
วันที่ 30 ม.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ที่บริเวณศาลานอกวัดเกษรศีลคุณ หรือ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ได้จัดให้มีการทำบุญประทายข้าวเปลือก และครบรอบละสังขาร 15 ปี พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 54 พระเกจิที่มีคณูปการช่วยเหลือชาติให้พ้นภัย เนื่องจากเมื่อปี 2540 ประเทศไทยพบวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งประเทศไทยเป็นหนี้IMF ปี 2541 หลวงตามหาบัวได้ระดมผ้าป่าทองคำช่วยชาติ ไม่ให้ชาติล่มจม รวมเวลา 13 ปี สามารถนำทองคำเข้าคลังหลวงได้ 13 ตัน หรือ 13129.8 กิโลกรัม เงินดอลล่า 10,214,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ประเทศไทยพ้นวิกฤตเศรษฐกิจมาได้
วันนี้ทองคำราคาพุ่งขึ้นแตะบาทละ 82,000 บาท มูลค่าทองคำในคลังหลวงก็เพิ่มมูลค่าขึ้นเป็นหลายสิบเท่า ทำให้ลูกศิษย์ต่างก็คิดถึงหลวงตามหาบัวที่พาทำผ้าป่าทองคำช่วยชาติ ทำให้ชาติไทยมั่นคง
พระราชวชิรธรรมาจารย์ หรือ หลวงพ่อสุธรรมสุธัมโม อายุ 77 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด เล่าว่า ตั้งแต่ปี 41 ช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ที่เราเรียกว่าวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ภาวะเศรษฐกิจในบ้านเมืองล้มละลายเป็นหนี้ต่างชาติมากมาย จน IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) เข้าควบคุมคนที่เคยมี หรือเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืนกลับกลายเป็นลูกหนี้เขา บางคนเสียใจกลุ้มใจจนฆ่าตัวตาย ช่วงนั้นเราจะได้ยินข่าวภาวะเศรษฐกิจล้มละลายต่างๆ นานา
รัฐบาลวิ่งเต้นหาทางออกวุ่นวายประชาชนระส่ำระสายไปหมด เดือดร้อนกันไปหมดหลวงตามหาบัวได้มาพิจารณาว่า สำคัญเห็นว่าลูกศิษย์เดือดร้อนกันไปหมด แต่พอหลวงตามาพิจารณาแล้วภาวะเศรษฐกิจล้มละลายหรือถึงแม้จะมีภาวะเศรษฐกิจดีอย่างไรถ้าคนขาดศีลธรรมไปหลงมัวเมาแต่กับวัตถุแข่งขันกันด้านวัตถุตื่นตัว แต่ด้านวัตถุอย่างไรก็รักษาเศรษฐกิจไว้ไม่ได้พังทลายแน่นอน
“เมื่อเห็นเป็นอย่างนั้นแล้ว หลวงตาก็คงเห็นของท่านเองว่าพอจะเข้ามารับภาระได้ ท่านก็เคยออกมาจัดโครงการช่วยชาติ โดยการไปเผยแผ่ธรรมเดินทางไปในสถานที่ต่างๆเพื่อให้ผู้คนกลับมาเห็นคุณค่าเห็นความสำคัญของศีลธรรมสำคัญกว่าวัตถุพร้อมกันนั้นได้จัดโครงการช่วยชาติขึ้นมาโดยจัดเป็นผ่าป่าทองคำรับบริจาคเป็นปัจจัยและทองคำแล้วเอาไปเปลี่ยนเป็นทองคำ เพราะศิษยานุศิษย์ทั้งหลายก็เชื่อในญาณความหยั่งรู้ขององค์หลวงตาความรู้พิเศษขององค์หลวงตาท่านจับอะไรท่านทำอะไรไม่เคยผิดจน ในช่วงต้นๆ แทนที่คนจะตื่นไปเอาดอลลาร์ เพราะค่าดอลลาร์มันสูงมากเงินบาทมาก แต่หลวงตากลับไปไขว่คว้าเอาทองคำ ไม่สะสมดอลลาร์”
