
(30 ม.ค. 2569) ผู้สื่อข่าวรายงาน ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติยังคงอาละวาดไม่หยุด ล่าสุดปรับรูปแบบก่อเหตุรุนแรงขึ้นใช้วิธี "มอมยานอนหลับ" เหยื่อก่อนอุ้มข้ามแดนไปฝั่งกัมพูชา บังคับสแกนใบหน้าเปิดบัญชีผิดกฎหมาย เมื่อบัญชีใช้งานไม่ได้หรือ "บัญชีตาย" ก็ถูกนำตัวกลับมาปล่อยทิ้งฝั่งไทยอย่างไร้ความปรานี สร้างความหวาดผวาให้กับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนช่วงใกล้ปิดเทอม
ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ พี่เบิร์ด ตัวแทนศูนย์ประสานงานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน เปิดเผยรายละเอียดเคสล่าสุดของ สาว อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดสระแก้ว ซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลังถูก "เพื่อนของเพื่อน" หลอกชวนไปทำงานอ้างว่าเป็นงานโกดัง ในพื้นที่วัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว
โดยก่อนหน้านี้ครอบครัวของ สาวรายนี้ได้ประสานขอความช่วยเหลือมายังศูนย์ฯแล้ว เนื่องจากลูกสาวหายตัวไป โดยจากการสอบถามเบื้องต้นพบว่าน้องเคยมีประสบการณ์ทำงานออนไลน์มาก่อน และเคยเดินทางไปต่างประเทศช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ตึงเครียดชายแดน จึงทำให้คนร้ายใช้จุดนี้เป็นช่องโหว่หลอกล่อด้วยความสนิทสนมและความไว้ใจ
วันเกิดเหตุคนร้ายให้เหยื่อมาเปิดโรงแรมรอและนัดพบที่สถานีขนส่งก่อนพาขึ้นรถ โดยอ้างว่าจะพาไปเริ่มงาน เมื่อขึ้นรถแล้วคนร้ายได้ให้น้องดื่มน้ำหลังจากนั้นน้องก็หมดสติทันที
"น้องบอกว่าจำอะไรไม่ได้เลย รู้สึกตัวอีกทีก็ไปฟื้นอยู่ฝั่งเขมรแล้ว" พี่เบิร์ดกล่าว
เมื่อฟื้นสติก็พบว่าตัวเองถูกพาข้ามแดนไปฝั่งกัมพูชาและถูกบังคับให้สแกนใบหน้า เพื่อใช้ในขบวนการบัญชีม้าและการกระทำผิดกฎหมาย โดยน้องให้ข้อมูลว่าระหว่างถูกมอมยายังพอมีสติรับรู้ทุกอย่าง ได้ยินเสียงคนพูดแต่ร่างกายอ่อนแรงไม่สามารถขัดขืนหรือช่วยเหลือตัวเองได้
สิ่งที่น่ากังวลมากคือ น้องเป็นผู้หญิงวัย 20 ปี หน้าตาดี จึงเกรงว่าจะถูกขายต่อหรือถูกล่วงละเมิด แต่โชคดีที่จากการตรวจร่างกายน้องยืนยันว่าไม่ได้ถูกทำร้ายทางเพศ
หลังจากถูกใช้งานสแกนหน้าไปแล้วและบัญชีไม่สามารถใช้งานต่อได้ หญิงสาวรายนี้พร้อมเหยื่อรายอื่น รวมทั้งหมด 5 คน ถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ฝั่งไทยโดยไม่มีการดูแลใดๆ
เมื่อทีมช่วยเหลือพบตัวน้องมีอาการหวาดกลัวอย่างหนัก ร้องไห้ตลอดเวลา และไม่กล้าพูดคุยกับใคร จนกระทั่งพี่เบิร์ดได้แจ้ง ชื่อ-นามสกุล และข้อมูลครอบครัวจึงเริ่มเชื่อใจและยอมเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังได้พูดคุยกับ เหยื่ออีก 2 ราย อายุ 24 ปี และ 26 ปี จาก จ.พะเยา ซึ่งถูกหลอกไปพร้อมกัน โดยทั้งสองเปิดเผยว่า ถูกบังคับให้สแกนใบหน้ารวมแล้วกว่า 8 ครั้ง และได้พบกับ สาววัย 20 ปี ในฝั่งกัมพูชา ซึ่งขณะนั้นอยู่ในสภาพร้องไห้หนักคล้ายคนขาดสติ ทำได้เพียงปลอบใจกันและกันเพื่อประคองสภาพจิตใจให้อยู่รอด
พี่เบิร์ดระบุว่า ขบวนการนี้ใช้เส้นทางลักลอบตามแนวชายแดนหลายจุด ทั้งพื้นที่ป่า สวนลำไย ช่องทางธรรมชาติ และใช้วิธีพาวนรถซิกแซก เพื่อหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิดทำให้เหยื่อไม่รู้ว่าถูกพาออกหรือพาเข้าประเทศตรงจุดใด
ด้านการดำเนินคดีได้มีการประสานงานกับ สภ.อรัญประเทศ สภ.โคกสูง(พื้นที่ต้นเรื่องแจ้งความ) รวมถึงโรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อตรวจร่างกายและสภาพจิตใจของเหยื่อ โดย สภ.โคกสูง จะเป็นเจ้าภาพหลักในการสืบสวนไล่ไทม์ไลน์ เอาผิดขบวนการนี้ตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ได้ฝากเตือนเยาวชนและผู้ปกครองว่าช่วงใกล้ปิดเทอมถือเป็นช่วงอันตรายที่สุด "งานพาร์ตไทม์ งานชายแดน มีรถรับมีที่พักให้เปิดบัญชีธนาคาร มีโน้ตบุ๊กให้ใช้ แบบนี้ฟันธงเลยว่าเป็นมิจฉาชีพอย่าหลงเชื่อเด็ดขาด"
พร้อมระบุว่า ขณะนี้กำลังเตรียมโครงการเข้าประชาสัมพันธ์ตามโรงเรียนระดับมัธยม เพื่อให้เด็กและเยาวชนรู้เท่าทันกลโกง หลังพบว่าขบวนการคอลเซ็นเตอร์เปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงให้แนบเนียน และโหดร้ายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญเตือนคนไทยทุกพื้นที่ว่า แม้ด่านจะปิดแต่ภัยคอลเซ็นเตอร์ยังไม่หยุด และพร้อมจะเล่นงานทุกคนที่เผลอเพียงครั้งเดียว
Advertisement