Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ยุบสภาอาจกระทบเศรษฐกิจ นโยบายอะไรเสี่ยงชะงัก? มีประเด็นไหนต้องสะสาง?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ยุบสภาอาจกระทบเศรษฐกิจ นโยบายอะไรเสี่ยงชะงัก? มีประเด็นไหนต้องสะสาง?

12 ธ.ค. 68
13:00 น.
แชร์

การประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างเป็นทางการของประเทศไทย รัฐบาลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ต้องปรับสถานะเป็น “รัฐบาลรักษาการ” ซึ่งมีอำนาจจำกัดตามกรอบรัฐธรรมนูญ ขณะที่บรรยากาศทางการเมืองภายนอกเริ่มขยับเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดวันเลือกตั้ง การเปิดรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเตรียมเดินหน้าหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งจะทยอยเกิดขึ้นในลำดับถัดไป

แม้การยุบสภาครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเคยส่งสัญญาณถึงเงื่อนไขไว้ก่อนหน้าว่าอาจจะมีการยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม ก่อนมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่จังหวะเวลาที่เกิดขึ้นจริงถือเป็นระยะที่ใกล้ และเท่ากับว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยซึ่งมีโครงสร้างเปราะบาง ได้บริหารประเทศด้วยอำนาจเต็มเพียงราว 2 เดือนกว่า และยุบสภาเร็วกว่ากำหนดเดิมประมาณ 1 เดือนครึ่ง 

ท่ามกลางโจทย์ท้าทายที่ยังค้างคาอยู่รอบด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่ำกว่าคาด ความตึงเครียดตามแนวชายแดน ไปจนถึงภารกิจการเจรจาระหว่างประเทศที่ต้องการความต่อเนื่องทางนโยบาย เศรษฐกิจของไทยอาจได้รับผลกระทบจากการเข้าสู่ช่วงสุญญากาศทางการเมืองในระยะสั้น

การเมืองในโหมดสุญญากาศทางนโยบาย

ทันทีที่สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ กลไกนิติบัญญัติหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ประเทศเข้าสู่ภาวะที่หลายฝ่ายเรียกว่า “สุญญากาศทางนโยบาย” เนื่องจากไม่มี ส.ส. ทำหน้าที่พิจารณากฎหมายใหม่ นโยบายจำนวนมากที่ต้องอาศัยความเห็นชอบของสภาจึงถูกแช่แข็งไว้ชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำงบประมาณใหม่ กฎหมายด้านภาษี กฎหมายปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างประเทศในระยะยาว

แม้ประเทศยังสามารถเดินหน้าต่อได้ผ่านระบบรัฐบาลรักษาการ แต่การทำงานถูกจำกัดอยู่ในกรอบ “งานประจำ” การบริหารราชการปกติ และการแก้ปัญหาฉุกเฉินที่จำเป็นเท่านั้น รัฐบาลไม่สามารถดำเนินนโยบายใหม่ที่ผูกพันรัฐบาลชุดถัดไป ไม่สามารถลงนามสัญญารัฐขนาดใหญ่ หรือปรับโครงสร้างประเทศในเชิงลึกได้ 

ผลลัพธ์คือ ความเร็วในการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ข้าราชการระดับสูงจำนวนมากอาจเลือกชะลอการตัดสินใจในเรื่องใหญ่หรือโครงการสำคัญ เพื่อรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามากำหนดทิศทางอย่างชัดเจน ส่งผลให้หลายโครงการเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “เกียร์ว่าง” โดยปริยาย

เศรษฐกิจชะลอ ความเชื่อมั่นรอความชัดเจน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการยุบสภาจะเกิดขึ้นทันทีในมิติของความเชื่อมั่น นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมีท่าทีระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากยังไม่ทราบว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเป็นใคร และจะกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง และการลงทุนไปในทางใด ภาคเอกชนจำนวนมากจึงอาจชะลอแผนการลงทุนเพื่อรอความชัดเจน โดยเฉพาะโครงการที่ต้องพึ่งพานโยบายรัฐหรือสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ

ในฝั่งรัฐบาล นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า มาตรการเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนมีความเสี่ยงสะดุด โดยเฉพาะชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายวาระที่รัฐบาลตั้งใจผลักดันก่อนยุบสภา โดยข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 0.5% ทำให้มาตรการ “Quick Big Win” ของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้เข้าสู่ภาวะชะงักงัน