พระราชวชิรธรรมาจารย์ เล่าต่อว่า ไม่นานดอลลาร์ตก แต่ทองคำขึ้น ผู้ว่าแบงก์ชาติตอนนั้น หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล ได้มาถามหลวงตาว่า “หลวงตาทราบได้อย่างไรว่าทองคำมันจะขึ้น ดอลลาร์มันจะตก”หลวงตาก็ตอบเป็นภาษาอีสานว่า“เด็กวัดยังรู้เลย” องค์หลวงตาท่านมีเมตตาต่อโลกต่อสังคมทั่วไปอย่างแท้จริงทุกวันนี้เราไม่ได้ประกาศ หรือโฆษณาหรือเรียกร้องอะไร ถ้ามีศิษยานุศิษย์หรือผู้ศรัทธานำทองหรือปัจจัยมาถวายเราก็รับพอถึงเดือนเมษายนได้ปัจจัยเท่าไหร่ก็จะนำไปเปลี่ยนเป็นทองคำนำทองคำไปหลอมเป็นแท่ง 12 กิโลครึ่งแล้วก็มอบให้แบงก์ชาติให้ผู้ว่าแบงก์ชาติมารับ ซึ่งจะจัดมอบทองคำทุกปีที่สวนแสงธรรมปีนี้ได้ทำหนังสือไปถามผู้ว่าแบงก์ชาติแล้ว ซึ่งระบุว่าจะมอบทองคำในวันที่ 30 เม.ย. 69 แต่ยังไม่มีหนังสือตอบมา ซึ่งโครงการช่วยชาติยังทำเสริมไปเรื่อยๆ เพราะว่ามีคุณมีประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง
“ทองคำที่เข้าคลังหลวงมันจะเป็นทุนทรัพย์ค้ำค่าเงินบาทของเราค้ำเศรษฐกิจของบ้านเรา เพราะฉะนั้นประเทศของเรามีทุนสำรองมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยนะเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียนทองคำเรามีเยอะ เพราะฉะนั้นเรามีหลักประกันทุนทรัพย์เต็มหนามั่นคงเศรษฐกิจที่ทั่วโลกยอมรับทั่วโลกเชื่อมั่น เพราะว่ามีทองคำเป็นหลักประกันเคยมีนักการเมืองพยายามนำทองคำในคลังหลวงออกมาใช้พยายามเปลี่ยนแปลง รวมบัญชีอะไรต่ออะไรแต่ศิษยานุศิษย์ของหลวงตาไม่ยอมออกมาต่อต้านไม่เห็นด้วย ซึ่งหลวงตาเคยพูดว่าไม่ได้เอาไปเก็บไว้เป็นขอนซุง ทั้งแท่งเวลามีความจำเป็นก็ให้นำดอกผลที่ได้ออกมาใช้ไม่ใช่เก็บไว้เป็นขอนซุงเฉยๆ”
พระราชวชิรธรรมาจารย์ เล่าอีกว่า ตอนนี้ทองคำที่หลวงตามหาบัวนำเข้าคลังหลวงมีทั้งหมด 13 ตัน กว่าเกือบจะ 14 ตันแล้วดอลลาร์ไม่มากเท่าไหร่ไม่กี่ล้าน เพราะหลวงตานำดอลลาร์ไปซื้อทองคำเข้าคลังหลวง จากทองคำบาทละ 5,700 บาท พุ่งขึ้นมาเป็น 82,000 บาท มูลค่าสูงขึ้นมา 10 กว่าเท่าไม่รู้ว่าขึ้นมาได้อย่างไร ในฐานะศิษยานุศิษย์ที่อยู่กับหลวงตาใกล้ชิดหลวงตาเราก็เชื่อในญาณความหยั่งรู้ของหลวงตาว่าญาณหยั่งรู้ของท่านไม่เคยผิดพลาดควรจะทำอะไร