
MAGURO Group จุดเริ่มต้นจากร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียม สร้างปรากฎการณ์ “ร้านซูชิคิวยาว” ที่ผู้บริโภคยอมต่อแถวตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว
ผ่านมากว่า 10 ปี MAGURO ไม่ได้หยุดอยู่แค่ร้านเครืออาหารญี่ปุ่น แต่มีทั้งอาหารเกาหลี และอาหารสไตล์ตะวันตก จนตอนนี้ MAGURO Group มีร้านในเครือกว่า 54 ร้านค้า กว่า 8 แบรนด์ ต่อยอดความสำเร็จจนมีนามสกุลมหาชนเป็นที่เรียบร้อย
ซึ่งล่าสุด MAGURO Group ได้ประกาศเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ ลุยอาหารสัญชาติไทยเป็นครั้งแรกของเครือ ด้วยแบรนด์ Chopman (ช็อปแมน) ข้าวมันไก่คราฟต์
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ทำไม MAGURO Group ถึงเลือกเปิดประตูอาหารไทยด้วย ‘ข้าวมันไก่’ แถมร้าน Chopman ยังเป็นแบรนด์แรกในเครือที่ไม่มีหน้าร้าน และจำกัดการขายเพียง 100 ชุดผ่านช่องทางเดลิเวอรีเท่านั้นซึ่งเป็นโมเดลที่ MAGURO ยังไม่เคยทำมาก่อน
บทความนี้ทีม SPOTLIGHT ได้มีโอกาสพูดคุยสุด exclusive กับ คุณจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO Group
คุณจักรกฤติ ได้เล่าให้ทีม SPOTLIGHT ฟังว่า แม้ว่าจุดเริ่มต้นของ MAGURO จะเริ่มต้นจากอาหารญี่ปุ่น แต่เมื่อแบรนด์เติบโตไปเรื่อยๆบริษัทก็อยากพัฒนาอาหารสัญชาติอื่นๆเพื่อให้ ecosystem ของ MAGURO Group มีความแข็งแรง ตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลากหลายกลุ่มมากขึ้น
ซึ่งระหว่างการเดินทางของ MAGURO หนึ่งในอาหารที่ทางผู้บริหาร MAGURO อยากทำมากที่สุด นั่นก็คือ “อาหารไทย” อาหารประเทศบ้านเกิดที่มีความคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก เลยได้มีการปรึกษากันว่าหากจะทำอาหารไทย เราจะทำเมนูไหน และที่สำคัญคือช่องว่างทางตลาดตอนนี้ยังมีอะไรที่พอให้ MAGURO Group ลงเป็นเล่นได้ ?
คำตอบก็คือ ‘ข้าวมันไก่’ เมนูโปรดของคนไทยหลายคน อาหาร Comfort Food ของทุกบ้าน ทานง่าย ทานได้ทุกอายุ รสไม่จัด จุดแข็งคือของเมนูนี้คือ ทุกคนกินได้ไม่ได้เฉพาะกลุ่มมากจนเกินไป
ส่วนช่องว่าการตลาดที่ MAGURO Group เห็น คุณจักรกฤติ ได้แชร์มุมมองต่อตลาดข้าวในไก่ในประเทศไทยให้ทีม SPOTLIGHT ฟังว่า ข้าวมันไก่แม้เป็นอาหารที่เราคุ้นชินกันมาตั้งแต่เด็กเห็นมาตั้งแต่จานละหลักสิบที่ขายริมทางไปจนถึงข้าวมันไก่ขึ้นห้างจานหลักร้อย สูตรก็มีตั้งแต่สูตรไหหนาน สูตรสิงคโปร์ไปจนถึงสูตรไทย แต่กลับยังไม่มีร้านไหนเลือกที่จะยกระดับประสบการณ์อาหารประเภทนี้ให้ดีขึ้น
โดย MAGURO Group มีความเชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งมีองค์ประกอบ แนวคิด และความปราณีตในการประกอบการเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงคิดว่าน่าจะประยุกต์กับแบรนด์ Chopman ได้เป็นอย่างดี ในแบบ “ข้าวมันไก่เรื่องราวใหม่ ในรูปแบบใหม่”