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จาก Aira Securities และ Trinity Securities มองว่า มาตรการที่ประชาชนและภาคธุรกิจตั้งความหวังไว้ เช่น คนละครึ่งเฟส 2 โครงการ Easy E-receipt โครงการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รวมถึงโครงการบัญชีออมและลงทุนส่วนบุคคล (TISA) มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่หรือโครงการที่มีงบประมาณผูกพันรัฐบาลถัดไปได้

ล่าสุด นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 จำเป็นต้องชะลอการดำเนินการไว้ก่อน เนื่องจากติดข้อจำกัดตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ไม่สามารถเดินหน้าโครงการได้ในช่วงเวลานี้

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ทั้งโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 รวมถึงการเจรจาด้านภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกา ยังต้องรอความชัดเจนจากการชี้แจงของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย รวมถึงความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนกำหนดทิศทางการดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก สศช. ยังชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลส่งผลให้กระบวนการพิจารณางบประมาณปี 2570 ล่าช้ากว่าปกติโดยเฉลี่ยราว 90 วัน ขณะที่อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐคาดว่าจะทำได้เพียงประมาณ 70% ของกรอบงบทั้งหมด ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งปีแรกอาจได้รับผลกระทบจากภาวะสุญญากาศทางการเมือง และในไตรมาสที่ 4 มีความเสี่ยงเกิดสุญญากาศด้านงบประมาณภาครัฐเพิ่มเติม อีกทั้งหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น อุทกภัยหรือภัยพิบัติ การใช้งบกลางอาจไม่คล่องตัว ซึ่งทั้งหมดนี้เพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ “ขาลง” มากขึ้น แม้ผลกระทบต่อ GDP ในระยะสั้นอาจยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจนก็ตาม

ภารกิจค้างคาและโจทย์ใหญ่ที่ยังต้องสะสาง

ท่ามกลางข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการ ยังมีภารกิจสำคัญที่รัฐบาลต้องดำเนินการต่อ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและสถานการณ์ฉุกเฉิน การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นเป็นรอบที่สองและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการค้า การท่องเที่ยว และภาคเกษตรในหลายจังหวัดชายแดนภาคอีสาน ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมบางแห่งจำเป็นต้องหยุดดำเนินการ ภารกิจด้านชายแดนจึงอาจถูกมองว่าเป็น “ภารกิจพิเศษ” ที่รัฐบาลรักษาการยังต้องใช้อำนาจในการดูแล

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการฟื้นฟูพื้นที่ภาคใต้หลังประสบอุทกภัยรุนแรงใน 9 จังหวัด ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งฟื้นฟู การเข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการทำให้เกิดความกังวลว่าการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือทั้งการแจกเงินเยียวยา และการฟื้นฟูอาจล่าช้าหรือสะดุดลง และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและผู้ประสบภัยในพื้นที่

ขณะเดียวกัน การเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นภารกิจใหญ่ที่ยังค้างอยู่ ก็ต้องอาศัยเสถียรภาพและอำนาจเต็มของรัฐบาลในการตัดสินใจ หากมีการติดต่อหรือข้อเสนอจากมหาอำนาจในช่วงนี้ รัฐบาลอาจเกิดข้อจำกัดในการตอบสนอง ไม่สามารถทำข้อตกลงใดๆ ที่จะส่งผลผูกพันต่อรัฐบาลในอนาคตได้

ในภาพรวม นโยบายต่างประเทศของไทยจึงอยู่ในโหมด “ประคอง” มุ่งรักษาเสถียรภาพ หลีกเลี่ยงการลงนามข้อตกลงระยะยาวที่ผูกพันรัฐบาลถัดไป ซึ่งส่งผลต่อความร่วมมือในกรอบอาเซียน ความสัมพันธ์กับจีน สหรัฐฯ และโครงการทวิภาคีอื่น ๆ ช่วงรอยต่อระหว่างการยุบสภาและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จึงไม่ใช่เพียงช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของนโยบายเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศ ในปีที่เศรษฐกิจโลกหมุนเร็ว ความล่าช้าเพียงไม่กี่เดือนอาจสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป


แชร์
ยุบสภาอาจกระทบเศรษฐกิจ นโยบายอะไรเสี่ยงชะงัก? มีประเด็นไหนต้องสะสาง?