และละเว้นในสิ่งที่ไม่ควร เพราะฉะนั้นสิ่งที่หลวงตานำพาศิษยานุศิษย์ ประพฤติปฏิบัติทำมา เราจึงเชื่อว่าไม่ผิดทางในการเก็บทองคำ เราก็เชื่อมั่นมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่ผิดทางแน่นอน และวันนี้ศิษยานุศิษย์มารวมตัวกัน ที่วัดป่าบ้านตาดจำนวนมาก เพราะครบรอบวันละสังขารขององค์หลวงตาครบรอบ 15 ปี แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว 15 ปีแต่ยังไม่จืดจางในความรู้สึกคณะศิษยานุศิษย์เลยเหมือนองค์หลวงตายังอยู่ใกล้ชิดอยู่กับพวกเราตลอดเวลา
“โดยเฉพาะข้อวัตรข้อปฏิบัติปฏิปทาทั้งหลายที่องค์หลวงตาได้แนะนำพร่ำ สอนศิษยานุศิษย์ และได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ซึ่งศิษยานุศิษย์ก็ยังหนักแน่นมั่นคงอยู่ในข้อวัตรข้อปฏิบัติมีน้ำจิตน้ำใจในการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งบันสงเคราะห์กัน ทั้งในสังคมและวงกว้างออกไปอย่างเห็นได้ชัดเ พราะฉะนั้นข้อวัตรปฏิบัติปฏิปทาทั้งหลายที่องค์หลวงตาได้นำพาคณะศิษยานุศิษย์ประพฤติปฏิบัติ ล้วนแต่เป็นไปด้วยความร่มเย็นเป็นสุขในการอยู่ร่วมกันเมื่อศิษยานุศิษย์ยังหนักแน่นมั่นคงข้อวัตรปฎิบัติปฏิปทาขององค์หลวงตาก็เหมือนกับหลวงตาอยู่คู่กับเราตลอดเวลา เพราะว่าหลังจากองค์หลวงตาละสังขารไปแล้ว แต่ข้อวัตรทั้งหลายที่องค์หลวงตาได้นำพาประพฤติปฏิบัติมาได้วางไว้เป็นแนวทางให้กับศิษย์นั้นแหละ คือองค์แทนหลวงตาอย่างแท้จริง วันสำคัญวันนี้ศิษย์มารวมกันอย่างหนาแน่นหลักการให้ทานโรงทานเลี้ยงกันเยอะแยะมากมาย นั่นคือความอบอุ่นที่เกิดมาจากศีลธรรมทั้งนั้น”
นายสุรชัย เจริญธรรม อายุ 57 ปี ชาวอุดรธานีเดินทางมาร่วมงานบุญประทายข้าวเปลือก และครบรอบ 15 ปี วันละสังขารหลวงตามหาบัวได้ เล่าว่า เมื่อก่อนตนเป็นช่างเชื่อม ตอนนี้เป็นช่างตัดผม เล่าทั้งน้ำตาว่า ตนมางานบุญหลวงตาทุกปี เพราะตนรอดตายมาได้ เพราะบุญบารมีของหลวงตา คือปีที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด ตนก็ติดเชื้อโควิดด้วย ตนเข้ารักษาที่ตึกหลวงตามหาบัวโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ตนอาการหนักตาใกล้จะบอด ตนกลัวตายมาก จึงได้อธิษฐานถึงหลวงตามหาบัว ตนยังไม่อยากตาย เพราะยังห่วงครอบครัวลูกเมีย ขอให้ตนหายป่วย และตนก็หายป่วย หลังจากนั้นตนก็จะมาทำบุญที่วัดป่าบ้านตาดประจำไม่เคยขาด เพราะเชื่อว่าด้วยบุญบารมีของหลวงตาทำให้ตนหายป่วยตาไม่บอด และรอดตายมาได้
Advertisement