Chopman (ช็อปแมน) จะเป็นแบรนด์ข้าวมันไก่คราฟต์ สูตรไหนาน-สิงคโปร์-ไทย ไก่พันธุ์คัดพิเศษ เนื้อนุ่มเด้ง ฉ่ำคอลลาเจน ส่วนข้าวจะเป็นข้าวมันหุงสมุนไพร พร้อมกับน้ำจิ้มรสเด็ด 4 แบบ สูตรเฉพาะของทางร้าน โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 149 บาท
ความน่าสนใจของ Chopman คือโมเดลการขายที่ให้บริการในรูปแบบเฉพาะผ่านเดลิเวอรีอย่างเดียว เปิดขายผ่านแพลตฟอร์ม GRAB และ LINEMAN ตั้งแต่เวลา11.00 - 21.30น. เท่านั้น และจำกัดการขายเพียงแค่ 100 เซ็ท/วัน
หากเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในวงการอาหาร นี่คือโมเดลเริ่มต้นที่ประหยัดต้นทุนที่สุด เพราะการเปิดหน้าร้านนั้นจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก้อนโตทั้งการก่อสร้าง ค่าเช่าที่ รวมถึงค่าพนักงาน
แต่ MAGURO Group บริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำร้านอาหานทำไมกลับใช้โมเดลนี้?
คุณจักรกฤติ ได้เปิดใจแชร์มุมมองให้ทีม SPOTLIGHT ฟังว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ในส่วนของการทำธุรกิจก็จะต้องคิดหน้าคิดหลังเยอะขึ้น ในปีนี้ MAGURO Group มีแผนในการเปิด 2 ร้านแบรนด์ใหม่ นั่นก็คือ Kaiten Sushi Ginza Onodera ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียม และ IPPE KOPPE ร้านแกงกระหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับอยู่แล้ว
ตัว Chopman จึงอยากเป็นโปรเจกต์ที่ค่อยๆพัฒนาอย่างไม่รีบเร่ง โดยมองว่าตอนนี้คือช่วงเวลาทดลอง ในการปรับปรุงสูตร เมนูอาหารให้ดีที่สุดก่อนเปิดหน้าล่างเพื่อลดความเสี่ยง โดยคาดว่าน่าจะใช้เวลา 6 เดือน – 1 ปีในการเตรียมความพร้อมในการเปิดหน้าร้าน
และที่จำกัดจำนวนขาย 100 เช็ท/วัน เพื่อควบคุมคุณภาพ อยากเก็บคอมเมนต์และฟีคแบคจากลูกค้าก่อน โดยตอนนี้มี Cloud Kitchen อยู่ที่เอกมัย และหากทีมงานสามารถขยายสเกลขึ้นได้ก็มีแผนว่าจะใช้สาขาทั้งหมดของ MAGURO กว่า 54 สาขาเป็น Cloud Kitchen ในการกระจายสินค้า ก่อนที่จะเปิดหน้าร้านอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ คุณจักรกฤติ ยังได้เปิดเผยว่า สำหรับ Position ของร้าน Chopman ก็จะเป็นอีกหนึ่งร้านในเครือ MAGURO Group ที่เป็นร้านข้าวมันไก่ เจาะกลุ่มครอบครัว เปิดในศูนย์การค้า
คุณจักรกฤติ ได้เล่าให้ทีม SPOTLIGHT ฟังว่า 3 ปีหลังจากโควิด-19 ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ซึ่งในปี 2568 MAGURO Group มีรายได้รวม 1,981 ล้านบาท เติบโต 44% มีกำไรสุทธิ 149 ล้านบาท เติบโตกว่า 54% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีรายได้รวม 1,373 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 97 ล้านบาท
ส่วนในปี 2569 ตั้งเป้าการเติบโตมีรายได้เติบโตกว่า 30% โดยขยายสาขาจากแบรนด์ภายในเครือฯ เพิ่มกว่า 20 ร้าน รวมเป็นจำนวนกว่า 73 ร้าน ภายในสิ้นปี 2569
โดยปัจจุบัน MAGURO Group มีร้านอาหารในเครือรวมทั้งหมดจำนวน 54 ร้าน จาก 8 แบรนด์ ได้แก่