
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการถึงวิสัยทัศน์การพัฒนากรุงเทพมหานคร การบริหารงานในวาระ 4 ปีข้างหน้า
นายชัชชาติ กล่าวถึงวิสัยทัศน์การพัฒนากทม.สู่การเป็นเมืองชั้นนำระดับโลกว่า หัวใจสำคัญของเมืองคือเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีบริษัทกว่า 8,000 แห่ง และเศรษฐกิจฐานราก ได้แก่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ร้านค้า ร้านกาแฟ พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพต่างๆ กว่า 500,000 ราย โดยเห็นว่า หากไม่สามารถขยายเศรษฐกิจในภาพรวมได้ เศรษฐกิจฐานรากก็จะอยู่รอดได้ยาก เพราะสุดท้ายผู้ประกอบการจะต้องแข่งขันแย่งฐานลูกค้าเดิม จึงจำเป็นต้องขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้เติบโตไปพร้อมกัน
นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครและประเทศไทยยังมีศักยภาพอีกมาก ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและปัจจัยแวดล้อมที่ดีขึ้น ส่งผลให้เห็นแนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น พร้อมระบุว่า ในคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของตนมีผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจมหภาค เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง โดยจากการหารือกับนักลงทุนและชาวต่างชาติ ต่างมองว่ากรุงเทพมหานครและประเทศไทยยังมีจุดแข็ง ทั้งการอยู่ร่วมกันของผู้คน สภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น และเสถียรภาพที่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติ ระบุว่า อุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน และล่าช้า ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน โดยย้ำว่า หัวใจสำคัญของการบริหารงานในช่วง 4 ปีข้างหน้าคือการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่ไม่จำเป็น ทั้งในระดับกรุงเทพมหานครและระดับประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรุงเทพมหานครในอีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นเมืองในลักษณะใด นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครจะไม่จำเป็นต้องเหมือนเมืองใดในโลก แต่จะเป็นเมืองที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง มีผู้เข้ามาลงทุนมากขึ้น ยังคงรักษาเสน่ห์ ความเป็นมิตร และรอยยิ้มของผู้คนไว้ พร้อมเป็นเมืองที่ประชาชนและชาวต่างชาติต้องการเข้ามาอยู่อาศัยและทำงาน
สำหรับการทำงานร่วมกับข้าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ กล่าวว่า คะแนนเสียงที่ได้รับจากประชาชนกว่า 65.5 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้สะท้อนเฉพาะตัวผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่สะท้อนถึงผลงานของข้าราชการและบุคลากรกรุงเทพมหานครทุกคนที่ร่วมกันทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันทำงานอย่างหนักจนประชาชนให้การยอมรับ
นายชัชชาติ กล่าวว่า ในช่วง 4 ปีข้างหน้า การทำงานจะยิ่งหนักกว่าเดิม เนื่องจากเป้าหมายมีความท้าทายมากขึ้น และประชาชนมีความคาดหวังสูงขึ้น ยืนยันว่าจะดูแลด้านสวัสดิการของบุคลากรอย่างดีที่สุด แต่ขอให้ข้าราชการทุกคนตระหนักว่าตนเองยังถือว่าโชคดีกว่าประชาชนจำนวนมาก เพราะมีเงินเดือนและสวัสดิการ จึงขอให้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้านายของข้าราชการทุกคนอย่างเต็มกำลัง พร้อมยืนยันว่าจะดูแลเพื่อนร่วมงานทุกคนอย่างดีที่สุด
ส่วนกรณีบุคลากรที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ นายชัชชาติ กล่าวว่า ทุกคนควรได้รับความเป็นธรรม แต่ยอมรับว่าข้อจำกัดด้านงบประมาณยังเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะงบประมาณปี 2570 ที่กรุงเทพมหานครต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อชำระภาระค่าเดินรถและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้า BTS ซึ่งรายรับจากค่าโดยสารยังต่ำกว่ารายจ่ายประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้กรุงเทพมหานครต้องนำงบประมาณส่วนหนึ่งไปอุดหนุนภาระดังกล่าว ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการพัฒนาด้านอื่นลดลง จึงจำเป็นต้องบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด
