
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 กรมชลประทาน เปิดประชุมปัจฉิมนิเทศ โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดแพร่ รับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำ โดยมี นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธาน พร้อมด้วย นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) ผู้แทนกรมชลประทาน นายพรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและการมีส่วนร่วม นายอัสนี จารุชาต ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแพร่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนกลุ่มผู้ใช้น้ำ ร่วมรับฟัง ณ โรงแรมอมรรักษ์ 2 ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ จากนั้นคณะฯ เดินทางร่วมกิจกรรมสื่อสัญจร รับฟังบรรยายสรุปข้อมูลการปรับปรุง ในพื้นที่โครงการนำร่อง ก็คือ อ่างเก็บน้ำแม่มาน ตำบลหัวฝาย อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ นำโดยผู้แทนกรมชลประทาน ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแพร่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนกลุ่มผู้ใช้น้ำ
สืบเนื่องจากใน ปัจจุบัน โครงสร้างอาคารชลประทานและระบบระบายน้ำในจังหวัดแพร่ มีระบบชลประทานที่ใช้งานมายาวนาน ส่งผลให้อาคารหัวงาน ระบบส่งน้ำ และระบบระบายน้ำหลายแห่งเริ่มเสื่อมสภาพ แม้มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำหลากรุนแรง เช่น เหตุอุทกภัยปี 2567 ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคก็เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและบุคลากร ที่ทำให้ระบบบริหารจัดการน้ำยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ กรมชลประทานจึงดำเนิน “โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลาง จังหวัดแพร่” ระยะเวลา 450 วัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ รองรับสถานการณ์ปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมสู่อนาคต
นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธาด้านวางแผน ผู้เเทนกรมชลประทาน เปิดเผยว่า "กรมชลประทานไม่ได้มองเพียงการสร้างใหม่ แต่เราเน้นการ 'ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพ (Modernization)' โครงสร้างเดิมที่มีอยู่ทั่วประเทศ กรณีจังหวัดแพร่คือต้นแบบของการปรับตัวรับมือสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน โดยเฉพาะเหตุการณ์สิงหาคม 2567 ที่เตือนให้เราต้องเร่งยกระดับอาคารชลประทานให้พร้อมรับทั้งน้ำหลากและเก็บกักน้ำแล้งในคราวเดียวกัน โดยเป้าหมายปี 2580 ของเราคือการใช้ข้อมูลนำการบริหารจัดการ (Data-Driven) ระบบโทรมาตรและ Smart Irrigation ในจังหวัดแพร่จะช่วยให้เราตัดสินใจพร่องน้ำหรือกักเก็บน้ำได้แบบ Real-time ลดความผิดพลาดจากตัวบุคคล และกระจายน้ำได้อย่างเป็นธรรมและแม่นยำที่สุด ซึ่งโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดแพร่ มีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อจัดทำแผนหลักการบริหารจัดการน้ำจังหวัดแพร่ และศึกษาความเหมาะสมในการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดแพร่ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันและติดตามผลกระทบ รวมถึงการนำระบบชลประทานอัจฉริยะ Smart Irrigation และการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ EbA มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตอีกด้วย
นายพรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและการมีส่วนร่วม กล่าวว่า กรมชลประทาน ย้ำพันธกิจสำคัญ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในทุกขั้นตอนของการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะการศึกษาปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในพื้นที่จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีระบบเดิมและมีกลุ่มผู้ใช้น้ำอยู่แล้ว จึงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับประโยชน์อย่างแท้จริง การศึกษาครั้งนี้ ครอบคลุมแผนหลักแหล่งน้ำรวม 49 แห่ง ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 10 แห่ง และอ่างเก็บน้ำตามพระราชดำริ 39 แห่ง โดยจัดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปฐมนิเทศและการประชุมกลุ่มย่อยรวม 7 เวที เพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากผู้ใช้น้ำในพื้นที่ จากนั้น ได้คัดเลือกโครงการที่มีความซับซ้อนด้านวิศวกรรม จำนวน 8 โครงการ เพื่อศึกษาความเหมาะสมเชิงลึก พร้อมจัดประชุมกลุ่มย่อยโครงการละ 2 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 16 เวที เพื่อให้ข้อมูลรอบด้านและรับฟังข้อเสนอแนะอย่างละเอียด ทั้งนี้ การจัดประชุมปัจฉิมนิเทศในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมชลประทาน ในการนำเสียงของประชาชนมาปรับปรุงแผนงานให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่มากที่สุด เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำเกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนต่อพี่น้องประชาชนในระยะยาว
นายอัสนี จารุชาต ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแพร่ กล่าวเพิ่มเติมว่า อ่างเก็บน้ำในจังหวัดแพร่ส่วนใหญ่ รวมถึง อ่างแม่มาน แห่งนี้ ใช้งานมานานหลายสิบปี แม้เราจะบำรุงรักษาตามรอบ แต่โครงสร้างบางส่วนเริ่มเสื่อมสภาพ และที่สำคัญ คือ 'ความจุ' เดิมเริ่มไม่เพียงพอต่อปริมาณฝนที่ตกหนักขึ้นจากสภาวะโลกร้อน (Climate Change)" จึงมีการยกระดับให้เป็น 'อ่างเก็บน้ำอัจฉริยะ' โดยมีแผนติดตั้ง ฝายพับได้ (Steel Gate) บนสันทางระบายน้ำล้น ซึ่งจะช่วยให้เราเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก โดยไม่ต้องก่อสร้างตัวเขื่อนใหม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตั้งเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อนและระบบโทรมาตรเพื่อความปลอดภัยสูงสุด" ซึ่งมีนโยบายหลักของโครงการชลประทานแพร่คือ 'หน่วงน้ำต้นทาง ตัดยอดน้ำหลาก' พร้อมศึกษาปรับปรุงโครงการในความดูแลทั้ง 49 แห่ง เพื่อให้แต่ละแห่งทำหน้าที่เป็นแก้มลิงที่มีประสิทธิภาพ เมื่อฝนตกหนักในลำน้ำสาขา อ่างเหล่านี้จะช่วยกักน้ำไว้ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำยมสายหลัก ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมตัวเมืองแพร่ได้โดยตรง
“เมื่อเทคโนโลยีถูกนำมาผสานเข้ากับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ “Smart Irrigation” จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรม แต่คือ เครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส จากข้อมูลแบบ Real-time ที่แม่นยำ สู่การวางแผนระบายน้ำและพร่องน้ำล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยง ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง เมื่อโครงการแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ จังหวัดแพร่จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า 37 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำทุกหยด…จะกลายเป็นความมั่นใจของเกษตรกรว่าจะไม่ต้องเผชิญกับคำว่า “ขาดแคลนน้ำ” อีกต่อไปในฤดูแล้ง พื้นที่ชลประทานที่ขยายเพิ่มกว่า 8,000 ไร่ ไม่เพียงเปิดโอกาสให้เกษตรกรปลูกพืชได้หลากหลาย แต่ยังหมายถึงรายได้ที่มั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากวันนี้…สู่วันข้างหน้า น้ำ…จะไม่ใช่ความเสี่ยงอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “พลัง” ที่หล่อเลี้ยงชีวิต และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมปัจฉิมนิเทศในครั้งนี้ จึงเป็นการนำเสนอสรุปผลการศึกษาตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงรายละเอียดโครงการ ให้มีความสมบูรณ์ สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดแพร่ได้อย่างแท้จริง" ผู้แทนกรมชลประทานกล่าวทิ้งท้าย
Advertisement