
(11 เม.ย. 2569) ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กลุ่มชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่ใช้ชื่อว่า กลุ่มรักชาติรักประเทศอิหร่านที่อยู่ในไทย ได้รวมตัวทำกิจกรรมบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และแสดงพลังถึงข้อเรียกร้องของกลุ่ม ไปยัง "โดนัล ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยมีการนำรูปภาพของชาวอิหร่านที่ถูกกดขี่สังหาร มาแสดงออก และข้อความต่างๆ ที่สื่อถึงข้อเรียกร้องที่อยากให้ดำเนินสงครามต่อจนกว่า IRGC จะออกจากประเทศอิหร่าน รวมทั้งยังได้กล่าว สรรเสริญ อดีตกษัตริย์อิหร่านเป็นภาษาฟาร์ซี และยังร่วมร้องเพลงชาติอิหร่านอีกด้วย
นอกจากนี้ตัวแทนกลุ่ม ยังนำดอกไม้มามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการชุมนุม แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถรับได้ เนื่องจากจะผิดระเบียบ
โดยคุณแซม ตัวแทน "กลุ่มรักชาติรักประเทศอิหร่านที่อยู่ในไทย" ระบุว่า การรวมตัวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งสารถึงผู้นำสหรัฐฯ ว่า ประชาชนอิหร่านกว่า 90% ได้ตัดสินใจแล้ว และต้องการให้ "เรซา ปาห์ลาวี อดีตมกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน" กลับมามีบทบาท พร้อมเรียกร้องให้กำจัดอิทธิพลของ IRGC ออกจากประเทศโดยสิ้นเชิง เพื่อให้เกิดเสรีภาพแก่ประชาชน
เมื่อถูกถามถึงจุดยืนต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง ตัวแทนกลุ่มยอมรับว่า สนับสนุนการดำเนินมาตรการกดดันอย่างต่อเนื่อง แม้อาจนำไปสู่ความรุนแรง และระบุชัดว่า "กลุ่มผู้ชุมนุม สนับสนุนให้สงครามดำเนินต่อไป เพื่อกดดันและขับไล่ IRGC ออกจากอำนาจ" โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลปัจจุบันใช้ความรุนแรงต่อประชาชนมาอย่างยาวนาน และยังคงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับความพยายามเจรจาสันติภาพที่มีขึ้นใน ปากีสถานในวันนี้ โดยมองว่าไม่ควรมีการเจรจากับ IRGC และเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ รวมถึง "เบนจามิน เนทันยาฮู" ผู้นำประเทศอิสราเอล เพิ่มแรงกดดันเพื่อช่วยเหลือประชาชนอิหร่าน
คุณแซม ยังกล่าวอ้างว่า ประชาชนจำนวนมากในอิหร่านต้องการเปลี่ยนแปลง และกำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านการสื่อสารเช่นอินเทอร์เน็ต รวมถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยยืนยันว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกตั้งคำถามถึงผลกระทบของสงครามที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน กลุ่มผู้ชุมนุมมองว่า หากยังปล่อยให้รัฐบาลปัจจุบันดำรงอยู่ จะยิ่งสร้างผลกระทบในระยะยาวมากกว่า ส่วนการปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ก็ยืนยันว่า คนที่ปิดคือประเทศอิหร่าน ไม่ใช่สหรัฐ ขณะที่ ก็ยอมรับว่าไม่มีใครชอบสงคราม แต่หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็จะยิ่ง "เน่าเสีย" มากขึ้น และอาจลุกลามสร้างความเสียหายต่อหลายประเทศ โดยย้ำว่าการปล่อยให้ IRGC ยังคงมีอำนาจต่อไป จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ทั้งในอิหร่านและในระดับโลก
ทั้งนี้ ตัวแทนกลุ่มย้ำว่า การออกมาเคลื่อนไหวในประเทศไทย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้ไทยเป็นฐานในการเคลื่อนไหว แต่เป็นการใช้พื้นที่เสรีในการแสดงออก พร้อมยกมือไหว้ชื่นชมประเทศไทยและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเสรีภาพและเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นได้ ก่อนที่จะกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่อำนวยความสะดวกในการชุมนุมครั้งนี้
Advertisement