สำหรับความคืบหน้าการย้ายศาลาว่าการกรุงเทพมหานครจากเสาชิงช้าไปยังดินแดง นายชัชชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการย้ายทั้งหมดได้ เนื่องจากพื้นที่ฝั่งดินแดงยังไม่พร้อม โดยยังมีอาคารใช้งานเพียง 1 หลังจากที่ต้องใช้อาคาร 2 หลัง ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารหลัก จึงจะทยอยย้ายหน่วยงานตามความพร้อม ไม่เร่งดำเนินการทั้งหมดในคราวเดียว โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของอาคาร ระบบลิฟต์ และระบบป้องกันอัคคีภัยเป็นสำคัญ
นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีแนวคิดเปิดพื้นที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า ให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น โดยอาจทยอยเปิดเป็นบางโซนสำหรับกิจกรรมสาธารณะ
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการทำงานร่วมกับสภากรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ กล่าวว่า พร้อมทำงานร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครหรือมาจากพรรคการเมืองใด พร้อมแสดงความยินดีกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทุกคน และเชื่อว่าทุกคนได้รับเลือกตั้งเข้ามาด้วยความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประชาชน โดยพร้อมยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
ส่วนกรณีที่ผู้สื่อข่าวถามถึง "อาถรรพ์ผู้ว่าฯ สมัยที่ 2" ซึ่งที่ผ่านมาอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหลายคนดำรงตำแหน่งไม่ครบวาระ นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล เพราะหากมัวกังวลก็ไม่เกิดประโยชน์ สิ่งสำคัญคือการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และหวังว่าจะสามารถทำงานจนครบวาระและลบความเชื่อดังกล่าวได้
ในประเด็นการปราบปรามการทุจริต นายชัชชาติ กล่าวว่า เชื่อว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีผลการดำเนินงานด้านการต่อต้านการทุจริตดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขและผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าได้กำชับผู้บริหาร ปลัดกรุงเทพมหานคร และรองปลัดกรุงเทพมหานคร ให้ถือเรื่องการปราบปรามการทุจริตเป็นวาระสำคัญอันดับหนึ่ง และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นายชัชชาติ กล่าวว่า แม้จะเป็นการกระทำผิดเพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถละเว้นได้ ทุกกรณีต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่า ระบบการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการจะไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง ทุกคนต้องได้รับการพิจารณาจากความรู้ ความสามารถ และผลงานในการรับใช้ประชาชนเท่านั้น ผู้ที่มีประวัติไม่โปร่งใสจะไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่
นายชัชชาติ ยังฝากถึงข้าราชการและลูกจ้างกรุงเทพมหานครทุกคนว่า ทุกคนถือเป็นผู้ที่มีโอกาสมากกว่าประชาชนจำนวนมาก เพราะมีเงินเดือนและสวัสดิการ จึงต้องตระหนักถึงบุญคุณของประชาชน และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือคอร์รัปชันทุกรูปแบบ พร้อมเสนอให้การต่อต้านการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากหากประเทศยังมีปัญหาการทุจริต ก็จะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกได้ โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายสำคัญที่ตนเน้นย้ำมาโดยตลอดตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา
สำหรับโครงการเมกะโปรเจกต์สะพานข้ามแม่น้ำ ได้มอบหมายให้นายวิษณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทบทวนรายละเอียดโครงการ รวมถึงขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ ทั้งการจัดทำแบบโครงการ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรูปแบบโครงการ โดยเห็นว่าโครงการดังกล่าวควรเดินหน้าต่อ
ส่วนความคืบหน้าการปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นเวลา 60 วัน ก่อนส่งกลับมายังกรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณาอีกครั้ง โดยตั้งเป้าผลักดันให้แล้วเสร็จภายในช่วงต้นปีหน้า
อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติ กล่าวว่า ขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำผังเมืองรวมตามพระราชบัญญัติการผังเมืองฉบับใหม่ จะต้องเสนอให้สภากรุงเทพมหานครพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ จึงยังต้องหารือกับกรมโยธาธิการและผังเมืองถึงแนวทางดำเนินการ โดยเฉพาะกรณีที่สภากรุงเทพมหานครมีการแก้ไขรายละเอียดว่าจะส่งผลให้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่หรือไม่ แต่ยืนยันว่าจะเร่งผลักดันให้แล้วเสร็จภายในต้นปีหน้า
Advertisement