
จ่ายทุกเดือนได้อะไรกลับมา “เงินประกันสังคม” ดูแลเราได้จริงแค่ไหน
เงินที่ถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือน กำลังกำหนดความมั่นคงของแรงงานไทยทั้งประเทศ เงินประกันสังคมคือเงินก้อนใหญ่ที่แรงงานไทยร่วมกันสะสม ถูกหักจากรายได้อย่างต่อเนื่อง และผูกพันไปกับชีวิตการทำงานของผู้ประกันตน ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นอาชีพ จนถึงวันที่ต้องพึ่งพาหลักประกันในยามเจ็บป่วย ว่างงาน หรือชราภาพ
นับจากวันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การปรับเพิ่มเงินสมทบทำให้ประกันสังคมไม่ใช่เพียงตัวเลขในสลิปเงินเดือนอีกต่อไป แต่คือระบบความมั่นคงที่ผู้ประกันตนควรรู้ว่า เงินของตนถูกจัดสรรอย่างไร และให้หลักประกันอะไรกลับมาบ้างตลอดทั้งชีวิตการทำงาน
เงินประกันสังคม คือเงินของใคร
เงินประกันสังคมไม่ใช่เงินของรัฐฝ่ายเดียว และไม่ใช่เงินของลูกจ้างเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเงินที่เกิดจากการสมทบของ 3 ฝ่ายร่วมกัน ได้แก่ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างหลักประกันพื้นฐานให้กับแรงงานในยามเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต และยามชราภาพ
สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เงินสมทบในปัจจุบันคิดจากสัดส่วนรวม 12.75% ของค่าจ้าง โดยลูกจ้างจ่าย 5% นายจ้างจ่ายอีก 5% และรัฐบาลร่วมสมทบอีก 2.75% เงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้ดูแลสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 กรณีตลอดช่วงชีวิตการทำงาน
ในปี 2568 ที่ยังใช้เพดานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท ผู้ประกันตนจะจ่ายเงินสมทบสูงสุดเดือนละประมาณ 750 บาท นายจ้างสมทบอีก 750 บาท และรัฐบาลสมทบประมาณ 413 บาท
ปี 2569 จุดเริ่มต้นของการ “จ่ายเพิ่ม”
แต่ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ระบบประกันสังคมจะเริ่มปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบใหม่ หลังจากตรึงเพดานเดิมมานานหลายสิบปี การปรับครั้งนี้ไม่ได้ทำรวดเดียว แต่เลือกใช้วิธีทยอยเพิ่มเป็น 3 ระยะ เพื่อลดแรงกระแทกต่อทั้งลูกจ้างและนายจ้าง
ระยะแรก ระหว่างปี 2569–2571
เพดานค่าจ้างขยับจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ส่งผลให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 875 บาท นายจ้างสมทบอีก 875 บาท และรัฐบาลสมทบประมาณ 481 บาท
ระยะที่สอง ระหว่างปี 2572–2574
เพดานค่าจ้างเพิ่มเป็น 20,000 บาท ผู้ประกันตนจะจ่ายเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 1,000 บาท นายจ้างสมทบ 1,000 บาท และรัฐบาลสมทบประมาณ 550 บาท
ระยะที่สาม ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป
เพดานค่าจ้างเพิ่มเป็น 23,000 บาท ทำให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 1,150 บาท นายจ้างสมทบ 1,150 บาท และรัฐบาลสมทบประมาณ 633 บาท
เงิน 875 บาทต่อเดือน ถูกนำไปใช้อย่างไร
เงินสมทบที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกจัดสรรเพื่อดูแลผู้ประกันตนใน 7 กรณีหลัก โดยเมื่อคิดจากเพดานใหม่ 17,500 บาท เงินสมทบฝั่งลูกจ้าง 875 บาทต่อเดือน จะถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน
ส่วนแรกคือการดูแล 4 กรณีพื้นฐาน ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิต เงินส่วนนี้ใช้สำหรับการรักษาพยาบาลโดยไม่จำกัดวงเงิน การคลอดบุตรที่มีค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท ค่าฝากครรภ์ 1,500 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรของผู้ประกันตนหญิง
ซึ่งรวมแล้วสูงสุดประมาณ 26,250 บาทต่อครั้ง รวมถึงเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพที่สามารถรับได้ตลอดชีวิต และค่าทำศพพร้อมเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต
อีกส่วนหนึ่งถูกใช้สำหรับกรณีว่างงาน ผู้ประกันตนสามารถรับเงินทดแทนได้สูงสุดประมาณ 10,500 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับฐานรายได้และระยะเวลาการส่งเงินสมทบ
