
วันที่ 29 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากกระแสข่าวมาจากหลายแหล่งข่าวแพร่กระจายทางโซเชียลว่าทหารกัมพูชามีการวางกำลังและมีการขุดคูเลตตามตะเข็บแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จะเป็นสัญญาณการปะทะรอบ 3 ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น
ผู้สื่อข่าวตรวจสอบการใช้ชีวิตของชาวบ้านที่อยู่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทุกคนเริ่มปรับวิถีชีวิตของตัวเองที่ต้องเตรียมความพร้อมทั้งยานพาหนะ เสื้อผ้า และสิ่งของจำเป็นในการอพยพ ไม่เว้นการค้าขายของร้านค้าที่ต้องปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ รวมถึงโรงเรียนที่อยู่แนวชายแดน ที่มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการเรียนการสอนแล้ว
นางสายันต์ ชื่นพิมาย อายุ 65 ปี แม่ค้าขายอาหารถุง เล่าว่า จากปกติที่เคยขายกับข้าวถุงภายในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ต้องปรับตัวใส่รถพ่วงข้างไปขายตามหมู่บ้านต่างๆ เพราะสามารถเคลื่อนย้ายได้เร็วกว่าหากมีเหตุ ซึ่งครอบครัวได้เตรียมเสื้อผ้าไว้ตลอดเวลาแล้ว
นางสายันต์ เล่าด้วยว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนชายแดนเดือดร้อนมาก โดยเฉพาะหมู่บ้านของตนอยู่ห่างจากชายแดนเดียว 3 กม.เท่านั้น กระแสข่าวที่ว่าทหารเขมรกำลังขุดคูเลตหรือตรึงกำลัง บวกกับทหารเอาน้ำมันมาเติมรถถังที่จอดไว้แนวชายแดน ยอมรับว่าไม่สบายใจและหวาดผวา ส่วนตัวอยากให้มีการปิดด่านแบบถาวรตลอดไป เพราะเขมรไม่น่าไว้วางใจแล้ว
ขณะบรรยากาศการเรียนการสอนของโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่สีแดง ยังคงมีการเรียนการสอนตามปกติ แต่ยังเต็มไปด้วยความหวาดระแวง โดยเฉพาะเด็กนักเรียนระดับประถม เมื่อทราบข่าวทางโซเชียลต่างกังวลไม่แพ้ผู้ใหญ่
นางสาวประภาพร สิมอุตร ครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง กล่าวว่ากระแสข่าวที่ออกมาบ่อยครั้งเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา ดูเหมือนจะมีการเตรียมรบอีกหรือไม่นั้น ยอมรับว่ายังหวาดกลัวอยู่ แต่ทางโรงเรียนไม่ได้นิ่งอยู่กับที่ ที่ผ่านมาตั้งแต่มีการปะทะรอบ 2 โรงเรียนได้มีการซ้อมอพยพสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้นักเรียนเข้าใจและรู้วิธีเอาตัวรอดให้เร็วที่สุด หากมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น นอกจากนี้โรงเรียนยังได้มีการเรียนการสอนชดเชยล่วงหน้าเอาไว้แล้ว เพราะไม่อยากจะตามไปสอนเด็กถึงศูนย์อพยพเหมือนครั้งที่ผ่านมา
นางสาวประภาพร กล่าวยอมรับว่าตอนนี้สงสารเด็กนักเรียนที่มาถามทุกวันว่า "จะมีการรบกันอีกหรือไม่" ตนมีหน้าที่ชี้แจงและให้เด็กมีความพร้อม โดยจะบอกให้นักเรียนไม่วิตกจนเกินไป เพราะทางโรงเรียนมีความพร้อมแล้ว หากได้รับคำสั่งอพยพ
Advertisement