
จากนาทีชีวิตสู่อนาคตประเทศ! สพฉ. ชงรัฐบาลใหม่... ปรับแนวคิดการแพทย์ฉุกเฉิน... เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐต้องลงทุน เผยงบแพทย์ฉุกเฉินไทยต่อหัว 16 บาทต่ำกว่ามาตรฐานโลก 60 เท่า เพียงพอหรือไม่สำหรับดูแลภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินประชาชนไทย กับเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย
ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมแถลง ข้อเสนอการกำหนดนโยบายของรัฐบาลใหม่ในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย ยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของรัฐที่ต้องลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ขยายความครอบคลุมทุกตำบล มุ่งเป้าลดการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลดอัตราการเสียชีวิตและพิการ พร้อมหนุนเศรษฐกิจด้วยระบบความปลอดภัยระดับมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุน ในเวทีแถลงการณ์ “เสียงจากองค์กรสุขภาพ เพื่อคนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี” ภายใต้การผนึกกำลัง 8 องค์กรสุขภาพ (กระทรวงสาธารณสุข สพฉ. สวรส. สช. สสส. สรพ. สปสช. และสถาบันวัคซีน) ร่วมกันแถลงการณ์ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อพรรคการเมืองหรือว่าที่รัฐบาล เพื่อปฏิรูประบบสุขภาพไทยด้วยการปลดล็อกข้อจำกัดและแก้ไขปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจไทย ณ ห้องประชุม 112 สัปปายะสภาสถาน (รัฐสภา)
ดร.พิเชษฐ์ เปิดเผยว่า “ระบบการแพทย์ฉุกเฉินไม่ใช่เพียงการให้บริการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินเท่านั้น แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นที่รัฐจะต้องลงทุนในเชิงยุทธศาสตร์ ในการสร้างความปลอดภัยและการคุ้มครองประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉิน เพื่อลดการเสียชีวิตและความพิการ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน และแน่นอนว่าไม่เพียงลดความสูญเสียชีวิตเท่านั้น...แต่ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะจากการท่องเที่ยวอีกด้วย”
ปัจจุบัน ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศประสบปัญหาและข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ ความไม่เพียงพอของงบประมาณในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ส่งผลต่อความครอบคลุมของหน่วยปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน ความไม่เพียงพอของหน่วยปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ (Thai Sky Doctor) การขาดแคลนนักฉุกเฉินการแพทย์ (paramedic) ปัจจุบันมีเพียง 1,790 คน เราสามารถผลิตได้จำนวน 210 คนต่อปี ขณะที่ความต้องการที่แท้จริงมีมากกว่า 22,305 คน (ข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2568) ความตระหนักรู้ของประชาชนในการพัฒนาทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น การ CPR การใช้เครื่อง AED เป็นต้น
ความไม่เพียงพอของงบประมาณในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศ สพฉ. ได้รับงบประมาณกองทุนการแพทย์ฉุกเฉินได้รับงบประมาณเฉลี่ยเพียงปีละ 1,050 ล้านบาท โดยจ่ายค่าชดเชยการปฏิบัติการฉุกเฉินในอัตราเดิมที่ต่ำกว่าต้นทุนเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี มีความจำเป็นต้องของบกลางฉุกเฉิน ปีละกว่า 200–300 ล้านบาท ที่สำคัญสัดส่วนงบประมาณด้านการแพทย์ฉุกเฉินต่องบประมาณสุขภาพรวมของประเทศ น้อยกว่าร้อยละ 0.01 คิดเป็น 16 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ ร้อยละ 5-10 เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่เข้มแข็ง เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ มีงบประมาณ 100-1,000 บาทต่อคนต่อปี (World Bank, 2024)
