลจีนได้เริ่มจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 13% สำหรับยาคุมกำเนิดและถุงยางอนามัย แม้นโยบายดังกล่าวจะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ามุ่งเพิ่มอัตราการเกิดโดยตรง แต่ในสายตาของประชาชนจำนวนมาก มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐในการผลักดันให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้น

ปฏิกิริยาบนสื่อสังคมออนไลน์ต่อมาตรการดังกล่าวมีทั้งการตั้งคำถามและการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงเสียดสี บางความเห็นชี้ว่าถุงยางอนามัยไม่ได้มีบทบาทเพียงในการคุมกำเนิดเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ขณะที่ความคิดเห็นบางส่วนถูกลบออกภายใต้ระบบกำกับดูแลเนื้อหาของรัฐ

ขณะเดียวกัน มาตรการจูงใจในรูปแบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินสนับสนุนหรือโครงการที่อยู่อาศัยอุดหนุนสำหรับคู่สมรส ก็ยังไม่สามารถสร้างแรงกระตุ้นให้จำนวนการเกิดเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนยังคงเดินหน้ามาตรการต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป จะมอบเงินสนับสนุนแบบเหมาจ่ายปลอดภาษีปีละ 3,600 หยวน หรือราว 16,167 บาท ให้แก่ผู้ปกครองที่มีสิทธิ สำหรับบุตรทุกคนจนถึงอายุ 3 ปี

คนรุ่นใหม่ชะลอการแต่งงานและการมีบุตร

สำหรับคนหนุ่มสาวจีน การตัดสินใจไม่มีลูกหรือเลื่อนการมีครอบครัวออกไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคายาคุมหรือถุงยาง แต่ผูกโยงกับต้นทุนการใช้ชีวิตและการเลี้ยงดูบุตรที่สูงขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาวะเงินผืด วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ การบริโภคที่ซบเซาเรื้อรัง และอัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนที่ยังอยู่ในระดับสูง บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากยังไม่สามารถหางานที่มีรายได้มั่นคง และต้องพึ่งพาครอบครัวในระบบสวัสดิการที่ยังไม่ครอบคลุม

โจนาธาน จู วัย 28 ปี ระบุกับสำนักข่าว The New York Times ว่า การขึ้นราคาถุงยางไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของเขา และเขายังคงเลือกชะลอการมีบุตรด้วยเหตุผลด้านการเงิน ขณะที่แฟนสาวของเขา หู ถิงเยี่ยน วัย 26 ปี เห็นตรงกันว่า ราคาถุงยางไม่ใช่ปัจจัยในการตัดสินใจมีลูก บนสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ใช้งานจำนวนมากแสดงความคิดเห็นว่า แม้ราคาถุงยางจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนอย่างเทียบกันไม่ได้

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในปี 2568 ซึ่งมีการประกาศพร้อมกันในวันนี้ ได้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ระดับ 5% โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม สัญญาณชะลอตัวเริ่มปรากฏชัดในช่วงปลายปี เมื่ออัตราการเติบโตในไตรมาสสุดท้ายลดลงเหลือ 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกัน การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรกลับหดตัวอย่างรุนแรงถึง 3.8% สะท้อนความเปราะบางของอุปสงค์ภายในประเทศและความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ท่ามกลางแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

ภาพรวมทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า วิกฤติประชากรของจีนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเชิงนโยบาย หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และค่านิยมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายระยะยาวที่รัฐบาลจีนต้องเผชิญต่อไป

อ้างอิง: The New York Times, Nikkei Asia


แชร์
จีนเกิดต่ำสุดตั้งแต่ตั้งประเทศ ตายมากกว่าเกิด 4 ปีซ้อน แจกเงินไม่ช่วย