ส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเงินสมทบ ถูกนำไปใช้เป็นเงินออมเพื่อชราภาพและเงินสงเคราะห์บุตร ผู้ประกันตนจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 1,000 บาทต่อคน สำหรับบุตรอายุไม่เกิน 6 ปี
ขณะที่เงินชราภาพจะถูกสะสมเป็นบำเหน็จหรือบำนาญในอนาคต โดยนายจ้างจะสมทบในส่วนนี้เพิ่มให้อีกเท่าตัว รวมเป็นเงินสมทบสะสมถึง 1,050 บาทต่อเดือน
สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น คุ้มกับเงินที่จ่ายหรือไม่
การปรับเพดานค่าจ้างไม่ได้มีเพียงด้านของการ “จ่ายเพิ่ม” แต่ยังทำให้สิทธิประโยชน์หลายรายการขยับสูงขึ้นตามฐานรายได้ใหม่ เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน หรือทุพพลภาพ จะเพิ่มจากเพดานเดิมประมาณ 7,500 บาท เป็นราว 8,750 บาทต่อเดือน
เงินช่วยเหลือกรณีคลอดบุตรเพิ่มจากเดิมประมาณ 22,500 บาท เป็นราว 26,250 บาทต่อครั้ง ขณะที่เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตก็เพิ่มเพดานสูงสุดจากประมาณ 90,000 บาท เป็นราว 105,000 บาท
ในระยะยาว สิทธิด้านบำนาญชราภาพถือเป็นประเด็นที่ผู้ประกันตนให้ความสนใจมากที่สุด ผู้ที่ส่งเงินสมทบครบอย่างน้อย 15 ปี จะได้รับบำนาญเพิ่มจากประมาณ 3,000 บาท เป็นราว 3,500 บาทต่อเดือน
และผู้ที่ส่งครบ 25 ปี บำนาญจะเพิ่มจากราว 5,250 บาท เป็นประมาณ 6,125 บาทต่อเดือน ซึ่งสะท้อนว่าการจ่ายเพิ่มในวันนี้ ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตในวัยเกษียณ
กองทุนประกันสังคม ก้อนใหญ่ระดับ “ล้านล้าน”
ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีมูลค่ารวมเกือบ 3 ล้านล้านบาท นับเป็นหนึ่งในกองทุนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เงินก้อนนี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉย ๆ แต่ถูกนำไปใช้สองส่วนหลัก คือ เงินสำหรับการดำเนินงาน และเงินสำหรับการลงทุน
เงินสำหรับการดำเนินงาน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ใช้สำหรับการบริหารจัดการ ระบบงาน และค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่การรักษาพยาบาลหรือเงินชดเชยโดยตรง ส่วนที่เหลือคือเงินลงทุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างผลตอบแทนเพื่อรองรับบำนาญในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การลงทุนของกองทุนประกันสังคมหลายโครงการ กลับถูกตั้งคำถามอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งกรณีการซื้อตึก SKYY (สกายไนน์) ที่ราคาประเมินราว 3,000 ล้านบาท แต่ใช้เงินซื้อจริงสูงถึงประมาณ 7,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกันการลงทุนในหุ้นบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ที่มูลค่าลดลงอย่างรุนแรง รวมถึงการถือหุ้นในบางบริษัทที่มูลค่าปัจจุบันต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุนไปหลายเท่า
ส่วนปัญหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ ผู้ประกันตนซึ่งเป็นเจ้าของเงินตัวจริง กลับไม่มีสิทธิเข้าตรวจสอบหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจลงทุนโดยตรง ทำให้ความโปร่งใสและความคุ้มค่า กลายเป็นคำถามใหญ่ที่ยังต้องการคำตอบ
ทำไมเรื่องนี้ถึงกระทบความรู้สึกทุกคน
เงินประกันสังคมไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเงินก้อนนี้ถูกใช้ดูแลชีวิตของแรงงานตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยว่างงาน เงินช่วยเหลือการคลอดบุตร เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ หรือบำนาญชราภาพในวันที่ไม่มีรายได้
ทุกการตัดสินใจในการบริหารและลงทุนของกองทุน จึงส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงในชีวิตของผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน ไม่ใช่เพียงตัวเลขในงบประมาณหรือผลตอบแทนในกระดาษ
จ่ายเพิ่มแล้ว ต้องได้มากกว่าความหวัง
การปรับเงินสมทบประกันสังคม อาจเป็นความจำเป็นของโครงสร้างประชากรและความยั่งยืนของระบบ แต่สิ่งที่ต้องเดินควบคู่กันไป คือ การบริหารที่โปร่งใส การลงทุนที่รอบคอบ และความรับผิดชอบต่อเงินของผู้ประกันตน
เพราะเงินประกันสังคมไม่ใช่เงินของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือเงินของแรงงานไทยทั้งประเทศ และทุกบาทที่ถูกหักไปในวันนี้ คือความหวังของชีวิตในวันที่เราอาจไม่มีแรงทำงานอีกต่อไป
Advertisement