ข้อจำกัดด้านงบประมาณส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานในระดับท้องถิ่น ปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกประมาณ 2,600 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 7,255 แห่ง ที่ยังไม่สามารถดำเนินงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินได้ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงเกือบ 3 ล้านบาทต่อหน่วย สำหรับการจัดซื้อรถฉุกเฉินและจ้างบุคลากร 6-9 คน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ครอบคลุม 24 ชั่วโมง ทำให้ท้องถิ่นขนาดเล็กส่วนใหญ่เลือกที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่น เช่น ถนนหรือไฟฟ้าแทน ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง) เข้าถึงบริการได้เพียงร้อยละ 34.45 ของจำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตทั้งหมด (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2568)
ในปี 2568 ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีบริการสาธารณสุขที่ดีที่เป็นอันดับ 9 ของโลก แต่ระบบการแพทย์ฉุกเฉินยังต้องได้รับการพัฒนาเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุน ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ
จากสภาพปัญหาที่สะสมมายาวนาน ส่งผลต่อความครอบคลุมและมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินตามที่คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินกำหนด อัตราการสูญเสียชีวิต ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุน สุดท้ายส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง
เลขาธิการ สพฉ. ย้ำว่า ข้อเสนอสำคัญที่ สพฉ. ต้องการให้ “ว่าที่รัฐบาล” ขับเคลื่อนเป็นนโยบายระดับชาติเพื่อปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทย มี 4 ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนี้
1. ลงทุนให้มีหน่วยปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมีรถพยาบาล อุปกรณ์ และบุคลากร ครอบคลุมทุกตำบล และมีหน่วยปฏิบัติการแพทย์ระดับสูงในการให้บริการผู้ป่วยวิกฤตอย่างเพียงพอและรวดเร็ว
2. ก้าวสู่ยุค Digital EMS เต็มรูปแบบ รัฐบาลต้องลงทุนเทคโนโลยีสารสนเทศ ดิจิทัล และฐานข้อมูล ทั้งระบบการรับแจ้งเหตุ ระบุพิกัดอัตโนมัติ ระบบปฏิบัติการเรียลไทม์ พร้อมระบบ Emergency Telemedicine เพื่อการปฏิบัติการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ โดยยังคงมาตรฐานสูงสุดในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของคนไข้
3. สร้างความเข้มแข็งของระบบแพทย์ฉุกเฉินในภาวะวิกฤต สร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์ฉุกเฉินและสาธารณภัย ให้พร้อมรับมือภัยพิบัติและสาธารณภัย เช่น ยานพาหนะฉุกเฉินสำหรับผู้ป่วย อุปกรณ์สื่อสาร ยานพาหนะสำหรับการสื่อสารทางวิทยุ อินเทอร์เน็ต และดาวเทียม รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์การแพทย์ และทีมบุคลากรการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที
4. สร้างชุมชนที่ปลอดภัย โดยมุ่งเน้นให้ชุมชน สถานที่สาธารณะ สถานบริการ หน่วยงาน มีความพร้อมในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินเบื้องต้น เช่น จัดให้มีเครื่อง AED ในชุมชน สนับสนุนให้บุคลากร ประชาชน มีความรู้พื้นฐานในการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตก่อนถึงมือแพทย์ การแจ้งเหตุที่ถูกต้องผ่านสายด่วน 1669 รวมทั้งส่งเสริมให้เกิด “อาสาฉุกเฉินชุมชน” ในทุกครัวเรือน
"เป้าหมายของเราคือ การทำให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม แม่นยำ ทันท่วงที ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ควบคู่กับคุณภาพและความเพียงพอของยานพาหนะ เครื่องมือ และบุคลากร เพื่อให้ประชาชนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รัฐจะต้องลงทุนโดยเร็ว หากรัฐบาลใหม่เห็นชอบและผลักยุทธศาสตร์การลงทุนด้านสุขภาพเหล่านี้เป็นนโยบาย จะส่งผลให้ประเทศไทยมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความมั่นใจเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนชาวไทยทุกคน นอกจากนั้น ยังสามารถลดความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้อย่างมหาศาล และทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในด้านการแพทย์ฉุกเฉิน" เลขาธิการ สพฉ. กล่าวทิ้งท้าย
Advertisement